คอลัมนิสต์

วิพากษ์รายงาน สปท. หลงทาง “ปฏิรูปโซเชียลฯ”

วิพากษ์รายงาน สปท. หลงทาง “ปฏิรูปโซเชียลฯ”

06 ก.ค. 2560

ตอนเราไปทำบัตรประชาชน เขาก็ถ่ายรูปเราไว้แล้ว พิมพ์ลายนิ้วมือเราไว้แล้ว แต่พอรายงานของ สปท.บอกว่าจะทำโน่นนี่นั่นเพิ่มขึ้น ก็ทำให้สังคมมีคำถามย้อนกลับ

    หนึ่งในประเด็นร้อนของสื่อสังคมออนไลน์ช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นการวิพากษ์วิจารณ์รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. เรื่อง “การปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย” ซึ่งผ่านการลงมติรับรองจากที่ประชุม สปท.ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

     หากพลิกดูรายงานการปฏิรูปสื่อออนไลน์ของ สปท. จะพบว่าได้สรุปปัญหาของการใช้สื่อออนไลน์ในปัจจุบันเอาไว้ 5 ประการ คือ

1.ผู้ใช้สื่อออนไลน์สามารถปกปิดสถานะที่แท้จริงได้ และเชื่อว่าไม่สามารถถูกตรวจสอบได้โดยง่าย ทำให้ใช้สื่อในทางที่ผิด หลายกลุ่มใช้ในเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งค้ามนุษย์ การพนัน ลามกอนาจาร รวมไปถึงการกำหนดวาระทางสังคม เพราะสื่อมวลชนกระแสหลักใช้ข้อมูลจากสื่อออนไลน์มาแข่งขันกันนำเสนอข่าว

2.กลไกภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลขาดประสิทธิภาพ ขาดระบบการเฝ้าระวังที่ดี และไม่เท่าทันกับสถานการณ์

3.ประชาชนผู้ใช้งานขาดความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี ขาดความตระหนักรู้ด้านการใช้สื่อออนไลน์และด้านกฎหมาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

4.ขาดการสร้างจิตสานึก หรือปลูกฝังการใช้สื่อออนไลน์ที่ดี ที่เหมาะสม มีจริยธรรม และอย่างสร้างสรรค์

5.ขาดการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในลักษณะประชารัฐ ประชาสังคม และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำกับดูแล

    สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ เน้นไปที่ข้อเสนอของการปฏิรูป ซึ่งแบ่งเป็นการปฏิรูประยะสั้นกับระยะยาว โดยการปฏิรูประยะสั้น ที่สำคัญก็เช่น การจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์ มุ่งไปที่การระบุตัวตนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะสถิติปัจจุบัน มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วประเทศประมาณ 90 ล้านเครื่อง มีมากกว่า 50 ล้านเครื่องที่มีการใช้งานสื่อออนไลน์ มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือลงทะเบียนใช้งานเฟซบุ๊กมากกว่า 30 ล้านเลขหมาย

     ฉะนั้นจึงต้องเพิ่มมาตรการจัดระเบียบการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะระบบเติมเงิน (พรีเพด) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากการลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชนแล้ว ยังต้องเพิ่มการใช้ข้อมูลลายนิ้วมือ และใบหน้า ควบคู่กันไปด้วย พร้อมหาวิธีการให้ “ผู้ให้บริการ” หรือโอเปอเรเตอร์ จัดเก็บรูปภาพของผู้ลงทะเบียนซิมการ์ดไว้เพื่อเป็นหลักฐานด้วย

วิพากษ์รายงาน สปท. หลงทาง “ปฏิรูปโซเชียลฯ”

     ขณะเดียวกันก็ให้จัดตั้ง “ศูนย์กลางเฝ้าระวังการใช้สื่อออนไลน์” โดยนำเทคโนโลยีการติดตามและตรวจสอบข้อความ รูปภาพ และคลิปเสียงมาใช้ เช่น เครื่องมือตรวจสอบใบหน้าบุคคลในโซเชียลมีเดีย ที่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับภาพวิดีโอ หรือภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดต่างๆ ได้ เป็นต้น

     อย่างไรก็ดี ข้อเสนอเหล่านี้ถูกมองจาก อภิสิทธิ์ ไชยประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสังคมออนไลน์ว่า มาตรการควบคุมที่ สปท.เสนอ มีความซ้ำซ้อนเกินจำเป็น เพราะการควบคุมโดยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

     “ผมเห็นด้วยกับการลงทะเบียนด้วยเลขบัตรประชาชน เพราะเป็นการระบุตัวตนที่ง่ายที่สุด ทุกวันนี้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็ให้ลงทะเบียน อย่างน้อยก็ด้วยเบอร์มือถือหรืออีเมล เพื่อยืนยันความมีตัวตน และความจริงแล้วในส่วนของเลขบัตรประชาชน ถ้าลงทะเบียนได้จริงและมีความรัดกุมก็เป็นสิ่งที่ดี แต่พอบอกว่าจะต้องสแกนลายนิ้วมือ สแกนใบหน้า ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถูกมองว่าจะมีการจัดซื้ออุปกรณ์อีกมากมายโดยวิธีพิเศษในอนาคตอีกหรือไม่”

     “ถ้าแค่ลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชนก็น่าจะเพียงพอ เพราะจริงๆ แล้วฐานข้อมูลมีมากมายที่ยืนยันตัวตนของเรา เนื่องจากตอนเราไปทำบัตรประชาชน เขาก็ถ่ายรูปเราไว้แล้ว พิมพ์ลายนิ้วมือเราไว้แล้ว แต่พอรายงานของ สปท.บอกว่าจะทำโน่นนี่นั่นเพิ่มขึ้น ก็ทำให้สังคมมีคำถามย้อนกลับว่า แล้วสิ่งที่เคยทำมาก่อนล่ะ ข้อมูลที่เก็บไว้ก่อนล่ะมันหายไปไหน ไม่ได้ถูกนำมาบูรณาการใช้ร่วมกันหรือ ทั้งๆ ที่เรากำลังจะเป็น ดิจิทัล อีโคโนมี ทุกแพลตฟอร์มจะถูกเชื่อมโยงเป็นบิ๊กดาต้า แต่กลับมีข้อเสนอที่ซ้ำซ้อนแบบนี้ออกมา ก็เลยกลายเป็นประเด็น” อภิสิทธิ์ ระบุ

     สำหรับการปฏิรูปการใช้สื่อออนไลน์ในระยะยาว รายงานของ สปท.เน้นการปลูกจิตสำนึกที่ดีมีจริยธรรม โดยเริ่มตั้งแต่เด็กอนุบาล ซึ่งดูเผินๆ ก็น่าจะดี แต่ประเด็นที่มีการวิจารณ์กันมาก คือการให้บทบาทองค์กรทางศาสนา เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดอบรมภิกษุ สามเณร เพื่อเป็นต้นแบบในการเผยแพร่การใช้สื่อออนไลน์ที่สร้างสรรค์ ประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย ตั้งคำถามว่าเป็นข้อเสนอที่ได้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายดีพอหรือไม่

     “เราอาจติดพาราไดม์แบบเดิม คือ บ้าน-วัด-โรงเรียน หรือ ‘บวร’ ผมเห็นด้วยกับบ้าน เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงทางสังคม โรงเรียนก็ต้องให้การศึกษา แต่ในส่วนของวัด ถ้ามองในปัจจุบัน ถ้าวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่เราจะไปแก้ปัญหา จะเกิดคำถามว่าวัดเหมาะสมหรือไม่ ในขณะที่วัดเองก็ต้องการการปฏิรูปไม่แพ้องค์กรอื่น เพื่อแก้ปัญหาในวงการสงฆ์ซึ่งมีมากพอสมควร”

วิพากษ์รายงาน สปท. หลงทาง “ปฏิรูปโซเชียลฯ”

     อภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์มีมานานแล้ว ที่ผ่านมามีคณะกรรมการและคณะกรรมาธิการหลายชุดที่ศึกษาเรื่องนี้ โดยเฉพาะภัยคุกคามทางความมั่นคง สภาพสังคมที่เปลี่ยนไป และความรุนแรงบนสื่อสังคมออนไลน์ การสร้างวาทกรรมต่างๆ แต่สิ่งที่ สปท.เสนอรายงานออกมา ข้อมูลบางอย่างยังไม่ตกผลึก โดยเฉพาะการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” การใช้สื่อดิจิทัลให้แก่ประชาชนและเยาวชน

     “เรื่องของสุขภาพมีการพูดถึงน้อยมาก ปัจจุบันมีโรคหรือภาวะบางอย่างเกิดขึ้นจากการใช้สื่อออนไลน์มากเกินไป เช่นเดียวกับความเข้าใจเรื่องสิทธิ ควบคู่กับเสรีภาพ และกฎหมาย ที่สำคัญคือการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นให้ความรู้ต่อสังคม สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ โดยองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องมาคุยกันในภาพใหญ่ และกำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่าใครจะรับผิดชอบระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่”

     อภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เข้าใจและมองเห็นความตั้งใจที่ดีของ สปท. การที่รายงานออกมาแล้วหลายฝ่ายมองเห็นข้อที่จะต้องปรับปรุง หากมองในแง่ดีก็จะทำให้ผู้จัดทำรายงานดึงเอาความเห็นเหล่านี้เข้าไปปรับปรุงให้รายงานกระชับขึ้น ดีขึ้น และถูกทางมากขึ้นกว่าเดิม