
‘ปฏิรูปตำรวจ’ แค่‘พิธีการ’หรือ‘เดินตามธง’
ความหวังจะมีมากน้อยแค่ไหน? กับ'คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมเพื่อปฏิรูปตำรวจ'ที่รัฐบาลตั้งขึ้นจำนวน 36คน
กรณีที่คณะรัฐมนตรีได้มีการตั้ง'คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมเพื่อปฏิรูปตำรวจ'ขึ้นมา จำนวน 36 คน นั้น จากการสำรวจความคิดเห็นที่มีต่อ‘คณะกรรมการฯ ที่รัฐบาลตั้งขึ้น หากพูดกันหน้าไมค์จะได้ฟังความเห็นในทำนองเดียวกัน ไม่มีแตกแถว คือ ดีมาก เชื่อมั่นมาก แต่เมื่อพูดคุยหลังไมค์ ‘คนในแวดวงกระบวนการยุติธรรม’ ยังเห็นต่างออกอาการส่ายหัว ไม่เชื่อมั่นว่าจะเอาจริง เพราะมาทำกันในเฮือกสุดท้าย
มองได้ 2 มุมมอง คือ มุมแรก คือ ไม่เอาจริง ทำให้เห็นว่ารัฐบาลทำให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด ไม่เสร็จหรือเสร็จแค่ไหน ก็ถือว่าได้ทำแล้ว กับอีก 1 มุมมอง คือ มีพิมพ์เขียวตั้งแท่นรอพิมพ์ไว้แล้ว ถึงเวลาเข้า สนช.ก็โหวตรับกันให้พร้อมเพียง กรรมการ 3 โหล ที่ตั้งขึ้นอยู่ในโร้ดแมปมาตลอด โดยกำหนดห้วงเวลาไว้แบบนี้
เมื่อ‘สแกน’เข้าไปในรายชื่อกรรมการ หาเท่าไรก็ไม่เจอชื่อ ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ถูกเด้งกลางอากาศไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ โดย วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมายืนยันว่า ย้ายให้มาทำหน้าที่สำคัญ “ ภารกิจปฏิรูปตำรวจ. ” แต่เมื่อไม่เห็นชื่อคาดเดาว่าคงหลงลืม ตกหล่น หรือเป็นแค่ข้ออ้าง หรืออาจมีภารกิจอื่นที่สำคัญกว่า ลึกเข้าไปกว่านั้น คือ ไม่มีอดีตผบ.ตร.คนใดเลยที่ได้รับเกียรติให้ร่วมแสดงความเห็นในการปฏิรูป. ดีกรีสูงสุด คือ อดีตรองผบ.ตร.
ขณะที่ตัวแทนจากกระทรวงยุติธรรมโดยตำแหน่งมีเพียงปลัดกระทรวงยุติธรรมคนเดียว ทางด้านอัยการมี เข็มชัย ชุติวงศ์ ว่าที่อัยการสูงสุด ไ่ม่มีตัวแทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นจากการปฏิรูปตำรวจ แต่กลับมีชื่อ พ.ต.อ.ณรัชต์. เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ เข้าไปเป็นตัวแทน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพ.ต.อ.ณรัชต์ เคยผ่านงานรองอธิบดีดีเอสไอมาแล้ว
ทั้งนี้ผู้ที่เกาะติดงานปฏิรูปตำรวจ ยอมรับในตัว พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผบ.ส.ส. ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมเพื่อปฏิรูปตำรวจ โดยมองว่าแม้ว่าพล.อ.บุญสร้างจะไม่ได้เป็นตำรวจ ไม่มีประสบการณ์ตรง แต่ก็เป็นคนดี และเป็นคนเก่งที่มีอาวุโสสูง จบการศึกษาจากเวสปอยส์ น่าจะทำหน้าที่ควบคุมการประชุมไม่ให้กรรมการแต่ละคนฟุ้งจนออกนอกกรอบ ในภาพรวมน่าจะขับเคลื่อนการปฏิรูปได้ แม้จะเห็นรายชื่อกรรมการปฏิรูปตำรวจทั้ง 36 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีประสบการณ์ แต่ยังมองไม่ออกว่าทิศทางของการปฏิรูปจะเป็นอย่างไร โดยกรรมการในส่วนของข้าราชการประจำที่เป็นตำรวจ ยังยึดความเป็นรูปแบบคือ มี ผบ.ตร. ร่วมเป็นกรรมการ อาจทำให้ตำรวจอื่นๆซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาไม่กล้าแสดงความเห็น หรือหากจะแสดงความเห็นก็ต้องมีธงวางไว้ก่อนแล้ว
เบื้องต้นไม่เชื่อมั่นการปฏิรูปตำรวจว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะหากรัฐบาลตั้งใจปฏิรูปตำรวจควรทำตั้งแต่ต้น การที่มาเอาจริงเอาจังในช่วงปลายอายุรัฐบาล. แม้จะทำทันตามกรอบเวลา 1 ปี แต่กว่าจะออกกฎหมายเพื่อมีผลบังคับใช้ยังต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ในห้วงเวลาดังกล่าวความสนใจของประชาชนจะมุ่งไปสู่การเลือกตั้ง ดังนั้นถ้ามองในแง่ลบ จึงมีความเป็นไปได้ว่าประชุมกันแทบตาย สุดท้ายการปฏิรูปตำรวจเป็นหม้าย. ไม่ต่างจากอดีตหลายต่อหลายครั้ง
นอกจากนี้ยังต้องจับตาด้วยว่า การปฏิรูปตำรวจจะทำกันบนพื้นฐานความเป็นจริง หรือฟุ้งกันอยู่ในโลกอุดมคติ ภาพตำรวจในสายตาประชาชน คือ รับส่วยสถานประกอบการ เอื้อประโยชน์ สอบสวนไม่เป็นธรรม ปล่อยให้มีอบายมุขหรือการฝ่าฝืนกฎหมายตำตา รังแกประชาชน นั่นคือความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อตำรวจว่าจะไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ในความเป็นจริงคือรัฐบาลไม่มีงบประมาณบริหารโรงพัก แค่ค่าน้ำมันรถตรวจท้องที่ก็ไม่พอแล้ว นี่คือประเด็นที่บีบให้ตำรวจต้องพึ่งพาพ่อค้าและสถานประกอบการต่างๆเพื่อหาเงินมาทำงาน และเมื่อตำรวจต้องการความก้าวหน้าเติบโตก็ต้องวิ่งเต้น ซึ่งเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมการดูแลซึ่งกันและกัน ข้อมูลเหล่านี้ปรากฎชัดในข้อมูลทางวิชาการ แต่แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะไม่มีงบประมาณ
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆว่า หากรัฐบาลคิดจะเพิ่มค่าตอบแทนให้ตำรวจเพียงคนละ 1,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งน้อยจนแทบไม่มีผลต่อการเพิ่มรายได้ รัฐบาลต้องใช้งบประมาณ. 200 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 2,400 ล้านบาทต่อปี เพราะตำรวจมีถึง 2 แสนคน เห็นวงเงินเท่านี้ก็จบ ดังนั้นการปฏิรูปจะทำไม่ได้เลยถ้าไม่ลดจำนวนตำรวจลงจาก 2 แสนคน
คาดว่าสิ่งที่จะเห็นจากการปฏิรูปครั้งนี้ คือการตัดชิ้นงานออกจากตำรวจแห่งชาติ เช่น ตรวจคนเข้าเมือง อาจไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตำรวจท่องเที่ยวไปสังกัดกระทรวงท่องเที่ยวฯ ตำรวจป่าไม้ไปสังกัดกระทรวงทรัพยากรฯ งานสอบสวนควรให้ไปขึ้นอยู่กับอัยการ หรือจะให้อัยการ มาคุมการสอบสวนตั้งแต่ต้นคล้ายกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งผลได้ที่คือมีนายเพิ่มมาอีก 1 คน และได้กระบวนการทำงานที่ยาวขึ้น ขณะที่อำนาจในการดูแลผลประโยชน์ต่างๆ เช่น สถานบริการ โรงแรม โรงภาพยนต์อาจถูกตัดโอนไปให้หน่วยงานอื่นดูแล. ส่วนงานจราจรที่ก่อนหน้านี้เคยมีความคิดจะโอนไปให้กรุงเทพมหานคร ถึงเวลานี้คงไม่มีใครอยากได้ เพราะงานที่ต้องเผชิญหน้ากับประชาชนจะถูกโยนมาให้ตำรวจตามเดิม
คาดเดากันว่า จะเริ่มมองเห็นหน้าตาการปฏิรูปภายหลังการแต่งตั้งอนุกรรมการด้านต่างๆ ว่า. ชุดใดจะดูในเรื่องปฏิรูปโครงสร้าง เนื้องานของตำรวจ และสิทธิประโยชน์ของตำรวจ
ก่อนหน้านี้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ได้เคยพูดทีเล่นทีจริงในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมถึงคณะกรรมการชุดนี้ ว่า ตัวแทนของกระทรวงยุติธรรมมีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือปลัดกระทรวงยุติธรรม ส่วนอธิบดีณรัชต์ ไม่ใช่โควต้าผม และบอกไว้เลยน่ะว่า ไม่เอาตำรวจมาสังกัดกระทรวงยุติธรรม
ลั่น!! 'คราวนี้ ปฏิรูปตำรวจ ของจริง' เสรี สุวรรณภานนท์ หนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ
เสรี สุวรรณภานนท์
นายเสรี สุวรรณภานนท์ หนึ่งในกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เล่าถึงที่มาที่ตนได้รับแต่งตั้งว่า เจ้าหน้าที่ทีมงานนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ติดต่อมา ซึ่งตนเองเข้าใจว่า สาเหตุที่ตนได้เป็นกรรมการก็เพราะเป็นทนายความ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม เพราะคณะกรรมการชุดนี้มีทั้ง ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ดังนั้นตนก็เป็นในส่วนของทนายความ
และด้วยเหตุที่รัฐธรรมกำหนดว่า คนที่จะเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ ต้องไม่ใช่ตำรวจ ดังนั้นการที่มีพล.อ .บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ซึ่งเป็น‘ทหาร’ มานั่งเป็นประธานจึงเหมาะสมแล้ว เพราะคนเป็นประธาน จะต้องเป็นที่เกรงใจและยอมรับของตำรวจ พล.อ.บุญสร้าง เคยมีตำแหน่งเป็นถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นคนที่มีความรู้ จบจากต่างประเทศ ความคิดประสบการณ์กว้างไกล ถ้าเอานักวิชาการมาเป็นประธานอาจคุมไม่อยู่ ไปกันคนละทิศทาง ดังนั้น อย่าไปมองเพียงว่าเป็นทหาร การปฏิรูปตำรวจคราวนี้ อย่ามองว่าใครเป็นใคร แต่ให้มองว่าประโยชน์อยู่ที่ไหน การให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านอยู่ตรงไหน
สอดคล้องกับคำพูดของ 'วิษณุ เครืองาม' รองนายกฯ ที่อธิบายถึงการที่เอา พล.อ.บุญสร้างซึ่งเป็นทหาร มาเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ ว่า ถ้าเอาคนที่ไม่ใช่ตำรวจมาเป็นประธานก็แพ้ทางตำรวจอีก จึงต้องเอาคนที่ตำรวจแพ้ทาง
ส่วนที่มองว่าคณะกรรมการมีตำรวจเยอะและมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นั่งอยู่ด้วย อาจทำให้ตำรวจที่เป็นกรรมการไม่กล้าแสดงความเห็น ‘ เสรี’ บอกว่า ที่มีตำรวจในคณะกรรมการ ก็เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ต้องมีกรรมการที่เป็นตำรวจหรือเคยเป็นตำรวจจำนวนหนึ่ง และต้องมีคนที่ไม่เป็นตำรวจ ในจำนวนเท่ากับกรรมการที่เป็นตำรวจ
‘ ผมว่า มันก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผล คราวนี้ ถ้ามันไม่สำเร็จ เดินไม่ได้ ก็ตายกันทั้งกรม’
นอกจากนี้ ‘ เสรี’ ยังมองว่า ในส่วนกรรมการฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิก็มีความหลากหลาย มีทั้งจาก ก.พ. นักวิชาการ ผู้พิพากษา อัยการ แม้ว่าจะมีีนักวิชาการน้อย ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะยังต้องมีการตั้งอนุกรรมการ ขึ้นมาช่วยทำงานคณะกรรมการอีก
สำหรับแนวคิดการทำงานของ ‘เสรี ’ ในฐานะเป็นคนหนึ่งของคณะกรรมการฯ มองว่า 1.ต้องมีการบริหารงานเวลาเนื่องจากคณะกรรมการฯมีเวลาจำกัด ซึ่งตามกฎหมายขณะนี้คณะกรรมการมีเวลาเหลือเพียง 9 เดือนเท่านั้น 2. มีแผนการทำงานเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่จะต้องแก้ไข 3. การทำงานของคณะกรรมการฯต้องมีความสมเหตุสมผล มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง 4.สร้างองค์กรตำรวจให้เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่ศรัทธาของประชาชนและทำให้ตำรวจอยู่ได้ เพราะตำรวจมีความสำคัญกับความเป็นอยู่ของประชาชนในการอำนวยความเป็นธรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การสืบสวนสอบสวนของตำรวจต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์จากสำนวนคดี ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมาย ดังนั้นอย่าไปทำผิดเสียเอง อย่าไปรีดไถ รับส่วย ซึ่งกรรมการฯก็ต้องแก้ไข ป้องกันไม่ให้ตำรวจไปกระทำมิชอบ ต้องมีการดูแลในเรื่องเงินเดือน รายได้ ของตำรวจด้วย
ส่วนที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลมาตั้ง‘คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ’ ในช่วงท้ายของรัฐบาล อาจเป็นการตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้หวังผลจริงจัง นายเสรี กล่าวว่า อย่ามองโลกในแง่ร้าย ทุกคนที่เป็นกรรมการก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นความคาดหวังของประชาชน และเป็นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ได้มีคณะกรรมการหลายชุดเหมือนในอดีต เมื่อก่อน สนช. ก็ตั้ง .สปท. ก็ตั้ง หน่วยงานอื่นๆก็เสนอปฏิรูปตำรวจ เยอะแยะไปหมด แต่คราวนี้ ‘ของจริง’



