
ไม่เกิด ‘วิกฤตตุลาการ’- พลิกโผตั้ง ‘ปธ.ศาลฎีกา’
ศาลยุติธรรม ถูกจับตามองอีกครั้งว่า เหตุใด..? จึงไม่เลือกคนที่มีอาวุโสสูงสุดเป็น ปธ.ศาลฎีกา แล้วเหตุการณ์จะซ้ำรอยเกิด‘วิกฤตตุลาการ'เหมือนในอดีตหรือไม่
จากวิกฤตตุลาการเมื่อปี 2534-2535 ที่เหล่าตุลาการน้อยใหญ่ เคยออกมาคัดค้าน‘พลังการเมือง’ ที่พยายามจะเข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายตุลาการศาลยุติธรรมที่ขณะนั้นยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงยุติธรรมฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งตำแหน่งประธานศาลฎีกา ประมุขฝ่ายตุลาการ
จากวันนั้นแม้จะกลายเป็นอดีต แต่ก็เป็นอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืม ‘พลังตุลาการ’ที่ออกมาคัดค้านเมื่อการแต่งตั้งจะทำลายธรรมเนียมปฏิบัติข้ามรุ่นอาวุโส
กระทั่งล่าสุดในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา คนที่ 44 ในวันนี้ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่า ที่ทั้งผู้พิพากษาศาลยุติธรรมและสังคม รวมทั้งองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรมก็ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ลุ้นกันว่า...!! ใคร จะคือผู้ที่ถูกเลือก ?? หลังจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม 15 คน ฝ่ายบริหารของศาลที่มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่ง และโยกย้ายผู้พิพากษา ได้มีมติเอกฉันท์ไม่ผ่านการเสนอชื่อ “นายศิริชัย วัฒนโยธิน” ประธานศาลอุทธรณ์ที่มีอาวุโสสูงสุด ในการแต่งตั้งเป็น “ประธานศาลฎีกาคนที่ 44”
ศิริชัย วัฒนโยธิน
วันนี้ในปี 2560 ศาลยุติธรรม จึงถูกจับตามองอีกครั้งว่า เหตุใด..?? จึงไม่เลือกผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดแต่งตั้งเป็นประมุขตุลาการ แล้วเหตุการณ์จะซ้ำรอยเกิดคลื่นใต้น้ำในองค์กร กลายเป็น‘วิกฤตตุลาการ’ที่มีผู้พิพากษาออกมาคัดค้าน!! อีกหรือไม่
จากคำตอบ..ที่ชัดเจน !! ในที่ประชุม ก.ต.ที่ว่า “ อนุ ก.ต.ประจำชั้นศาลทุกชั้นศาล ได้กลั่นกรอง เสนอความเห็นเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่งดังกล่าวเสนอต่อ ก.ต.เพื่อประกอบการพิจารณา โดยที่ประชุม ก.ต.เห็นว่าในการพิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารจะต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถ ในการบริหารงานศาลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหลักอาวุโส ซึ่งเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง การเลื่อนตำแหน่ง การโยกย้ายแต่งตั้งและการเลื่อนเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการตุลาการ พ.ศ.2554 โดยที่ประชุม ก.ต.ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางและพิจารณาแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นชอบในการแต่งตั้ง ให้นายศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา เนื่องจากเป็นผู้ที่ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว แม้จะเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดก็ตาม”
ความเห็นเอกฉันท์ของ ก.ต.และ อนุ ก.ต.เสียงข้างมาก 19 ใน 20 เสียง ที่เป็นไปแนวทางเดียวกัน ซึ่งทั้ง ก.ต.และ อนุ ก.ต.ต่างก็มาจากการเลือกตั้งของผู้พิพากษาทั่วประเทศ ย่อมแสดงให้เห็นถึงการยอมรับ และมตินั้นจึงเป็นบทสรุปในขณะนี้ ที่แสดงให้ตุลาการน้อย-ใหญ่ เข้าใจถึงหลัก และเหตุ-ผลที่ไม่ผ่านชื่อบัญชีประธานศาลอุทธรณ์ ความกังวลเรื่องการเกิดคลื่นใต้น้ำ จึงยังไม่แสดงออกมาเหมือนยุคที่การเมืองพยายามจะเข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ ความไม่เหมาะสม มิได้เกิดการเมืองที่มากดดัน มิได้เกิดจากความไม่สุจริตการคัดเลือก มิได้เกิดจากความเป็นพวกพ้องร่วมสถาบัน มิได้เป็นการก้าวข้ามลำดับอาวุโส แต่ข้อที่ถูกหยิบยกมาพิจารณา คือเรื่องการปฏิบัติราชการในเรื่องของการบริหารจัดการคดีต่างหากที่เห็นว่าจะกระทบต่อการทำหน้าที่ของเหล่าตุลาการ ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสายบังคับบัญชาการร่วมงานได้ เมื่อกรณีเป็นเรื่องภายในของการปฏิบัติราชการ ก็ไม่แปลกที่ไม่มีสัญญาณใดแสดงออกที่จะมีการรวมตัวกันคัดค้านถึงขั้นจะกลายเป็นวิกฤติตุลาการ
แต่ส่วนของผู้ที่ไม่ถูกเลือก จะยื่นคัดค้านมติและการแต่งตั้งใหม่หรือไม่ ต้องติดตามจับตามอง ซึ่ง “นายศิริชัย” ประธานศาลอุทธรณ์ ปัจจุบันในการปฏิบัติราชการผู้พิพากษานั้น คงเหลือเวลาอีก 1 ปีก่อนที่จะเกษียณในวัย 65 ปี เมื่อไม่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งที่มีอาวุโสสูงสุดในฐานะ ประธานศาลฎีกา ช่วงเวลา 1 ปีที่เหลือ โดยหลักแล้วนายศิริชัย ก็น่าจะยังคงดำรงตำแหน่งเดิม คือ ประธานศาลอุทธรณ์ ที่มีอาวุโสเป็นลำดับ 2 รองจากประธานศาลฎีกา เว้นเสียแต่ว่าจะมีการพลิกผันมากไปกว่านี้สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายปีนี้
ชีพ จุลมนต์
ขณะที่การเสนอชื่อผู้พิพากษาคนใหม่ ในการแต่งตั้งประธานศาลฎีการอบที่ 2 ก็กำลังจะเกิดขึ้นในยกแรกวันที่ 6 ก.ค. ที่อนุ ก.ต. 3 ชั้นศาลจะประชุมกลั่นกรองคุณสมบัติ “ชีพ จุลมนต์” รองประธานศาลฎีกาอันที่ 1 ที่มีอาวุโสรองลงมา ก่อนที่เสนอให้ ก.ต.ชุดใหญ่ 15 คน มีมติชี้ขาดว่าจะผ่านบัญชีชื่อ “ชีพ จุลมนต์” แต่งตั้งเป็นประธานศาลฎีกาหรือไม่..??
ซึ่งเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษา “นายชีพ จุลมนต์” ในการตัดสินคดี ที่บุคคลภายนอกและสังคมจะรู้จักได้ ก็มีหลายคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม เริ่มไล่เรียงให้เห็นกันได้จากการเป็น ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ในองค์คณะ 9 คนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีโครงการจำนำข้าวที่มีอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตกเป็นจำเลย , คดีที่ 2 การฮั้วประมูลและปฏิบัติหน้าที่มิชอบระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ – อดีตนักการเมือง-เอกชน รวม 21 รายเป็นจำเลย ซึ่งนายชีพ ก็ร่วมเป็นองค์คณะผู้พิพากษาคดีนี้ที่คดีกำลังใกล้จะเสร็จสิ้นการไต่สวนพยาน และยังเป็นองค์คณะ 1 ใน 9 คดีสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปี 2551 ซึ่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ , บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ , พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.ตกเป็นจำเลย ซึ่งคดีรอฟังผลตัดสินในวันที่ 2 ส.ค.นี้
ส่วนอดีต เมื่อครั้งนายชีพ ดำรงตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ระหว่างปี 2552 นายชีพ ก็ได้ทำความเห็นแย้งต่อการตัดสินคดีที่ประชาชนสนใจ อย่างที่อัยการฟ้อง นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร และผู้ใต้บังคับบัญชาอีกรวม 5 คนทั้งส่วนสำนักงานกฎหมาย กรมสรรพากรและนิติกร ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลอาญา 154, 157 กรณีงดเว้นการคำนวณภาษี 270 ล้านบาท ที่โอนหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งแม้องค์คณะที่พิพากษาจะตัดสินให้ยกฟ้อง แต่ในฐานะผู้บริหารที่มีหน้าที่ตรวจสำนวนและอำนาจให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการพิพากษาคดี ก็ได้ทำความเห็นแย้งให้ติดไว้ในสำนวนว่า พฤติกรรมการกระทำของนายศิโรตม์ และผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนจำชี้ให้เห็นถึงเจตนาที่จะช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ให้กับนายบรรณพจน์ เพื่อไม่ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 270 ล้านบาท จึงควรมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
ส่วนด้านการศึกษา รองประธานศาลฎีกาตัวเต็งถูกเสนอชื่อเลือกรอบสองนี้ จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับที่ 2 จาก ม.รามคำแหง ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเดียวกับนายศิริชัย ประธานศาลอุทธรณ์ โดยนายชีพ จบการศึกษาระดับปริญญาโท รัฐศาสตร์มหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งแม้นายศิริชัย ไม่ได้รับเลือก แต่หากนายชีพ ผ่านฉลุยจนได้รับการแต่งตั้งสูงสุดในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกของนิติศาสตร์ รามคำแหง ที่ขึ้นรับตำแหน่งประธานศาลฎีกา ขณะที่อายุราชการของนายชีพ จุลมนต์นั้น ยังคงเหลือเลวาอีก 2 ปีก่อนที่จะเกษียณในวัย 65 ปี



