คอลัมนิสต์

พระเมรุมาศ

พระเมรุมาศ

04 ก.ค. 2560

 ในการวางผังบริเวณของพระเมรุมาศสะท้อนให้เห็นถึงระบบจักรวาล อันประกอบด้วย พระเมรุมาศ อยู่ตรงกลาง เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ

พระเมรุมาศ

โดย สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา

     พระเมรุมาศสำหรับรัชกาลที่ 9 ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ที่ทุ่งพระเมรุหรือท้องสนามหลวงนั้น มีความสูง 50 เมตร เป็นโครงสร้างสมัยใหม่ด้วยชิ้นเหล็ก ต่างจากพระเมรุมาศโบราณกาลซึ่งสร้างด้วยไม้ซุงและไม้ไผ่ ตามประวัติซึ่งบันทึกไว้ในสมุดข่อย ความสูงหรือความยิ่งใหญ่ของพระเมรุมาศต่างกันในแต่ละยุคแต่ละสมัย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือสาเหตุดังต่อไปนี้

พระเมรุมาศ - ความเคารพรักใคร่ของผู้สืบสันตติวงศ์ที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์ผู้สวรรคตไปแล้ว เช่น ในกรณีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ความรู้สึกดังกล่าวต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระคงมีค่อนข้างน้อยมาก

- ยศถาบรรดาศักดิ์ขององค์ที่ล่วงลับไปแล้ว

- สถานการณ์บ้านเมืองโดยเฉพาะหลังจากการฟื้นตัวจากสงครามใหม่ๆ เช่น ในแผ่นดินของสมเด็จพระนเรศวรถึงต้นแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

- การเริ่มต้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นยุคที่ต้องสร้างบ้านเมืองใหม่

- อิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจของยุคสมัยใหม่ เริ่มแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ซึ่งทำให้พระเมรุมาศต้องลดขนาดลงมา

     จากตารางดังกล่าว จะเห็นได้ว่าพระเมรุมาศในประวัติศาสตร์ซึ่งสร้างด้วยไม้มีความสูงที่สุด 102.75 เมตร ซึ่งหากเทียบกับความสูงของอาคารสมัยใหม่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เท่ากับอาคาร 27 ชั้น มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระเมรุมาศสร้างถวายรัชกาลที่ 1 ถึงที่ 3 มีความสูง 80 เมตร แต่ในสมัยต่อมา กล่าวคือพระเมรุมาศสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความสูงจะลดลงเหลือเพียง 40 เมตร

พระเมรุมาศ รูปที่ 1

     ในการวางผังบริเวณของพระเมรุมาศนั้นก็สะท้อนให้เห็นถึงระบบจักรวาล อันประกอบด้วย พระเมรุมาศซึ่งอยู่ตรงกลาง เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งก็คือภูเขาหิมาลัยหรือทวีปที่ 1 ล้อมรอบด้วยมหาสมุทร ทั้งสองนี้ถูกล้อมรอบอีกทีด้วยทวีปที่ 2 เป็นวงกลม ตามด้วยมหาสมุทรซึ่งถูกขั้นด้วยทวีปเป็นวงไปเรื่อยๆ ทำให้มีทวีป 5 วง และมหาสมุทร 4 วง ทวีปที่ 5 เป็นทวีปหรือแผ่นดินวงสุดท้าย นอกบริเวณนี้ออกไปเป็นมหาสมุทรที่ไม่มีขอบเขต 

     ถ้าเป็นยุโรปในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 การเดินเรือไปสู่ขอบฟ้าในมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียว เพราะในสมัยนั้นเชื่อกันว่าโลกแบนและถ้าแล่นเรือไปในมหาสมุทรนี้เรื่อยๆ ก็จะตกขอบโลก เพียงแต่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ไม่หวาดเกรง กลับแล่นเรือมุ่งหน้าไปจนถึงคิวบา จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาเป็นคนแรก 

พระเมรุมาศ รูปที่ 2

     อันที่จริงผู้ค้นพบอเมริกาคนแรกๆ คือคนจากภูมิภาคเอเชียอาคเนย์จากหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกนี่เอง กลุ่มหนึ่งถูกพัดไปตามกระแสน้ำทะเลและลมมรสุมจากเอเชียอาคเนย์ขึ้นไปตามฝั่งตะวันออกของจีน และตามกระแสน้ำไปจนถึงญี่ปุ่นและหมู่เกาะอะลูเชียน (Aleutians) กระแสน้ำนี้จะพาแพลอยวกกลับลงมาตามฝั่งอลาสกา จนลงมาถึงเม็กซิโกและในที่สุดฝั่งตะวันตกของเปรู จากนั้นก็จะเจอกระแสน้ำทะเลตรงเส้นศูนย์สูตรพาพัดกลับมายังเอเชียอาคเนย์เหมือนเดิม (Humboldt Current) การวนตามเข็มนาฬิกาของกระแสน้ำทะเลและเมฆเหนือเส้นศูนย์สูตรนี้ มีผลลัพธ์กับการวนตรงข้ามกับเข็มนาฬิกาของกระแสน้ำและเมฆใต้เส้นศูนย์สูตร หรือที่เรียกว่า Coriolis Effect

พระเมรุมาศ รูปที่ 3

     ซึ่งเป็นปรากฏการณ์จากการหมุนตัวของโลก แพที่ลอยวนเหนือเส้นศูนย์สูตรกลับลงถึงที่เดิมนั้นใช้เวลาหลายชั่วคน ไม่ใช่ภายในช่วงชีวิตเดียว และการเดินทางข้ามมหาสมุทรก็ต้องใช้สัญชาตญาณและมี “แผนที่” การเดินเรือจากเกาะเล็กเกาะน้อยข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งเป็นระยะทาง 2 ใน 3 ของเส้นรอบโลก แผนที่ดังกล่าวเป็นรูปจักสานทำด้วยกิ่งไม้ ผูกมัดเข้าด้วยกัน เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานที่เมืองโอ๊คแลนด์ (Auckland) (รูป 3) เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ความทรงจำนี้กลับกลายมาเป็นเฉลวหรือสัญลักษณ์ในการชี้บ่งเขต หรืออนึ่ง ก็คือแผนที่เขตของนาข้าวให้แก่ชาวนาไทย (รูป 4)

พระเมรุมาศ

รูปที่ 4  

     ย้อนกลับมาถึงเรื่องพระเมรุมาศซึ่งกำลังก่อสร้างเพื่องานพระบรมศพรัชกาลที่ 9 ณ ท้องสนามหลวง พระเมรุมาศดังกล่าวจะมีความสูง 50.49 เมตร และจะเป็นโครงสร้างเหล็กโดยแบ่งเป็นชิ้นส่วนสำเร็จรูปทำจากโรงงานนำมาต่อเชื่อมกันที่หน้างาน เมื่อพระราชพิธีถวายพระเพลิงแล้วเสร็จก็จะถอดเป็นชิ้นๆ ขนออกไปจากสถานที่เพื่อเอาไปใช้เป็นวัสดุที่อื่นต่อไป (รูป 5) ในสมัยโบราณนั้นจะรื้อพระเมรุมาศซึ่งสร้างด้วยไม้และไม้ไผ่แล้วนำไปใช้สร้างวัด เป็นการใช้วัสดุให้เป็นประโยชน์ ไม่มีการทิ้งขว้าง หรือหากเรียกตามสมัยใหม่ก็คือ “recycling” ทั้งนี้ ด้วยพนักงานจะประคองเพลิง ไม่ให้ไฟไหม้ลามไปถึงพระเมรุมาศทั้งหมด

พระเมรุมาศ รูปที่ 5

     ในกรณีของพระเมรุมาศซึ่งสร้างถวายเจ้าฟ้าศิริราชนั้น เมื่องานพระราชทานเพลิงแล้วเสร็จ ก็ถอดไม้ออกเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปสร้างโรงพยาบาลศิริราช ในพิพิธภัณฑ์ของโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบันนี้ มีภาพถ่ายอาคารโรงพยาบาลหลังแรก ซึ่งเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวแสดงอยู่ด้วย