
เปิดปม‘ศิริชัย วัฒนโยธิน’วืด! นั่ง ปธ.ศาลฎีกา
แม้นายศิริชัย จะอาวุโสสูงสุดตามหลักธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติซึ่งศาลยุติธรรมยึดถือกันมา แต่ความเหมาะสมด้านอื่นอย่างการบริหารงานยังไม่ผ่านเกณฑ์
หลังจากการประชุมอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(อนุ ก.ต.)เพื่อกลั่นกรองคุณสมบัติผู้พิพากษาที่จะขึ้นดำรงตำแหน่ง “ประธานศาลฎีกา” ประมุขฝ่ายตุลาการคนที่ 44 ลากยาวมาถึง 4 นัด ตั้งแต่วันที่ 22 , 26 , 28 , 29 มิ.ย.จนถึงวันนี้ (3 ก.ค.) ภาพปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ( ก.ต.) ที่ประกอบด้วย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชั้นศาลฎีกา 6 คน , ศาลอุทธรณ์ 4 คน , ศาลชั้นต้น 2 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากวุฒิสภาอีก 2 คน ที่มีนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ได้มีมติเอกฉันท์ ไม่ผ่านบัญชีเสนอชื่อ “นายศิริชัย วัฒนโยธิน” ประธานศาลอุทธรณ์ เพื่อแต่งตั้งเป็นประธานศาลฎีกา ที่แม้จะอาวุโสสูงสุดตามหลักธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติซึ่งศาลยุติธรรมยึดถือกันมา แต่ความเหมาะสมด้านอื่น อย่างการบริหารงานยังไม่ผ่านเกณฑ์
ซึ่งการคัดสรรผู้พิพากษาที่เหมาะสมเป็น “ประธานศาลฎีกา” นั้น ชั้นแรกสำนักงานศาลยุติธรรมโดยเลขาธิการสำนักงานศาลฯ ในฐานะเลขานุการ ก.ต. ต้องทำบัญชีชื่อเสนอให้ อนุ ก.ต.3 ชั้น พิจารณาเสียก่อน ซึ่งการทำบัญชีเสนอชื่อผู้พิพากษาที่จะแต่งตั้งนั้น หลักธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมาของตุลาการศาลยุติธรรม คือ หลักความอาวุโสเป็นสำคัญ ซึ่งตามลำดับอาวุโสแล้ว ตำแหน่งที่มีอาวุโสเบอร์ 2 รองจากประธานศาลฎีกา คือ ตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ ส่วนรองลงมาเบอร์ 3 คือ รองประธานศาลฎีกา โดยปัจจุบันตำแหน่งรองประธานศาลฎีกามีอัตราถึง 6 คนซึ่งความอาวุโสก็จะไต่อันดับไล่เรียงกันลงมา
หลังจากมีการทำบัญชีตามอาวุโสแล้ว สำนักงานศาลยุติธรรมก็ต้องนำเสนอ 'อนุ ก.ต.' 3 ชั้นศาล 21 คน คือ ศาลฎีกา 7 คน ศาลอุทธรณ์ 7 คน และศาลชั้นต้น 7 คน ที่จะมีผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มีอาวุโสสูงสุดใน อนุ ก.ต.เป็นประธานเพื่อพิจารณากลั่นกรองคุณสมบัติ สรุปเป็นรายงานและลงมติว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านบัญชีรายชื่อนั้น ก่อนจะเสนอให้ ก.ต.ชุดใหญ่ทั้ง 15 คน ลงมติชี้ขาด ซึ่งการประชุมของ อนุ ก.ต. จะยึดหลักเสียงข้างมาก แต่ อนุ ก.ต.ที่ต้องเข้าประชุมเพื่อให้ครบองค์ประชุมนั้นต้องไม่ต่ำกว่า 18 คน
โดยชั้นกลั่นกรองคุณสมบัติ อนุ ก.ต.จะพิจารณาคุณสมบัติอย่างรอบด้านทั้งเรื่องความรู้ ความสามารถ , การปฏิบัติราชการ , ความประพฤติ , ความซื่อสัตย์สุจริต , ความสมบูรณ์ด้านสุขภาพ ซึ่งสามารถที่จะใช้เวลาพิจารณาได้ จนกว่าเห็นว่ากลั่นกรองทุกข้อสมบูรณ์แล้ว อนุ ก.ต.เอง ยังมีอำนาจที่จะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือะยึกเอกสารมาพิจารณาประกอบได้ ซึ่งแม้ไม่มีปัญหาการทุจริต แต่เรื่องการปฏิบัติราชการก็สำคัญหากมีข้อที่อาจส่งผลต่อการบริหารจัดการคดี การทำงานของตุลาการ ก็ย่อมเป็นที่พิจารณาถึงความไม่เหมาะสมได้ซึ่งความเพียบพร้อมเหล่านี้เป็นหลักปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง และย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความเหมาะสมของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประมุขฝ่ายตุลาการ ที่จะต้องได้รับการยอมรับทุกด้าน ขณะที่การกลั่นกรองคุณสมบัติของ อนุ ก.ต.ชั้นนี้ก็จะเป็นเหมือนผู้ช่วยเสนอข้อมูล ให้ ก.ต.ชุดใหญ่พิจารณาซึ่งผลนั้นจะไม่ผูกพันกัน โดย ก.ต.สามารถลงมติที่มีผลต่างจากรายงาน อนุ ก.ต.ก็ได้ หากมีความเห็นต่างเป็นอย่างอื่น
แต่เมื่อการคัดสรรผู้จะดำรงตำแหน่ง “ประธานศาลฎีกา” ครั้งนี้สิ้นสุดลงยกแรก ตามมติ ก.ต.เอกฉันท์ไม่ผ่านบัญชีชื่อ “นายศิริชัย” ประธานศาลอุทธรณ์ ในผลเช่นเดียวกับมติเสียงข้างมาก 19 เสียงของอนุ ก.ต.การแต่งตั้งจึงต้องเริ่มขั้นตอนเสนอบัญชีตามอาวุโสใหม่พร้อมทั้งการกลั่นกรองคุณสมบัติ เพราะการเสนอชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมนั้นสามารถเสนอได้ครั้งละ 1 คนเท่านั้น
ชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา ลำดับที่ 1
โดย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 50 วรรคแรก ก็กำหนดว่ากรณีที่ ก.ต.ไม่ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งบุคคล ให้ดำรงตำแหน่ง , การเลื่อนตำแหน่งข้าราชการตุลาการ ตามที่เลขานุการ ก.ต. เสนอ ตามมาตรา 47 ห้ามไม่ให้ ก.ต.เสนอแต่งตั้งบุคคลอื่น โดยกรณีเช่นนี้ให้เลขานุการ ก.ต. ดำเนินการตามมาตรา 47 อีกครั้งหนึ่ง แล้วเสนอให้ ก.ต.พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ ก.ต.มีมติดังกล่าว ซึ่งในการเสนอครั้งใหม่ห้ามไม่ให้ เสนอบุคคลเดิม
จากกฎหมายที่บัญญัติ สะท้อนให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นวันนี้ว่ามีผู้พิพากษาไม่ผ่านความเห็นชอบเนื่องจากความเหมาะสมนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ โดยกฎหมายก็มีแนวทางปฏิบัติไว้ ซึ่งหากย้อนประวัติศาสตร์ตุลาการ ก็พบว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นจนเป็นที่จับตามอง แต่เมื่อ 30 ปีก่อนในการเลือกประธานศาลฎีกาเรื่องความเหมาะสมก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่ก็ไม่ได้เกิดเป็นคลื่นใต้น้ำกระทบฝั่งยุติธรรม และเมื่อมาถึงช่วงที่ เรียกว่า'วิกฤตตุลาการ' เมื่อปี 2535 ช่วงที่ศาลยุติธรรมยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา เกิดปัญหาหนักใจสำหรับผู้พิพากษาทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ออกมาชุมนุม เพราะเหล่าตุลาการกังวลเรื่องการเมืองแทรกแซง ที่จะมาครอบงำหลักอาวุโส
แม้ประวัติศาสตร์จะเคยมี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็ยังย้ำชัดเจนว่า หลักอาวุโสยังคงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่มีการข้ามรุ่น แต่เหนืออื่นใดทั้งอนุ ก.ต. และ ก.ต. ยังคำนึงถึงคุณสมบัติความเหมาะสมอย่างรอบด้านด้วย เพราะตำแหน่งประธานศาลฎีกา ประมุขฝ่ายตุลาการ ถือเป็นเสาหลักสำคัญ
จากนี้ต้องติดตามกันว่า ผู้พิพากษาตำแหน่งที่มีอาวุโส ลำดับถัดมาจากประธานศาลอุทธรณ์ คือ รองประธานศาลฎีกา ลำดับที่ 1 ที่ปัจจุบัน “นายชีพ จุลมนต์” ดำรงตำแหน่งอยู่ จะได้รับการเสนอชื่อผ่านการกลั่นกรองคุณสมบัติสู่ประชุม ก.ต.ชุดใหญ่วันที่ 11 ก.ค.นี้ หรือไม่



