
ถึงคิว‘ไอยูยู'จัดระเบียบประมงไทย
ถึงคิวจัดระเบียบเรือประมงไทย จากเทียร์2 ถึงใบเหลือง‘ไอยูยู’
จากกรณีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือ ทิปรีพอร์ต ประจำปี 2017 โดยยังคงจัดอันดับให้ไทยอยู่ในระดับเทียร์ 2 เป็นปีที่ 2 หลังก้าวขึ้นมาจากระดับเทียร์ 3 เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ทำให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำเรื่องการดำเนินคดี ทั้งผู้ประกอบการที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ และเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิด หากมีผลลัพธ์ที่ดีก็อาจจะได้รับการปรับระดับที่ดีขึ้นและยอมรับว่ายังถือว่าดีที่ไม่ถูกปรับลดระดับให้แย่ลงกว่าเดิม
แม้ยังไม่เป็นที่พอใจของรัฐบาลและครม. ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแต่ละเรื่องแต่ละมาตรการจะต้องใช้เวลาเพื่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการปรับปรุงกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ตลอดจนการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิด รวมทั้งการดูแลคุ้มครองเหยื่อและพยานตามหลักสากล
นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำอีกครั้งในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งรัฐบาลนี้ยกระดับให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เนื่องจากเกี่ยวพันกับหลายภาคส่วน และส่งผลกระทบรุนแรง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม และเป็นปัญหาเชื่อมโยงมากมาย ทั้งแรงงานทาส แรงงานต่างด้าว ขอทาน โสเภณีและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น
เฉพาะในส่วนของการประมงที่ผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และแรงงานทาส หากเราไม่ดำเนินการแก้ไขอาจถูกกีดกันสินค้าประมง มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี เมื่อรัฐบาลและ คสช.เข้ามา ได้จัดการกับปัญหาอย่างครบวงจร ส่งผลให้รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (ทิปรีพอร์ต) ของประเทศไทย มีผลการจัดอันดับ “ดีขึ้น” ในปีที่ผ่านมาและคงอยู่ในระดับเดิมในปีนี้ ซึ่งมีผลการดำเนินการคืบหน้ามาโดยลำดับ สืบเนื่องมาจากความทุ่มเทและบูรณาการกันของหลายหน่วยงาน ทั้งในด้านการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด
ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ "พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ" ยอมรับว่า การที่สหรัฐยังคงอันดับไทยอยู่ที่ระดับเทียร์ 2 นั้นทำให้มีความกังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบและกดดันต่อการพิจารณาของสหภาพยุโรป (อียู) ที่จะเดินทางเข้ามาติดตามการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ของไทย ระหว่างวันที่ 6-15 กรกฎาคม 2560 นี้
อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงมีการดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดการกองเรือ ถือว่ามีความชัดเจนมากกว่าเดิมค่อนข้างมากและเกือบสมบูรณ์ 100% ในขณะนี้ ติดเพียงปัญหารายชื่อเรือที่ต้องถอนออกจากสารบบ ที่ขณะนี้ยังไม่สามารถตามได้ว่าเรือเหล่านั้นอยู่ที่ใด เนื่องจากเรือในกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมเจ้าท่ามาเป็นเวลาร่วม 10 ปีแล้ว
ส่วนระบบติดตามเรือ (วีเอ็มเอส) นั้น ในขณะนี้สามารถติดตั้งได้ครบถ้วนหมดแล้ว ทั้งเรือสนับสนุน และเรือนำแข็ง ทำให้มั่นใจได้ว่า ทั้งหมดเข้าสู่ระบบเรียบร้อยในไม่ช้า แต่อาจติดปัญหาในเรื่องศูนย์ควบคุม (เอฟเอ็มซี) ที่ทำหน้าที่ในการติดตามความเคลื่อนไหวของเรือ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้พอสมควร โดยขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อให้นำความรู้ที่ได้กลับมาใช้ในศูนย์และสามารถวิเคราะห์ว่าเรือใดที่มีปัญหา เรือสัญญาณขาดหายจะทำอย่างไร
“เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไอยูยูคืบหน้า กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอให้ประเทศในอาเซียนลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการแก้ไขปัญหา ในการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียนและป่าไม้ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ที่ จ.เชียงใหม่” พล.อ.ฉัตรชัย เผยภายหลังนำคณะผู้แทนไทยร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ครั้งที่ 38 ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยท่าทีของประเทศไทยได้เสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้
นอกจากยืนยันถึงความพร้อมของไทยในการสนับสนุนและร่วมมือด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ ให้มีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้นแล้วยังหารือกับประเทศสมาชิกร่วมกับองค์กรระดับภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งรัดและผลักดันให้เกิดความร่วมมือแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูในระดับภูมิภาคให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด รวมถึงการจัดทำ “นโยบายการประมงอาเซียน” เพื่อเสริมความเข้มแข็งของความพยายามร่วมกันในการทำการประมงอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบสู่ความเป็นหนึ่งของประชาคมอาเซียนด้วย
ขณะเดียวกันในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมก็มีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การทำประมงฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยในรายละเอียดการแก้ไข เช่น เรื่องเรือประมงพาณิชย์ จากเดิมกำหนดประเภท เรือพาณิชย์ จะต้องมีขนาดเรือ 10 ตันกลอส และมีกำลังเครื่องยนต์สูง แต่ในร่าง พ.ร.ก.กำหนดใหม่ ระบุเพิ่มเรือพาณิชย์ให้รวมถึงเรือที่มีเครื่องมือที่มีศักยภาพสูง หรือเรือที่ดำเนินการแปรรูปสัตว์น้ำ
นอกจากนี้ยังได้กำหนดแบ่งแยกประเภทเรือประมงพื้นบ้าน และเรือประมงพาณิชย์ให้ชัดเจน โดยห้ามเรือพาณิชย์เข้าเขตพื้นที่ประมงพื้นบ้านโดยเด็ดขาด ขณะที่เรือประมงพื้นบ้านหากจะเข้าไปดำเนินการในพื้นที่เรือประมงพาณิชย์จะต้องได้รับการอนุญาตจากทางการก่อนเท่านั้น ทั้งนี้การดำเนินการแก้ไขดังกล่าวนั้นยังครอบคลุมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วยเพื่อรองรับการเดินทางมาตรวจของคณะกรรมาธิการประมงของรัฐสภายุโรป หรือไอยูยู เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายหรือ ไอยูยู ฟิชชิ่ง (IUU Fishing) ที่จะมาในเร็วๆ นี้ด้วย
บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทยเผยกับ “คม ชัด ลึก” ต่อกรณีไอยูยูว่า อยากเรียนท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ ตรงๆ ว่าให้ไปดูความเป็นมาของมาตรการไอยูยู ฟิชชิ่ง ดีๆ ว่า มาตรการนี้มาจาก Code of Conduct for Responsibility Fisheries ว่าด้วยความมั่นคงด้านอาหารและการทำประมงอย่างรับผิดชอบของเอฟเอโอ ไม่ได้มีเฉพาะการทำการประมงผิดกฎหมายหรือเรื่องแรงงานเท่านั้น หากยังหลงประเด็นและแก้ปัญหาไม่ครบวงจร ยังปล่อยให้มีการทำการประมงแบบทำลายล้าง มีเรือปั่นไฟ เรืออวนลาก เต็มทะเลอยู่เช่นนี้ก็เตรียมรับใบแดงต่อไปได้เลย
เพราะมาตรา 57 ของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง พ.ศ.2558 ได้ระบุชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ “พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” กลับไม่ทำอะไรเลย โดยเฉพาะเรือปั่นไฟและเรืออวนลาก ถือเป็นเรือประมงที่ใช้อุปกรณ์ทำลายล้างปลาเล็กปลาน้อยบริเวณชายฝั่งก็ยังทำมาหากินกันตามปกติ
“ตามมาตรา 57 ของพ.ร.ก.ประมง 2558 ที่จะหยุดการทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อนได้ แต่ทำไม 2 ปีที่กฎหมายฉบับนี้ออกมารัฐมนตรีเกษตรฯ ถึงไม่ทำอะไรเลย ถ้าท่านไม่เชื่อว่ามี เดี๋ยวผมจะพาท่านไปดูให้เห็นกับตา ไม่ใช่ฟังแต่รายงานจากเจ้าหน้าที่อย่างเดียว หรือว่าท่านมีเอี่ยวอะไรกับบริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตปลาป่น ผลิตอาหารสัตว์หรือเปล่า ช่วยตอบสังคมให้เข้าใจหน่อยสิครับท่าน ดูอย่างอินโดนีเซีย กฎหมายเขาเข้มงวดมาก เจอเรือพวกนี้ที่ไหนเผาทำลายทิ้งทันที” นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวย้ำและยอมรับว่า
สาเหตุความเสื่อมลงของทรัพยากรสัตว์น้ำในประเทศไทยเป็นเพราะมีการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนมีอยู่จริง ลูกปลาทูหรือปลาเล็กๆ ชนิดต่างๆ ยังถูกจับนำขึ้นเรือมาทุกวัน ข้าราชการกรมประมงที่มีความรู้ความสามารถมีมากมายที่จบมาจากต่างประเทศ รวมถึงอธิบดีกรมประมงคนปัจจุบัน แต่ยังปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังเพื่อรอให้ตัวเองพ้นตำแหน่งไปเท่านั้น
รายงานจากกระทรวงเกษตรฯ แจ้งว่า การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการประมงของรัฐสภายุโรปครั้งนี้ จะเป็นระดับเข้มข้นที่สุดตั้งแต่มีการให้ใบเหลืองกับไทยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนเรือ จำนวนเรือและประเภทของเรือ จึงเป็นเหตุผลการตัดสินใจที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องออกประกาศให้เรือบรรทุกน้ำมันต้องติดตั้งระบบวีเอ็มเอสด้วย
จากเดิมที่ก่อนหน้านี้กำหนดให้เฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันสำหรับการทำประมง หรือเรียกทั่วไปว่าเรือน้ำมันเขียวเท่านั้นที่ต้องติดตั้งระบบวีเอ็มเอส เนื่องจากที่ผ่านมาการเข้าออกของเรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่จะต้องแจ้งต่อกรมศุลกากรถึงปริมาณน้ำมันอยู่แล้ว แต่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเรือเหล่านี้แอบบรรทุกน้ำมันไปจำหน่ายอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่มีการจ่ายภาษี ดังนั้นการออกประกาศให้เรือเหล่านี้ต้องติดตั้งระบบวีเอ็มเอสด้วย หากไม่ดำเนินการตามประกาศของกระทรวงเกษตรฯ เรือกลุ่มนี้ก็จะมีความผิดและต้องได้รับโทษที่รุนแรง
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อ ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ผ่านทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกรมเพื่อสอบถามการเตรียมความพร้อมข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการประมงของรัฐสภายุโรป ที่จะเดินทางมาติดตามการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 6-15 กรกฎาคม 2560 นี้ แต่ได้รับการปฏิเสธ อ้างว่าเป็นเรื่องของนโยบายโดยรัฐมนตรีจะเป็นผู้ชี้แจงเท่านั้น
ชาวประมงเชื่อ“ไอยูยู”มีวาระซ่อนเร้น-กีดกันการค้า
สุชิน รัตนเสถียร ผู้อำนวยการเจ้าท่าภูมิภาค (เขต 4) กล่าวกับ “คม ชัด ลึก” ระหว่างนำคณะกรมการจัดหางานลงพื้นที่ออกสำรวจติดตามตรวจเยี่ยมการทำใบอนุญาตทำงานแก่แรงงานในเรือประมงในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร อาศัยตามมาตรา 285 พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และการตรวจแรงงานของเรือประมงโดยใช้เทคโนโลยี Face Scan System ทั้งนี้ในส่วนของสมุทรสาคร มีการเริ่มดำเนินงานกันมาราวเกือบ 2 เดือนแล้ว ซึ่งเจ้าของเรือให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ล่าสุดมีประมาณ 200 ลำเศษ อย่างไรก็ตาม แต่ก็ยังมีติดขัดหลังจากนำการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพราะส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ ทำให้ต้องค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยเป็นค่อยไป โดยข้อมูลจะประกอบด้วย หน้าตาของลูกเรือ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะถูกบันทึกส่งเข้าไว้ในระบบออนไลน์ทั้งหมด
ขณะที่ กำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงจังหวัดสมุทรสาคร ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีการจัดลำดับการค้ามนุษย์ของสหรัฐที่ให้ไทยอยู่ในลำดับเดิม (หรือเทียร์2 วอทช์ลิสต์) โดยส่วนตัวมองว่าไม่รู้สึกแปลกใจและวิตกเท่าใดนัก เพราะคาดการณ์กันไว้อยู่แล้ว สหรัฐก็คงไม่ปรับไทยให้อยู่ในลำดับที่ดีขึ้นแน่ แม้ไทยเราจะพยายามแก้ไขให้ดีเพียงใดก็ตาม ซึ่งน่าจะมีเรื่องอื่นที่แทรกเข้ามาเป็นเหตุผลที่ทำให้ไทยอยู่ในลำดับเดิม อย่างไรก็ตามมุมมองของต่างประเทศจะไม่ส่งผลกระทบต่อคนไทย และด้านการค้าของภาคประมง เพราะไทยก็อยู่ในลำดับนี้มาแล้วเกินหนึ่งปี แต่ภาคประมงเราได้ได้ปรับตัวมาตลอด และยิ่งกว่านั้น ภาคประมงประเทศไทยก็ยังโดนเล่นงานด้วยกฎหมายอื่นๆ ถึงขั้นรุนแรงนำไปสู่ถูกกล่าวหาว่าเป็นประเทศที่มีการค้ามนุษย์ ตามลำดับ
“ส่วนตัวมองว่าอาจไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากกิจการประมง ซึ่งทุกวันนี้ชาวประมงก็ปฏิบัติตามข้อบังคับทุกอย่างแล้ว เชื่อว่าจากนี้ไปลำดับก็คงไม่ดีไปกว่าเดิม ดังนั้นจึงมั่นใจว่าสาเหตุน่าจะเป็นเรื่องการแทรกแซงหรือกีดกันทางด้านการค้าระหว่างประเทศมากกว่า โดยอาศัยกรณีดังกล่าวนี้เป็นข้ออ้าง” นายกสมาคมการประมงสมุทรสาครตั้งข้อสังเกต
ด้าน ชูชัย สุดใจ หรือไต้ก๋งชู ประธานชมรมเรืออวนดำ จ.สมุทรสาครเปิดเผยว่า สภาพของผู้ประกอบการเรืออวนดำในพื้นที่หลังมีการประกาศเข้มงวดกวดขันเรือประมงในประเทศทุกชนิดส่งผลให้เรืออวนดำใน จ.สมุทรสาคร ที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 1,000 ลำ จำใจยอมจอดทิ้งมานานนับปีแล้ว ขณะที่บางรายก็รอโครงการที่ภาครัฐเคยประกาศจะช่วยรับซื้อเรือตามโครงการเยียวยาเพื่อช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้าน แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการมารับซื้อแต่อย่างใด ส่งผลให้ทั้งตนและสมาชิกไม่สามารถออกเรือได้ เพราะกลัวโดนจับกุมที่มีโทษรุนแรง ส่วนบางรายต้องออกหาทำอาชีพใหม่ รวมทั้งตนด้วยต้องหันไปค้าขายอื่นๆ เพื่อความอยู่รอดของครอบครัวต่อไป



