คอลัมนิสต์

หอชมเมือง “โครงการแสงแห่งความภาคภูมิ”

หอชมเมือง “โครงการแสงแห่งความภาคภูมิ”

29 มิ.ย. 2560

หมายเหตุ - บทความชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอข้อมูลจากกลุ่มบริษัทชั้นนำ ที่ร่วมกันผลักดันโครงการแสงแห่งภูมิปัญญา หรือโครงการหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร

 

               โครงการแสงแห่งความภาคภูมิ เป็นการผนึกกำลังจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาควิชาชีพ ภาครัฐ และ ภาคประชาสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยเกิดความรักชาติและภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนส่งเสริมให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชาติและร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระมหากษัตริย์ไทย ทั้งนี้ โครงการแสงแห่งความภาคภูมิ ริเริ่มและขับเคลื่อนดำเนินโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2557 โดยความตั้งใจของภาคเอกชนที่จะสร้างสัญลักษณ์แห่งความรักความสมัครสมานสามัคคีและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยของคนในชาติ จึงเกิดความร่วมมือของ 2 มูลนิธิ คือ มูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ และมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร ได้ริเริ่มทำการศึกษาร่วมกับนักวิชาการในด้านต่างๆ หลายวงการ มามากกว่า 3 ปี

               โครงการแสงแห่งความภาคภูมิ จะจัดแสดงในภูมิสถานแห่งความดีที่ทุกภาคส่วนร่วมแสดงพลังสร้างสรรค์ในรูปแบบสถาปัตยกรรมหอชมเมืองที่มีความสูง 459 เมตร ซึ่งรวมกันเป็นเลข “9” ซึ่งหมายถึงความเจริญก้าวหน้า แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากการจุดเทียนชัยถวายพระพร เป็นภาพลักษณ์ประดุจเทียนชัยแห่งสยามอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการร่วมแรงร่วมใจของคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน จุดประกายให้ประเทศไทยสว่างไสวด้วยความดีที่ประชาชนทุกภาคส่วนจะได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะเป็นพลังของแผ่นดินในการธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้ประเทศเจริญมั่นคงและยั่งยืนสืบไป โดยเนื้อหาของหอจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ หอปณิธานความดี , พิพิธภัณฑ์แห่งความภาคภูมิไทย และ หอพระราชกรณียกิจ

               เงินทุนในการก่อสร้างโครงการมูลค่า 4,621 ล้านบาท จะไม่ใช่เงินงบประมาณของรัฐบาลแต่อย่างใด โดยจะเป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคเอกชนกว่า 50 สถาบัน ที่มีปณิธานร่วมกัน ทั้งนี้ในหอชมเมืองจะไม่มีพื้นที่เพื่อการพาณิชย์และพื้นที่เพื่อการค้าขายแต่อย่างใด โดยพื้นที่ทั้งหมดจะถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่จัดแสดงเรื่องราวและสิ่งดีงามล้ำค่าอันเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย รวมถึงเปิดโอกาสให้ชุมชน และภาคประชาสังคมทำกิจกรรมเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามอย่างยั่งยืน

               โครงการแสงแห่งความภาคภูมิ จะตั้งอยู่บนที่ดิน ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน (ฝั่งธนบุรี ไม่อยู่ในเขตเกาะรัตนโกสินทร์) ซึ่งเป็นที่ดินเช่าจากกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยเป็นการเช่าในราคาตลาดตามปกติ และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จหอชมเมืองแห่งนี้จะเป็นสมบัติของชาติ ซึ่งบริหารจัดการโดย 2 มูลนิธิ คือ มูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ และมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เข้ามาร่วมกำกับและดำเนินการ โดยรายได้จากการขายบัตรเข้าชมจะถูกนำไปใช้ในการดูแลรักษาและดำเนินการจัดแสดงต่างๆ ภายในโครงการ ซึ่งหากเหลือจะนำไปดำเนินการเชิงสังคมหรือไปใช้เพื่อ สาธารณกุศลต่างๆ เท่านั้นโดยไม่สามารถนำมาแบ่งปันกัน

               เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการระดมสถาปนิกและวิศวกรแถวหน้าของประเทศไทย รวมทั้งนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ทำการออกแบบร่วมกันเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความสมัครสมานสามัคคี และในอนาคตจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากทั่วประเทศได้มาร่วมเรียนรู้นวัตกรรมการก่อสร้าง Skyscraper ครั้งแรกของประเทศ ด้วยการออกแบบและการก่อสร้างที่เป็นมาตรฐานสากลสูงสุด รวมถึงการใช้นวัตกรรมทางวิศวกรรมที่ทันสมัยของอนาคต ภายใต้การออกแบบที่คำนึงถึงความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย

               บริษัทชั้นนำที่ร่วมผนึกกำลังกันศึกษาและออกแบบ ประกอบไปด้วย บริษัท สถาปนิก A49 จำกัด บริษัท ดีไซน์ 103 อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท เออร์เบิ้น อาร์คิเต็คส์ จำกัด บริษัท สำนักงานสถาปนิกกรุงเทพ จำกัด บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัท ซีด้า จำกัด บริษัท เค.ซี.เอส.แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด และอีกมากมายหลายสถาบัน รวมทั้งบริษัท Ove Arup Limited ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอาคารสูงพิเศษ ที่มาให้คำปรึกษาด้านการก่อสร้าง Skyscraper ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน ร่วมกับบริษัทวิศวกรรมแถวหน้าของประเทศไทย โดยเริ่มงานตั้งแต่สิงหาคม พ.ศ. 2558 และแบบก่อสร้างได้ผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2559