คอลัมนิสต์

ปม ม.44 ‘ปลดล็อก’ ให้‘เอกชน’เช่าที่ ‘ส.ป.ก.’ทำธุรกิจ

ปม ม.44 ‘ปลดล็อก’ ให้‘เอกชน’เช่าที่ ‘ส.ป.ก.’ทำธุรกิจ

21 มิ.ย. 2560

ม.44 ที่จะออกมาปลดล็อกให้'เอกชน' เช่าที่ 'ส.ป.ก'.ในกิจการ 3 ประเภท ได้ เริ่มมีปมปัญหาเพราะศาลปกครองเคยวินิจฉัยว่า หากกิจการไม่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร ทำไม่ได้

 

         กรณีเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติเห็นชอบในหลักการในการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 เพื่อปลดล็อกการใช้ที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)ครอบคลุมกิจการที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม, กิจการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม และกิจการสำรวจเหมืองแร่ โดยคำสั่งดังกล่าวใช้ในพื้นที่ซึ่งเอกชนมีสัญญาผูกพันกับรัฐจากการที่ได้มีการขออนุญาตในการดำเนินการใช้ประโยชน์ที่ดินส.ป.ก.และมีการดำเนินมาแล้วซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 3,695 ไร่ หรือคิดเป็น 0.09% ของที่ดินส.ป.ก.ทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 41 ล้านไร่

          โดยอ้างว่าการอนุมัติให้เอกชนใช้ที่ดิน ส.ป.ก.เป็นการพิจารณาเป็นรายกรณีไป ดูว่าการดำเนินกิจการของเอกชนรายนั้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งมีการกำหนดค่าตอบแทนที่ดินที่จะให้กับเกษตรกรและมีการพัฒนาเกษตรกรอย่างชัดเจน มีแผนงานคืนประโยชน์ให้กับสังคม และมีแผนการฟื้นฟูที่ดิน ส.ป.ก.หลังจากมีการใช้ประโยชน์เป็นระยะๆ หรือไม่

          แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าก่อนหน้านี้  เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 60   ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น สั่งยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ สปก.ในการเข้ามาติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

         โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2552 คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ มีมติอนุญาตให้บริษัทเอกชนรายดังกล่าว เช่าที่ดิน สปก.เพื่อติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าในพื้นที่หมู่ 2 ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ จนต่อมาชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่และสมาคมนักกฎหมายพิทักษ์สิ่งแวดล้อมได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ให้ยกเลิกการเช่าพื้นที่ สปก.ดังกล่าวที่มิชอบด้วยกฎหมายมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 9 ปี

          จนกระทั่งในปี2559 ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่า การเช่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้บุคคลใดใช้เพื่อกิจการอื่นนั้น จะต้องสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดินและเกษตรกรจะต้องได้ประโยชน์โดยตรงเท่านั้น แต่โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้านั้น แม้จะเป็นบริการสาธารณะให้ประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่เป็นการผลิตไฟฟ้าเพื่อขาย(จำหน่าย)ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อันเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไร ไม่ใช่กิจการที่เป็นการบริการหรือเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในท้องที่ ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ โดยตรง

            ดังนั้น หากมี ม.44  ออกมาปลดล็อกให้เอกชนเช่าที่ ส.ป.ก.ติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าเพื่อขายซึ่งเป็นการทำธุรกิจหากำไร จะเป็นการขัดต่อหลักที่ศาลปกครองสูงสุดวางเอาไว้หรือไม่ว่า ‘ไม่ใช่กิจการที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของเกษตรกร’ รวมถึงกิจการของเอกชนอีก 2 ประเภท เกี่ยวกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและสำรวจเหมืองแร่ในพื้นที่ ส.ป.ก.  ที่คำสั่งหัวหน้าคสช.จะปลดล็อค ให้ด้วย 

            จริงอยู่...แม้ว่า‘ มาตรา 44’ จะมีอำนาจเหนือทุกฝ่ายทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ  แต่การออกมาตรา 44 ในเรื่องใดก็ตาม ควรคำนึงถึงความสมเหตุสมผล ความเหมาะสม ความชอบธรรม และหลักนิติธรรมด้วย  ที่สำคัญ ออกคำสั่ง ม.44 มาแล้ว ไม่สวนกับความรู้สึกของราษฎรทั่วไป 

            และขณะนี้ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวคัดค้านแล้ว โดยสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นำโดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมฯได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการจะใช้ ม.44 ปลดล็อคการใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ของเอกชน ในกิจการ 3 ประเภทข้างต้น   โดยเห็นว่า แนวคิดที่จะใช้อำนาจ ม.44 ดังกล่าว เป็นการขัดต่อสัญญาประชาคมที่หัวหน้า คสช.และนายกฯเคยประกาศต่อประชาชนและสาธารณชนมาโดยตลอดว่า “ให้ทุกคนเคารพกฎหมาย” และมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ถึงที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้ว และเตรียมยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ในออกคำสั่งดังกล่าวเป็นโมฆะ ขัดต่อมาตรา 53 ของรัฐธรรมนูญปี 2560   ที่บัญญัติว่า “รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด”