คอลัมนิสต์

แจกแล้ว! หัวละ 2 แสน ประชานิยมสหาย

แจกแล้ว! หัวละ 2 แสน ประชานิยมสหาย

20 มิ.ย. 2560

ทำไมต้องช่วยอดีตสหาย ที่เคยถูกเรียกขานว่า ‘ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์’

 

           เป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก กรณีรัฐบาล ได้ให้การช่วยเหลือ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” (ผรท.) หรือ “อดีตสหายผู้พ่ายรบ” ตั้งแต่ปี 2525 จนถึงปี 2560 ประมาณ 1.7 หมื่นคน และคิดเป็นเงินงบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาท

           ทำไมต้องช่วยอดีตสหาย ที่เคยถูกเรียกขานว่า “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์”? และเหตุใดการช่วยเหลืออดีตสหาย จึงยืดเยื้อมาถึง 30 ปี? คงเป็นสิ่งที่ประชาชนไทยคงอยากได้คำตอบ และที่สำคัญ มันจะเป็นการช่วยครั้งสุดท้ายจริงหรือไม่?

           กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ได้อธิบายว่า ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) คือบุคคลที่เป็นสหายร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กลับใจมาร่วมเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ซึ่งในการช่วยเหลือ ผรท. ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือปัจจัยทำมาหากิน เพื่อให้เกิดความสงบสุขต่อบ้านเมือง

           ที่ผ่านมา มีการช่วยเหลือ ผรท.ไปแล้ว 4 ครั้งใน 4 รัฐบาลคือ รัฐบาลเปรม, รัฐบาลสุรยุทธ์ , รัฐบาลอภิสิทธิ์ และรัฐบาลประยุทธ์

           ล่าสุด จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2560 ได้อนุมัติงบประมาณ เพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพสำหรับ ผรท. จำนวนทั้งสิ้น 6,183 คนๆละ 225,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,391 ล้านบาท นั้น

           ขณะนี้ กอ.รมน. ได้ดำเนินกรรมวิธีเบิก-จ่าย งบประมาณ กับสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้ว และจะมอบให้ ผรท.ตามบัญชีรายชื่อที่ได้รับการอนุมัติทั้งหมด ในวันพุธที่ 21 มิ.ย.2560 เวลา 13.00 น. พร้อมกันทุกแห่งทั่วประเทศ โดยการแจกจ่ายจะดำเนินการ ดังนี้ 

           พื้นที่ กอ.รมน.ภาค 1 (ภาคกลาง) ตั้งจ่าย 2 แห่ง คือ 1. สโมสรทหารบก กทม. มี ผรท. จำนวน 294 คน โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 2. กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี มี ผรท. จำนวน 239 คน

           พื้นที่ กอ.รมน.ภาค 2 (ภาคอีสาน) ตั้งจ่าย 4 แห่ง คือ 1. กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา มี ผรท. จำนวน 159 คน 2. ค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี มี ผรท. จำนวน 395 คน 3. มณฑลทหารบกที่ 210 จังหวัดนครพนม มี ผรท. จำนวน 387 คน 4. ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร มี ผรท. จำนวน 424 คน 

           อดีตสหายภาคอีสาน ได้รับการช่วยเหลือไม่มากนัก เพราะอดีตสหายส่วนใหญ่ได้รับเงินสองแสนไปแล้วสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

           พื้นที่ กอ.รมน.ภาค 3 (ภาคเหนือ) ตั้งจ่าย 2 แห่ง คือ 1.มณฑลทหารบกที่ 38 จังหวัดน่าน มี ผรท. จำนวน 283 คน 2. มณฑลทหารบกที่ 310 จังหวัดตาก มี ผรท. จำนวน 287 คน

           พื้นที่ กอ.รมน.ภาค 4 (ภาคใต้) ตั้งจ่าย 3 แห่ง คือ 1.กองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ จังหวัดนครศรีธรรมราช มี ผรท. จำนวน 1,611 คน 2.มณฑลทหารบกที่ 45 จังหวัดสุราษฏร์ธานี มี ผรท. จำนวน 1,321 คน 3.กองพันทหารช่างที่ 402 จังหวัดพัทลุง มี ผรท. จำนวน 783 คน

           มีข้อน่าสังเกตว่า การช่วยเหลือ ผรท.รอบนี้ มีอดีตสหายภาคใต้มากเกือบ 4 พันคน 

           สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ มาจากอดีตสหายภาคใต้ ไม่มั่นใจว่า รัฐบาลจะช่วยเหลือจริง แต่เมื่อเห็นอดีตภาคอีสาน และภาคอื่น รับเงินคนละแสนสองแสน มาคราวนี้ พวกเขาเลยไม่ยอมพลาดโอกาสรับเงินสองแสน

           สำหรับจุดกำเนิดการช่วยเหลือ ผรท. มาจาก “หมู่บ้านน้อมเกล้า” อ.เลิงนกทา จ.อำนาจเจริญ

           สมาชิกในหมู่บ้านนี้ เป็นผู้ก่อร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มแรกๆ ที่รัฐบาลทำตามนโยบาย 66/2523 ของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ “คำสัญญา” ที่ว่า เมื่อออกมอบตัวต่อทางการแล้ว จะได้รับการช่วยเหลือเป็น “ที่ดิน” และ “บ้าน”

           ปี 2523 พคท. เผชิญปัญหาความขัดแย้งภายใน ส่งผลให้มี “ทหารป่า” ทยอยออกมอบตัวต่อทางการ ประกอบกับรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ออกคำสั่งที่ 66/2523 ว่าด้วยนโยบายการเมืองนำการทหาร ที่เปิดช่องให้ “ไม่เอาผิด” กับผู้ที่เข้ามอบตัวต่อทางการ จึงมีสหายในป่าเขาหลั่งไหลคืนเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ

           ปี 2525 คณะกรรมการจังหวัดเขตงาน 444 (อำนาจเจริญ-มุกดาหาร-ยโสธร) ได้นัด “เจรจาลับ” กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่กรุงเทพฯ โดยผู้นำเขต 444 เสนอจะยุติการสู้รบ และออกมอบตัวทั้งเขตงาน โดยมีเงื่อนไข 2 ข้อคือ 1.ขอที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย 2.ขอให้ช่วยเหลือการประกอบอาชีพในเบื้องต้น

           พล.อ.ชวลิต ได้นำข้อเสนอดังกล่าว ส่งผ่านไปยัง “พล.อ.เปรม” นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เห็นด้วยตามที่ พล.อ.ชวลิต เสนอมา จึงได้กำหนดวันมอบตัวครั้งใหญ่คือ 1 ธันวาคม 2525

           วันนั้น คณะกรรมการเขต 444 ได้เดินออกจากป่า นำทหาร และมวลชนนับพันคนเข้าสู่บริเวณจัดงาน “วันสันติภาพ” ที่สนามหน้าโรงเรียนบ้านบาก อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร

           หลังจากวันมอบตัวเสร็จสิ้น ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการจัดตั้ง “หมู่บ้าน” ขึ้นตามคำสัญญาที่ตกลงไว้ในการเจรจาลับ เบื้องต้น รัฐบาลปลูกบ้านให้ 1 หลัง และจัดสรรที่ดินให้ัครอบครัวละ 15 ไร่ นี่คือที่มาของ “หมู่บ้านน้อมเกล้า”

           ในเวลาไล่เลี่ยกัน มีการเข้ามอบตัวในลักษณะเดียวกัน จึงมีการจัดตั้งหมู่บ้านอีก 2 แห่งคือ หมู่บ้านชาติพัฒนา อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และหมู่บ้านภูผาหอม อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร

           สรุปว่า รัฐบาล พล.อ.เปรม ได้ช่วยเหลือ ผรท. จำนวน 403 คน โดยมอบบ้าน 1 หลัง และที่ดิน 15 ไร่

           เหมือนทุกอย่างจะจบลงแค่ตรงนั้น แต่ในปี 2543 สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ได้มีอดีตสหาย หรือ ผรท.ภาคอีสาน ลุกขึ้นมา “ทวงสัญญา” จากกองทัพภาคที่ 2 โดยอ้างว่า กองทัพเคยสัญญาว่า จะให้ที่ดิน 15 ไร่ และวัว 5 ตัว แต่กองทัพภาคที่ 2 ก็ตอบกลับว่า เรื่องผ่านมานานแล้ว และคำสั่ง 66/2523 ไม่มีผลใดๆ ในทางกฎหมาย

           ผรท.ไม่หยุดเคลื่อนไหว จนย่างเข้าสู่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 200/2545 แต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบกสมัยนั้น เป็นประธานกรรมการ แก้ไขปัญหาความเดืิอดร้อนของ ผรท.

           ปี 2548 คณะรัฐมนตรีรัฐบาลทักษิณ มีมติช่วยเหลือการประกอบอาชีพของ ผรท. เนื่องจากรัฐบาลมีปัญหาเรื่องการจัดหาที่ดิน จึงเปลี่ยนเป็น “เงินสด” แทน โดยประเมินค่าที่ดิน 5 ไร่ ไร่ละ 1.5 หมื่นบาท รวมเป็นเงิน 7.5 หมื่นบาท และเงินลงทุนประกอบอาชีพ (เทียบเท่าวัว 5 ตัว) เป็นเงิน 5 หมื่นบาท รวมเป็นเงิน 1 แสน 2 หมื่น 5 พันบาท

           แต่การช่วยเหลือ ผรท.ครั้งนั้น ติดขัดปัญหางบประมาณ ที่ไม่มีระเบียบการช่วยเหลือทำนองนี้ได้ เนื่องจาก พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ฯ ยกเลิกไปแล้ว และ คำสั่ง 66/2523 ย่อมไม่มีผลใดๆ ในการปฏิบัติ

           เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และในฐานะที่บิดาของ พล.อ.สรยุทธ์ คือ พ.ท.พโยม จุลานนท์ หรือ “สหายคำตัน” เป็นเสนาธิการกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย จึงได้นำเอาเรื่องช่วยเหลือ ผรท. ของรัฐบาลทักษิณมาพิจารณา และอนุมัติเงินช่วยเหลือไปทันที 

           การช่วยเหลือ ผรท.สมัยรัฐบาลสรยุทธ์ ถือว่า เป็นครั้งที่ 2 จำนวน 2,609 คน และจ่ายเป็นเงินสด รายละ 125,000 บาท

           พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ประกาศว่า นี่เป็นการช่วยเหลือครั้งสุดท้าย หากมีกลุ่มใดมาร้องขอให้ช่วยเหลือ ก็มอบให้กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการช่วยเหลือเป็นกลุ่มก้อน ไม่ “จ่ายเงินรายหัว” อีกแล้ว

           จวบจนมาถึงรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มี ผรท.ภาคอีสาน หลายกลุ่ม เดินทางเข้ามา “ทวงสัญญา 66/2523” บอกว่า เป็นกลุ่ม “สหายตกหล่น”

           อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงเซ็นคำสั่งที่ 190/2552 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2552 ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการช่วยเหลือความเดือดร้อนของ ผรท. ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น เป็นประธาน

           “สุเทพ” เสนอให้ประเมินราคาที่ดินใหม่ จึงทำให้วงเงินช่วยเหลือเพิ่มจาก 125,000 บาท เป็น 225,000 บาท และประกาศให้ช่วยเหลืออดีตสหายทั้งประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะภาคอีสาน เหมือนสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์

           ปรากฏว่าครั้งที่ 3 รัฐบาลอภิสิทธิ์ จ่ายเงินช่วยเหลือรายละ 225,000 บาท จำนวน 9,181 ราย

           ผ่านมาถึงรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขบวนการเรียกร้อง “สหายเงินแสน” ก็ยังเกิดขึ้นอีก โดยข้ออ้างเดิม ๆ ว่า “สหายตกหล่น”

           อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แต่งตั้งพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ผรท. ซึ่งมีการออกล่ารายชื่อสหาย เพื่อส่งเข้าคัดกรองเหมือนเดิม

           ปี 2556 กอ.รมน. แจ้งยอดรายชื่อผู้ที่อ้างว่าเป็นอดีตสหาย หรือ ผรท.ทั่วประเทศ มีอยู่ประมาณ 1.3 แสนคนแต่ พล.ต.อ.ประชา สั่งการให้ “คัดกรองอย่างเข้มข้น” โดยให้เป็นสหายตัวจริงเท่านั้น

           ในที่สุด กอ.รมน. คัดกรอง ผรท. ได้ตัวจริง 4,430 ราย และรวมกลุ่มตกค้างจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1,175 ราย พร้อมกับมีการยื่นเพิ่มเติมมาจากสหายภาคใต้อีกส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะจ่ายเงิน ก็เกิดรัฐประหาร 2557

           ผู้ที่จ่ายเงินให้ ผรท.ก็คือ รัฐประยุทธ์ โดยมี ผรท.จำนวน 6,183 คน จะได้รับเงินรายละ 225,000 บาท รวมเป็นเงิน1,391 ล้านบาท

           โฆษก กอ.รมน. บอกว่า จะเป็นการช่วยเหลือ ผรท.เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งก็พูดเหมือน พล.อ.สุรยุทธ์ เมื่อปี 2550 แต่ไม่มีใครกล้าฟันธง?

           ตราบเท่าที่ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ยังถูกให้ค่าให้ราคาว่าเป็น “ขุมพลังทางการเมือง”

           อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง..."บิ๊กป้อม" เป็นประธานแจกเงิน "สหาย"