
ชำแหละ กก.องค์กรอิสระ ป.ป.ช. -กสม. ผู้ตรวจการ จ่อเซตซีโร่
จากเซ็ตซีโร่ กกต. ภายใต้ข้ออ้างปลาสองน้ำ อันว่าด้วยคุณสมบัติที่ต่างกันระหว่าง รธน. เก่า และใหม่ ใครจะอยู่ใครจะไป ในองค์กรอิสระอื่น ลองมาเช็คชื่อกัน
9 มิ.ย. 2560 - วานนี้เราได้นำเสนอคุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระสององค์กรคือ กกต. และ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้เราองมาดูในส่วนที่เหลือ
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
มาตรา 232 ตามรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประกอบด้วย กรรมการจำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา
ผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย บัญชี เศรษฐศาสตร์ การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการอื่นใดอันเป็น ประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ด้วย
(1)รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง หรืออธิบดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
(2) รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
(3)เป็นหรือเคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
(4) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์
(5) เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพโดยประกอบวิชาชีพ อย่างสม่ําเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อ และได้รับการรับรอง การประกอบวิชาชีพจากองค์กรวิชาชีพนั้น
(6) เป็นผู้มีความรู้ความชํานาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหาร การเงิน การคลัง การบัญชี หรือการบริหารกิจการวิสาหกิจในระดับไม่ต่ํากว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจํากัดมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 10 ปี
(7) เคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (6) รวมกันไม่น้อยกว่าสิบปี
การนับระยะเวลาตามวรรคสอง ให้นับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา แล้วแต่กรณี
คุณสมบัติของกรรมการป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เรียกได้ว่าเขียนขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด และเมื่อไล่ดูคุณสมบัติกรรมการป.ป.ช. ทั้ง 9 คน พบว่า มีกรรมการที่ขาดคุณสมบัติถึง 7 คน
พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เมื่อปี 2557 ก่อนเข้ารับตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. เมื่อปี 2558 ***พ้นจากการดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า 10 ปีตามรัฐธรรมนูญกำหนด
นายปรีชา เลิศกมลมาศ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช. เมื่อปี 2552 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. เมื่อปี 2553 ***รับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปีตามรัฐธรรมนูญ
พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง เคยดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ เมื่อปี 2553 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. เมื่อปี 2555 ***รับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปีตามรัฐธรรมนูญ
นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตเลขธิการป.ป.ช. เมื่อปี 2553 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. เมื่อปี 2555 ***รับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปีตามรัฐธรรมนูญ
นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เมื่อปี 2552 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. เมื่อปี 2557 ***รับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปีตามรัฐธรรมนูญ
นายวิทยา อาคมพิทักษ์ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในปี 2557 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. เมื่อปี 2558 ***พ้นจากการดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า 10 ปีตามรัฐธรรมนูญกำหนด
นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อดีตอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ตั้งแต่ปี 2549 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. เมื่อปี 2558 ***รับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปีตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร เคยเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ตั้งแต่ปี 2551 และพล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ อดีตผอ.สำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม เมื่อปี 2554 ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. เมื่อปี 2558 ถือว่ารับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการครบ 5 ปี ทั้งคู่จึงมีคุณสมบัติครบตามรัฐธรรมนูญกำหนด
อย่างไรก็ตาม ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ป.ป.ช. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากเหลือกรรมการป.ป.ช. เพียง 2 คนเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้ถูกมองว่า ป.ป.ช. จะถูกเซ็ตซีโร่เช่นเดียวกับกกต.หรือไม่ เพราะหากไม่รีเซ็ตป.ป.ช. ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำงานแบบ “ปลาสองน้ำ” อยู่ดี
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
มาตรา 246 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประกอบด้วยกรรมการ 7 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งได้รับการสรรหา
ผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องมีความรู้และประสบการณ์ด้านคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว(รัฐธรรมนูญ 2550 ให้ดำรงตำแหน่งเพียง 6 ปี)
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหา และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้งนี้ บทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหาต้องกำหนดให้ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนมีส่วนร่วมในการสรรหาด้วย
เมื่อดูคุณสมบัติของกสม.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว มีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย จากเดิมให้ดำรงตำแหน่งเพียง 6 ปี ปรับเป็น 7 ปี และมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการสรรหา โดยกรรมการสรรหาต้องมีผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิฯเข้าร่วมด้วย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการปารีส (The Paris Principles) ดังนั้น ประเด็นเรื่องคุณสมบัติของกสม.ชุดนี้ จึงไม่น่ามีปัญหาขัดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิฯ ชุดปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 20 พ.ย.2558 โดยได้รับการสรรหาภายในรัฐบาลยุคคสช. จึงทำให้นานาชาติมองว่า กสม.ชุดนี้ไม่มีความหลากหลาย ไม่เป็นไปตามหลักการปารีส อีกทั้ง ปมปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กร ถึงขั้นทำให้ “หมอสุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย” ยอมทิ้งเก้าอี้ ยื่นซองขาวลาออกทันที
ประเด็นนี้อาจทำให้คณะกรรมการสิทธิฯ อาจถูก “เซ็ตซีโร่” เป็นรายต่อไป
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
มาตรา 228 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีจำนวน 3 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา
ผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าหรือหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่ากรม ตามที่คณะกรรมการสรรหาประกาศกำหนด โดยต้องดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 2 คน และเป็นผู้มีประสบการณ์ในการดำเนินการอันเป็นสาธารณะมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี จำนวน 1 คน (รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้ระบุขั้นต่ำของตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการ และไม่ได้กำหนดขั้นต่ำของระยะเวลาในการทำงานสาธารณะ)
หากดูคุณสมบัติของผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบัน ซึ่งมีผู้ดำรงตำแหน่งเพียง 2 คนเท่านั้น เนื่องจากอีก 1 คน ได้ครบวาระและยังไม่ได้รับการสรรหาตามคำสั่งของคสช. ได้แก่
พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รักษาการประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เกิดวันที่ 27 เม.ย.2495 ได้รับการคัดเลือกเมื่อวันที่ 18 พ.ย.2557 เคยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม เมื่อปี 2553 และเคยดำรงตำแหน่งเจ้ากรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม เมื่อปี 2551***รับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ต่ำกว่ากรม ครบ 5 ปีตามรัฐธรรมนูญ
นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เกิดวันที่ 28 พ.ค. 2493 อายุ 67 ปี ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อ 24 ม.ค. 2558 เคยดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฏีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฏีกา และดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เมื่อปี 2553 ***รับตำแหน่งอธิบดีหัวหน้าส่วนราชการไม่ต่ำกว่ากรม ครบ 5 ปีตามรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น เห็นได้ว่าองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินหลับตาได้สนิท เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 2 คน มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ 2560 ส่วนอีก 1 คนที่ว่างลงอยู่ในขณะนี้ ก็ต้องเข้ากระบวนการสรรหาใหม่ เข้าข่าย “ปลาสองน้ำ” เช่นกัน
---------
ชนิกานต์ พุ่มหิรัญ
คลิกอ่าน "ชำแหละคุณสมบัติองค์กรอิสระ...ปลา 2 น้ำ ต้องโละทิ้ง" ที่นี่



