คอลัมนิสต์

ถอดบทเรียน “คดีเปรี้ยว” ผ่าน “นักวิชาการ”และ “คนรุ่นใหม่”

ถอดบทเรียน “คดีเปรี้ยว” ผ่าน “นักวิชาการ”และ “คนรุ่นใหม่”

08 มิ.ย. 2560

การนำเสนอข่าวคดีฆ่าหั่นศพ ถูกตั้งคำถามจากทั้งนักวิชาการและคนทั่วไป ถึงความเหมาะสมและความสุ่มเสี่ยง เสียงสะท้อนเหล่านี้จะเป็นเช่นไรบ้าง

นักวิชาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมจัดเวทีจุฬาฯ เสวนา เรื่อง “ฆ่า หรือ ค่า : สื่อกับดราม่าความรุนแรงในสังคมไทย” เพื่อถอดบทเรียนและเสนอความเห็นด้านวิชาการต่อประเด็นการนำเสนอคดี “น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือ เปรี้ยว” ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพอำพรางคดีที่ จ.ขอนแก่น จนกลายเป็นปรากฎการณ์ข่าวที่สังคมให้ความสนใจและถูกตั้งคำถามในเชิงคุณค่าข่าว และ มาตรฐานของการนำเสนอข่าวสารของ สื่อมวลชน ยุคการสื่อสารออนไลน์กลายเป็นตัวนำของทิศทางข่าว

ถอดบทเรียน “คดีเปรี้ยว” ผ่าน “นักวิชาการ”และ “คนรุ่นใหม่”

โดย สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต อาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า แม้ปรากฎการณ์ฆาตกรรมเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นสังคม แต่การนำเสนอข้อมูลผ่านทางสังคมออนไลน์ที่ขาดการคำนึงถึงผลกระทบด้านลบกับเยาวชนหรือบุคคลที่อยู่ระหว่างค้นหาตัว ในอนาคตจะกลายเป็นเรื่องที่อันตรายได้ เพราะความทรงจำถูกบันทึกไว้ให้กลายเป็นพฤติกรรมเคยชินต่อความรุนแรง  และอาจส่งผลต่อการนิยมความรุนแรงและพฤติกรรมก้าวร้าวของคนในสังคมได้ในอนาคต เนื่องจากสังคม หรือเด็กในปัจจุบันขาดการแยกแยะ และขาดการสั่งสอนจากสถาบันครอบครัวในประเด็นที่ถูกต้องเหมาะสม

 

“บทบาทของสื่อหลัก ต้องทำหน้าที่เป็นหลัก ไม่ใช่การตามประเด็นหรือกระแสของสื่อสังคมออนไลน์ ผมมองว่าตอนนี้สื่อหลักยังสามารถพลิกกระแส สื่อมวลชนต้องนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยการแยกแยะประเด็น กระตุกสังคมให้มีมุมมองที่ถูกต้อง"

 

ขณะที่ “มรรยาท อัตรจันทโชติ” อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาการสื่อสารมวลชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองการนำเสนอข่าวสารของคดีเปรี้ยว นั้นมีแง่มุมที่ให้ติดตามหลากหลาย อาทิ เรื่องความสวยงาม เรื่องชีวิต หรือเรื่องผี ทำให้คนสนใจในรายละเอียดหรือข้อมูลของเปรี้ยวจำนวนมาก แต่เมื่อวิเคราะห์ต่อคุณค่าข่าวนั้นอาจต้องตั้งคำถามด้วยว่า เมื่อนำเสนอรายละเอียด หรือเนื้อหาแล้ว สังคมได้ประโยชน์อะไร ส่วนตัวมองว่าข่าวไม่ควรแข่งขันเชิงปริมาณ เช่น อะไรเกิดก่อนกัน แต่ควรแข่งขันด้านคุณภาพมากกว่า

 

"บทบาทขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ต้องเพิ่มในแง่การกำกับและดูแลกันเองให้เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน กลับมาฆ่าสังคม รวมถึงฆ่าวิชาชีพของตัวเอง” นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กล่าว​

 

ทางด้าน “เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์” เลขาธิการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา” ระบุว่า “คดีเปรี้ยวกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่สามารถมองไปเฉพาะที่คนรับสื่อ หรือ คนใช้สื่อได้แล้ว เพราะต้องมองไปที่กลุ่มตัวแทนที่มีบทบาทต่อการตั้งคำถาม หรือ ความร่วมมือกับสื่อมวลชนต่อประเด็นการสร้างความรับผิดชอบกับสังคมด้วย อาทิ สถาบันวิชาการ สถาบันวิชาชีพ ผ่านการทำและชี้บทบาทรวมถึงความต่างระหว่างสื่อออนไลน์ กับ สื่อกระแสหลัก ให้สังคมเข้าใจ เพื่อให้สังคมสามารถใช้สื่อออนไลน์อย่างรับผิดชอบ”

​

เลขาธิการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา กล่าวต่อด้วยว่า ปรากฎการณ์ของเปรี้ยวที่เกิดขึ้น ตนมองว่าการนำเสนอได้เซ็ตภาพของผู้หญิงสวย ผู้หญิงร้าย แล้วจะโด่งดัง หากสังคมตั้งคำถามว่าสื่อมวลชนมีจริยธรรมหรือไม่ สามารถทำได้ แต่ไม่สามารถเอาผิดได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง คือ การบอกกับสังคมต่อความต่างระหว่างสื่อออนไลน์ กับสื่อมวลชนวิชาชีพ โดยส่วนตัวมองว่าสื่อมวลชนวิชาชีพนั้น มีหน้าที่ที่ต้องเตือนภัยสังคม นำเสนอข้อมูลที่กระตุกสังคม มากกว่านำเสนอเรื่องราวหรือเหตุการณ์

 

ส่วน “ปารีณา ศรีวนิชย์” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต่อประเด็นการนำเสนอคดีเปรี้ยว ของสื่อมวลชนทั้งการแสวงหาข้อมูล พยานหลักฐาน บางครั้งถือเป็นประโยชน์ต่อการสืบคดีของเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกันอาจสร้างผลกระทบต่อความรวดเร็ว การนำเสนอของสื่อมวลชนที่มีเรื่องราว สร้างความสมจริง หรือสร้างเนื้อหามีความดราม่าระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างตรวจสอบ อาจกระทบต่อความเป็นกลางในการทำคดี เพราะสังคมเกิดอคติที่เกิดจากการนำเสนอของสื่อมวลชนที่สะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้นของคดี

 

นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนมุมมองต่อการเปิดเผยข้อมูลของบุคคลที่ถูกตั้งคำถามว่าป่วยทางจิตหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามว่า หากรู้แล้วจะเป็นผลดีอย่างไร หรือ รู้เพื่ออะไร หรือ รู้เพื่อให้เกิดประเด็นดราม่าเท่านั้น ทั้งที่ไม่มีความชัดเจนว่าข้อมูลที่ทราบนั้นเป็นความจริงหรือไม่

 

“อย่างที่มีข่าวว่า สีหน้าไม่สำนึก ขนาดผมเป็นหมอ ผมไม่สามารถเดาอารมณ์จากสีหน้าของคนได้ว่า เขารู้สึกอย่างไร แต่ส่วนหนึ่งที่เขียนแบบนั้น อาจทำให้ช่วยขายข่าวได้เท่านั้น​ กับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นจุดที่ทำให้เกิดการวิจารณ์ และตีความไปอย่างกว้างขวาง เช่น จริยธรรม ปัญหาของสังคม แต่สุดท้ายคือ การนำเสนอข่าวคดีฆาตกรรมเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นพฤติกรรมที่ผิดปกติ อย่าคิดว่าเป็นคนป่วย และหากจะให้ข้อมูลใดๆ นั้นอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ ซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควร”​ นพ.ภุชงค์ กล่าว

ถอดบทเรียน “คดีเปรี้ยว” ผ่าน “นักวิชาการ”และ “คนรุ่นใหม่”

นอกจากมุมมองของนักวิชาการแล้ว  เด็กรุ่นใหม่มองปรากฏการณืเรื่องนี้อย่างไร 

โดย “ไทเกอร์ - นายณัฐธิชาญ เทศนำนุ” นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชั้นปีที่ 2 มองว่า ปรากฎการณ์ ของ “เปรี้ยว ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ” ที่สื่อมวลชนนำเสนอนั้นเป็นเพียงภาพสะท้อนของปรากฎการณ์ของคดีที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ตามรายละเอียดของคดีที่ได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องการให้สื่อมวลชนนำเสนอเพิ่มเติมจากว่าเกิดอะไร ที่ไหน อย่างไร คือ ข้อมูลทางด้านกฎหมายของการกระทำหากพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดจริง

ถอดบทเรียน “คดีเปรี้ยว” ผ่าน “นักวิชาการ”และ “คนรุ่นใหม่”

ขณะนี้มุมมองการนำเสนอ “เปรี้ยว สวยพิฆาต” และยกให้เป็น เน็ตไอดอล นั้น“ณัฐธิชาญ” ยอมรับว่าในแง่มุมนี้อาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้ หากเยาวชน หรือคนรุ่นใหม่ที่บริโภคข่าวสาร แล้วขาดการคิด วิเคราะห์ หรือได้รับคำชี้แนะจากผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่ในทิศทางและข้อมูลที่ถูกต้อง

  

“ซินดี้ - น.ส.เพ็ญญาเรีย บุญประเสริฐ”  นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวารสารศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ชั้นปีที่ 2 เห็นสอดคล้องกันถึงพฤติกรรมที่อาจสร้างการเลียนแบบ หรือลอกเลียน สำหรับ “เยาวชน” หรือ “บุคคล” ที่บริโภคข่าวสารไม่ครบถ้วย​ โดยเฉพาะกรณีการเลือกนำเสนอ​มุมชีวิตที่สวยงาม การดูแลบุพการี ทั้งที่กรณีดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องปกติที่สามัญชนทุกคนต้องรับผิดชอบ

ถอดบทเรียน “คดีเปรี้ยว” ผ่าน “นักวิชาการ”และ “คนรุ่นใหม่”

“สิ่งที่สื่อมวลชนเลือกนำเสนอ เช่น หมอนของเปรี้ยว จนทำให้หมอนลายเดียวกันนั้นขายจนหมดตลาด หรือมุมมองที่เขาดูแลครอบครัว แทนการนำเสนอประเด็นที่เป็นเหตุให้เปรี้ยวถูกจับ เพราะเป็นผู้ต้องหาฆ่าผู้อื่น อาจทำให้คนที่รู้ไม่เท่าทัน พลอยคิดว่า ฆ่าคนไม่เป็นไร ฆ่าคนก็ได้รับการยกย่อง และอาจทำให้ถูกมองว่า ดังนั้นสิ่งที่สื่อมวลชนควรนำเสนออย่างที่สุดคือ เมื่อคนทำผิดกฎหมายต้องได้รับการพิสูจน์และได้รับการลงโทษตามกฎหมาย ไม่ใช่การนำเสนอในแง่มุมที่ทำให้สังคมยกย่องฆาตกรที่ร้ายกาจ” น.ส.เพ็ญญาเรีย ระบุ

 

“อู๋ - นายณัฐวัชร มโนมัยวจี” นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเคมีเทคนิค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ติดตามข่าวสาร “คดีเปรี้ยว” ผ่านทางสื่อมวลชนทั้งกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ มองว่าการนำเสนอข่าวสารของ “เปรี้ยว” มีทุกแง่มุมที่ต้องการจะรู้ และมุมข่าวที่ไม่ต้องการรับรู้ เพราะเป็นเรื่องไร้สาระ อย่างไรก็ดีในมุมมองที่ถูกนำเสนอและมีสังคมบางกลุ่มยกให้เป็นบุคคลตัวอย่างนั้น เข้าใจว่าไม่ใช่ทั้งหมดของทุกระดับสังคม ​

ถอดบทเรียน “คดีเปรี้ยว” ผ่าน “นักวิชาการ”และ “คนรุ่นใหม่”

“โดยส่วนตัวไม่มองว่า “เปรี้ยว” เป็นบุคคลที่น่ายกย่อง หรือเป็นไอดอล เนื่องจาก เธอคือผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม”

“ผมมองว่าสิ่งที่สื่อมวลชนควรพิจารณาต่อข่าวสารของคดีเปรี้ยว คือการนำเสนอในคดี เรื่องกฎหมาย และการลงโทษ มากกว่าการตีแผ่กระแสความเป็นไอดอลทางอินเตอร์เน็ต อย่างน้อยเพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่าบุคคลที่นำมาเสนอนั้นเป็นบุคคลที่เป็นผู้ต้องหา ฆาตกรรม และต้องได้รับโทษ ไม่ใช่นำเสนอทุกแง่มุมที่ทำให้เห็นว่าผู้ต้องหารายนี้คือคนดังที่น่าติดตาม” นายณัฐวัชร สะท้อนมุมมอง

 

“แหน - น.ส.​ฐิตินันท์ เอนกจินดารัตน์” นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่บริโภคข่าวสารของ “คดีเปรี้ยว” ผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ ตั้งคำถามกลับไปยังสังคมที่ยอมรับตัวตนและยกย่องให้พฤติกรรมของ “มือหั่น” กลายเป็นสิ่งที่ถูกยอมรับ ว่า ไม่เข้าใจว่าสังคมกำลังคิดอะไร ทั้งที่ “เปรี้ยว” คือ ผู้ถูกกล่าวหาว่าฆ่าบุคคลอื่นโดยเจตนา ซึ่งไม่ใช่บุคคลที่ควรได้รับการยกย่องจากสังคม อย่างไรก็ตามยังมองด้วยว่าการนำของใช้ของเปรี้ยว เช่น หมอน หรือ ผลิตพวงกุญแจรูปเลื่อย เป็นสิ่งที่ไม่ควรนำเสนอเพราะจะทำให้กลุ่มคนที่ขาดการคิด วิเคราะห์ หรือแยกแยะความถูก หรือความผิดเข้าใจผิดว่า “เปรี้ยว”​คือบุคคลที่เอาเป็นแบบอย่างได้

ถอดบทเรียน “คดีเปรี้ยว” ผ่าน “นักวิชาการ”และ “คนรุ่นใหม่”

(“แหน - น.ส.​ฐิตินันท์ เอนกจินดารัตน์”   คนกลาง)

“สิ่งที่คนในสังคม ที่บริโภคข่าวสารนี้จะควรเรียนรู้ คือ ไม่สามารถอ่านเฉพาะพาดหัวข่าว หรือ หัวข้อข่าวได้ต่อไป เพราะเข้าใจว่าการเขียนแบบนั้นเพื่อต้องการกระตุ้นความสนใจ ซึ่งข้อความอาจไม่ตรงกับข้อมูลที่นำเสนอในข่าวก็ได้ ดังนั้นข่าวเดียวกันควรค้นหาข่าวจากหลายๆ ช่องทางด้วย” ฐิตินันท์ ระบุ

นั่นเป็นเป็น มุมมองสะท้อนของนักวิชาการ และ มุมมองของเยาวชน ต่อปรากฎการณ์​ กระแสของ “เปรี้ยว” ที่ถูกส่งต่อเป็นคำวิจารณ์นถึงบทบาทของสื่อมวลชนในปัจจุบัน.

------