คอลัมนิสต์

 เปิด ร่าง กฎหมาย “กกต.” ฉบับแก้ไข  : ปูนบำเหน็จ แลกเซ็ตซีโร

เปิด ร่าง กฎหมาย “กกต.” ฉบับแก้ไข : ปูนบำเหน็จ แลกเซ็ตซีโร

07 มิ.ย. 2560

พ.ร.ป.กกต. กำลังจะเข้าที่ประชุม สนช. เพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3 มาดูกันว่ามีเนื้อหาอะไรที่่น่าสนใจและเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากการร่างของ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

          วันที่ 9 มิถุนายน นี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีวาระพิจารณา “ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (พ.ร.ป. กกต.)” ในวาระสอง หลังจากที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายตวง อันทะไชย เป็นประธาน พิจารณาแล้วเสร็จ ภายในเวลาที่กำหนด

 

          โดยสาระที่ กมธ. ร่าง พ.ร.ป.กกต. ของสนช. ปรับแก้ไข เมื่อเทียบกับ ร่างที่ถูกเสนอโดย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะปรับแก้ไข ทั้งสิ้น 18 มาตรา และ เติมข้อความในคำปรารถ เพื่อให้เป็นบทยกเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 9 มาตรา

 

          ตามรายละเอียดที่สำคัญดังต่อไปนี้

 

          มาตรา 3 (4) ว่าด้วยการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยกเลิกประเด็นกระบวนการที่เกี่ยวกับการสรรหา ประธาน กกต. และ กกต. เพื่อปลดล็อคให้ดำเนินการสรรหาได้หลังจากมีกฎหมายใหม่

 

          มาตรา 11 ว่าด้วยการได้มาของ “กรรมการสรรหา กกต.” ที่กำหนดให้ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอื่นที่ไม่ใช่ “กกต.” คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม โดยเพิ่มคุณสมบัติ คนที่จะได้รับเลือกนั้น “ไม่เคยมีพฤติการณ์ฝักใฝ่ หรือยอมตกอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ” เพิ่มจากความ คุณสมบัติพื้นฐานที่มีความเป็นกลาง , ซื่อสัตย์สุจริต และเข้าใจในภารกิจของ กกต.

 

          มาตรา 12 ว่าด้วยการคัดสรร บุคคลเพื่อถูกเสนอชื่อเป็น “กกต.” โดยเพิ่มคุณสมบัติ “ไม่มีพฤติการณ์ฝักใฝ่ หรือยอมตกอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด” จากเดิมที่กำหนดให้มีคุณสมบัติที่รับผิดชอบสูง, กล้าหาญต่อการทำหน้าที่, มีพฤติกรรมทางจริยธรรมที่เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม, มีทัศนคติที่เหมาะสมต่อการทำหน้าที่

 

          นอกจากนั้นในกระบวนการคัดเลือกด้วยวิธีลงคะแนน ที่กำหนดให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของกรรมการสรรหา ให้กรรมการแต่ละคนบันทึกเหตุผลของการเลือกไว้เป็นหลักฐานด้วย เช่นเดียวกับกระบวนการลงคะแนนของ “สมาชิกวุฒิสภา” ที่ปรับเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับเลือก ต้องได้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ ส.ว.ที่มีทั้งหมด แต่หากเกิดกรณีที่มีบุคคลที่ผ่านการเสนอชื่อไม่ได้รับความเห็นชอบ ต้องโยนกลับไปให้ “กรรมการสรรหา” คัดเลือกใหม่ด้วยกระบวนการเดิม

  

          ในประเด็นว่าด้วยการออกเสียงคัดเลือกนั้น ถูกห้ามนำมาบังคับใช้กับการสรรหา กกต. ในวาระแรก โดยบทเฉพาะกาลมาตรา 72 วรรคท้ายที่เพิ่มใหม่เขียนกำหนดไว้

 

          มาตรา 17 กรณีมีผู้ร้องเรียน เรื่อง “กกต.” ขาดคุณสมบัติ ได้กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม คือให้ “กรรมการสรรหา” เป็นผู้วินิจฉัยและใช้มติเสียงข้างมากของกรรมการตัดสิน แต่หากเกิดกรณีลงคะแนนแล้วเสียงเท่ากัน ได้ให้สิทธิ “ประธานกรรมการสรรหา” ลงเสียงเพื่อชี้ขาด

  

          และหากมีกรณีที่ “กกต.” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะศาลฎีกา หรือ ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้อง ทำให้ “กกต.” เหลือปฏิบัติหน้าที่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้สิทธิ “ประธานศาลฏีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด” เลือกบุคคลทีมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็น กกต. เข้ามาทำหน้าที่ชั่วคราว จนกว่าจะได้ กกต. คนใหม่มาปฏิบัติหน้าที่

  

          มาตรา 48 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินที่มีหลักฐานว่าจะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามเนื้อหาบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของ “ผู้ว่าการตรวจแผ่นดิน” สิ่งที่เพิ่มเติมคือ กรณีที่เกิดประเด็นที่อยู่นอกเหนืออำนาจของ “ผู้ว่าฯ” ให้ “กกต.” ดำเนินการตรวจสอบต่อ โดยเร็ว โดยใช้หลักฐานของผู้ว่าฯ เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวน

 

          ขณะที่บทเฉพาะกาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “วาระดำรงตำแหน่งของ กกต.ชุดปัจจุบัน” ได้ปรับแก้ไข ให้ กกต.ชุด “ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.” ต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อ พ.ร.ป.กกต.ฉบับใหม่บังคับใช้ แต่ยังให้สิทธิ “รักษาการ” จนกว่า ประธาน กกต. และ กกต.ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่

          ซึ่งผลตอบแทนที่ “กกต.ชุดศุภชัย” จะได้พิเศษ คือ บำเหน็จ ที่นำเงินเดือนและค่าตอบแทนระหว่างดำรงตำแหน่ง ซึ่งนับตั้งแต่วันโปรดเกล้าฯ ให้รับตำแหน่ง ไปจนถึงวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ คูณด้วยจำนวนปีที่ดำรงตำแหน่ง หากมีเศษปี ให้คิดเป็นหนึ่งปี

 

          นอกจากนั้นได้ปรับแก้ไข เรื่อง ปฏิทินการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ซึ่งขยายช่วงเวลาเป็นเท่าตัว หากเทียบกับร่างฉบับของ กรธ. กล่าวคือ ภายใน 60 วัน นับจาก พ.ร.ป.กกต.ฉบับใหม่ใช้บังคับ ต้องสรรหา “ประธาน กกต. และ กกต.ชุดใหม่มาทำหน้าที่ จากเดิมตามร่าง ของ กรธ. กำหนดไว้ 30 วัน ทั้งนี้ในช่วง 60 วันนั้น แบ่งให้เป็นช่วงหาบุคคลให้มาเป็นกรรมการสรรหา ภายใน 30 วัน จากเดิมกำหนดไว้ 15 วัน สำหรับการลงคะแนนเลือกมีบทยกเว้นให้ใช้ “เสียงข้างมาก” ของกรรมการคัดเลือกกรรมการสรรหา แทนเสียง 2 ใน 3 ที่บทบัญญัติหลักกหนดไว้

 

          ส่วนของคำปรารภนั้นกมธ.ฯ สนช. เติมส่วนคำปรารภของร่างกฎหมาย หลังจากที่ ร่าง พ.ร.ป.กกต. นั้นมีประเด็นที่จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลในรัฐธรรมนูญ ทั้งสิ้น 9 มาตรา ครอบคลุมการห้ามจำกัดสิทธิหลายด้าน อาทิ สิทธิที่ไม่ถูกจับกุม, คุมขัง, ควบคุมตัว, การค้นต้น, สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว, เสรีภาพในเคหสถาน, การแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา, สิทธิในการติดต่อสื่อสาร, การห้ามเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมถึงสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน

 

          พร้อมชี้แจงไว้ในตัวร่างกฎหมายถึงความจำเป็นต่อการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ ว่า เพื่อให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งแง่การตรวจสอบ การควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม ซึ่งจะเกี่ยวพันธ์กับอำนาจ กกต. ต่อการตรวจสอบบัญชีของพรรคการเมือง, การทำธุรกรรมของพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค หรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงออกคำสั่งให้ยุติการทำธุรกรรมการเงิน การใช้อิทธิพล ทรัพย์สินที่เป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครชั่วคราว ไม่เกิน 60 วัน

 

          อย่างไรก็ดีในการพิจารณาของสนช. ต่อร่าง พ.ร.ป.กกต. วาระสอง ว่าด้วยการชี้แจงรายละเอียดที่ กมธ.ฯ พิจารณาปรับปรุงแก้ไข ต่อที่ประชุมสนช. และให้ที่ประชุมร่วมพิจารณา นั้น ยังมีสนช. ที่สงวนคำแปรญัตติไว้พอสมควร โดยเฉพาะมาตราว่าด้วยวาระดำรงตำแหน่งของ กกต.ชุดปัจจุบันหลังมีกฎหมายใหม่ ที่มีผู้สงวนคำแปรญัตติไว้ทั้งสิ้น 14 คน เพราะเห็นว่าควรให้สิทธิ กกต. ชุดปัจจุบันอยู่จนครบวาระ

  

          ซึ่งความเป็นไปได้ต่อการลงคะแนนของ สนช. วาระสาม ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบหรือไม่นั้น เชื่อว่า “สนช.” จะลงมติเห็นชอบเป็นเสียงข้างมากเพราะสาระหลักของร่างกฎหมายประกอบนั้น ผ่านการยอมรับจากเสียง กมธ. ส่วนใหญ่ แม้จะมีประเด็นว่าด้วยการอยู่ปฏิบัติหน้าที่ ของ “กกต.ปัจจุบัน” ก็ตาม

  

          โดยกระบวนการหลังจากที่ สนช. เห็นชอบแล้ว คือ ต้องส่ง ร่าง พ.ร.ป.กกต. ให้ศาลรัฐธรรมนูญ, กกต. และ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่า สาระนั้นตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยให้เวลาพิจารณา 15 วัน

 

          กรณีที่มีข้อความที่แย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จะเข้าสู่กระบวนการตั้ง “กมธ.ร่วม” ระหว่าง กกต., ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, สนช. และกรธ.จำนวน 11 คนเพื่อพิจารณา แต่ในชั้นนี้เชื่อว่ากระบวนการจะไม่นำไปสู่จุดนั้น เพราะฟังจากเสียง “สนช. และ กรธ.” ต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะวาระดำรงตำแหน่งของ กกต.

 

          แต่หาก “กกต.” ฐานะองค์กรที่มีสิทธิพิจารณาร่าง พ.ร.ป. กกต.จะโต้แย้ง อาจจะฟังไม่ขึ้น เพราะมุมที่โต้นั้นเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ส่วนตัว ว่าด้วย “การดำรงตำแหน่งต่อไป” ซึ่งหากประเด็นนี้ “กกต.” เองโต้แย้งขึ้นมา อาจเป็นจุดเร่งที่ทำให้ ความเชื่อถือของ กกต. ลดระดับไปได้เร็วยิ่งขึ้นในสายตาของสังคม ภายใต้มุมมองที่ว่า ทำไปเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

---------