คอลัมนิสต์

อีก 2 ปี 4 เดือน เดินหน้าแก้กฎหมายเลิก "ประหารชีวิต"

อีก 2 ปี 4 เดือน เดินหน้าแก้กฎหมายเลิก "ประหารชีวิต"

06 มิ.ย. 2560

แม้จะมีผู้ต้องหาหลายคนถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่เอาเข้าจริงประเทศไทยไม่ได้ประหารใครมาแล้วกว่า 7 ปี 9 เดือน อีกไม่นานก็จะครบ 10 ปี

        แม้เมื่อเกิดคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ จนเกิดเสียงเรียกร้องให้ประหารชีวิต แต่เอาเข้าจริงแล้ว ไทยไม่ได้มีการประหารชีวิต “จริง” มากว่า 7 ปี 9 เดือนแล้ว ที่ผ่านมามีเพียงคำตัดสินประหารชีวิตจากศาลยุติธรรมเท่านั้น แต่ทั้งหมดก็มีกระบวนการเรียกร้องไม่ว่าจะเป็นการถวายฎีกา หรือการขอรื้อฟื้นคดี

 

        ซึ่งหาก ไม่มีการประหารชีวิต ครบ 10 ปี ในทางปฏิบัติจะถือว่าเป็นประเทศที่ “ยกเลิกโทษประหารชีวิต”

 

        อย่างไรก็ตาม “ธวัชชัย ไทยเขียว” ได้ระบุเอาไว้ว่าหากในทางปฏิบัติมีการยกเลิกโทษประหารแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมาย เพื่อ “ยกเลิก” โทษประหารในกฎหมายอาญาต่อไป

 

        “ธวัชชัย” อธิบายกับ “คมชัดลึกออนไลน์” ว่า ประเทศไทยได้ลงนามร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่ได้ขอสงวนท่าทีต่อประเด็นการยกเลิกโทษประหารชีวิตไว้

        ซึ่งตามสาระสำคัญ หากในระยะ 10 ปี ไม่มีการลงโทษประหารชีวิต ผลที่จะเกิดขึ้นคือ ประเทศไทยต้องแก้ไขกฎหมายที่ว่าด้วยการลงโทษประหารชีวิตทุกฉบับ รวมถึงกฎหมายที่มีความละเอียดอ่อน และกฎหมายที่ระบุโทษคนกระทำผิดด้วยการประหารชีวิตสถานเดียว เช่น กรณีที่เกียวกับความมั่นคง, การลอบปลงพระชนม์ พระบรมวงศานุวงศ์ เป็นต้น

 

        โดยเริ่มจาก การแก้ไขมาตรา 18 ในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วย บทกำหนดโทษสำหรับผู้กระทำความผิดในฐานของประหารชีวิต ด้วยการตัดโทษ “ประหารชีวิต” ออกจากโทษทางอาญา

 

        ซึ่งปัจจุบันโทษทางอาญาจะประกอบด้วย (1) ประหารชีวิต(2) จำคุก (3) กักขัง (4) ปรับ (5) ริบทรัพย์สิน

 

        แต่กระบวนการที่จะนำไปสู่เงื่อนไขดังกล่าว ส่วนสำคัญ คือในระยะ 10 ปี ซึ่งจะครบเวลาในอีก 2 ปี 4 เดือนข้างหน้า ประเทศไทยต้องไม่มี ผู้ได้รับการลงโทษด้วยการประหารชีวิตเลย แม้ขณะนี้จะมีผู้ต้องโทษที่รอคำพิพากษาสูงสุด อยู่ถึง 447 คนก็ตาม

 

        อย่างไรก็ตามหากในปี 2 ปี 4 เดือน ข้างหน้า มีการประหารชีวิตจริง ก็ไม่ทราบว่าจะมีผลกระทบอะไรในทางสังคมโลกหรือไม่ เพราะเป็นการที่ไม่ได้ทำตามหลักสากลที่เป็นภาคี

 

        ซึ่งกรณีที่ไทยจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาสากลนั้นหลักการสำคัญต้องพิจารณาความเหมาะสมในสถานการณ์ในประเทศด้วย

 

        อย่างไรก็ดี ขณะนี้ กระทรวงการยุติธรรม เริ่มขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว โดยประเด็นสำคัญ คือ เตรียมการแก้ไขพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 13 โดยให้เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่กำหนดว่าหากจะแก้ไขหรือบัญญัติกฎหมายใด ต้องรับฟังความเห็นของประชาชน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึคงวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกฎฆมายอย่างรอบด้าน ดังนั้นหากจะเข้าสู่การแก้ไขหรือยกเลิกโทษประหารชีวิต อย่างน้อยต้องเปิดเวทีเพื่อรับฟังความเห็นด้วย

 

        ซึ่งที่ผ่านมา ความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต เคยกระทำมาแล้ว เมื่อปี 2552 โดยความเห็นที่ได้มีทั้งการยกเลิกประหารชีวิตและใช้การลงโทษด้วยจำคุกตลอดชีวิตแทน และไม่ควรยกเลิกโทษประหารชีวิต ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดในเวทีต่างๆ ทางกระทรวงยุติธรรม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำมาพิจารณาประกอบเพื่อให้ได้ความคิดเห็นที่รอบด้านที่สุด

        สำหรับกระแสสังคมที่ช่วงหลังมองว่า ผู้ที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ หรือ คนที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย ควรได้รับการพิพากษาด้วยการประหารชีวิต โดยไม่มีข้อยกเว้นนั้น เป็นประเด็นที่ “หน่วยงานกระทรวงยุติธรรม” ต้องทำความเข้าใจกับสังคมด้วยว่า เราจะใช้วิธีแก้แค้น ด้วยการให้เขาตายตกไปตามกัน หรือ เน้นการพัฒนาส่งเสริมและให้อภัย

 

        “ที่ผ่านมามีนักโทษที่ต้องคำพิพากษาให้ถูกจองจำสามารถพัฒนาตนเอง จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอก หรือได้เปรียฯธรรม 9 ประโยค ซึ่งเขาพร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตในสังคม และที่ผ่านมามีผู้เคยต้องขังที่กลับออกไปใช้ชีวิตสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ นั่นก็คือ การให้โอกาสกับผู้ที่ก้าวพลาด ซึ่งผมเชื่อว่าหากสังคมได้เห็นด้านที่ดีของผู้ที่เคยต้องขังจะทำให้เกิดความเข้าใจมุมใหม่ได้”

 

        และที่สำคัญ ประเด็นที่ผู้ที่ขังคุกนั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานะยากจน ที่ไม่มีศักยภาพที่จะจ้างทนายดีๆ และเก่งๆ เพื่อต่อสู้คดีได้ อีกทั้งจากประเด็นที่มีบทลงโทษสูงสุดไว้นั้น ที่ผ่านมาพบว่าเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดอาชญากรรมที่รุนแรงมากกว่าเดิม เช่น คนที่ข่มขืนหญิงสาว แล้วกลัวความผิดเพราะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจะแจ้งความจับกุม จึงต้องลงมือฆ่าเหยื่อสาวรายนั้น นี่ถือว่าเป็นการทำให้อาชญากรรมมีความรุนแรงถึงขีดสุด

 

        กับแนวทางการพัฒนา ส่งเสริม บุคคลที่กระทรวงยุติธรรมต้องคิดและพัฒนาไปควบคู่กับการตอบสนองสนธิสัญญาสากล ที่กำหนดให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้น ส่วนหนึ่งต้องทำกันอย่างเป็นระบบ ทั้งครอบครัว สังคม และ สิ่งแวดล้อม เพราะเชื่อว่าคนทีเกิดมาจากท้องแม่ คงไม่มีใครตั้งใจอยากจะเป็นอาชญากรมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำ เขาอาจไม่มีทางเลือก ดังนั้นประเด็นสำคัญที่สังคมต้องทบทวนคือ การให้โอกาสบุคคลที่ก้าวพลาดด้วย และการนำเสนอข้อมูลต้องพยายามนำเสนอสิ่งเป็นด้านบวก อย่างกรณีข่าวล่าสุด “เปรี้ยว มือหั่นศพ” ที่มีการนำเสนออย่างมาก ทั้งที่คนกระทำผิดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกรณีที่คนที่ก้าวพลาด แต่เมื่อพ้นโทษแล้ว เขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตที่ประสบความสำเร็จและเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตนเองได้

-----

ขนิษฐา เทพจร