คอลัมนิสต์

ไปป์บอมบ์ “ชุด 2” โผล่ซ้ำ ตอกย้ำท้าทายอำนาจ คสช.!

ไปป์บอมบ์ “ชุด 2” โผล่ซ้ำ ตอกย้ำท้าทายอำนาจ คสช.!

01 มิ.ย. 2560

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจึงฟันธงว่า เป็นความจงใจของผู้ก่อเหตุเพื่อ “ท้าทายอำนาจ คสช.” โดยมีเป้าประสงค์ทางการเมืองค่อนข้างชัดเจน

     คนกรุงยังคงต้องลุ้นต่อเนื่อง เพราะคดีระเบิดถึงในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าผ่านมาร่วม 10 วันแล้วแต่ยังคลี่คลายไม่ได้ ล่าสุดยังพบระเบิดแสวงเครื่องแบบ“ไปป์บอมบ์” ซ้ำอีก

     แม้ “ไปป์บอมบ์” ลูกนี้จะมีสภาพเก่า แต่ก็ต่อสายชนวนพร้อมใช้ และจุดที่พบก็เป็นย่านถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นถนนสายเศรษฐกิจ มีที่ทำการตลาดหลักทรัพย์ มีอาคารสำนักงานของค่ายเพลงชื่อดัง และยังไม่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน(สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย)อีกด้วย ย่อมสร้างความตื่นตระหนกได้ไม่น้อย

     ขณะที่อีกจุดหนึ่ง ใกล้ห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านถนนพระราม 2 ก็พบวัตถุต้องสงสัยจนต้องปิดถนนตรวจสอบ แต่สุดท้ายเป็นแค่กล่องเปล่า

     มุมวิเคราะห์เรื่อง “ไปป์บอมบ์” ลูกล่าสุดยังมีหลายฉากทัศน์ (scenario) ฝ่ายนครบาลนำทีม โดย พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร เจ้าของรหัส น.1 บอกว่าเป็นระเบิดที่มีผู้นำไปทิ้งไว้นานแล้ว ฉะนั้นประชาชนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก

ไปป์บอมบ์ “ชุด 2” โผล่ซ้ำ ตอกย้ำท้าทายอำนาจ คสช.!

     แต่ข้อมูลของ ผบช.น.ต้องกรองก่อนว่าเป็นการ “สับขาหลอก” อีกหรือไม่ เพราะระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ เมื่อค่ำวันที่ 15 พฤษภาคม ก็เคยออกมา “สับขาหลอก” ว่าเป็นแค่ท่อแตกเพราะลมพัด ไม่ใช่ระเบิดจริงมาแล้ว

     ข้อมูลล่าสุดจากเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ระบุว่า ไปป์บอมบ์ที่พบ ใช้ดินเทาน้ำหนักกว่า 200 กรัมเป็นดินระเบิด มีสายชนวนจุดระเบิด วิธีประกอบเหมือนประทัดยักษ์มากกว่า เพียงแต่ใส่ในท่อเหล็ก คาดว่าคนประกอบไม่ใช่มืออาชีพ

     เมื่อ “ท่อ” หรือ “ไปป์” ที่ใช้ห่อหุ้มดินระเบิดเป็น “ท่อเหล็ก” จึงไม่ตรงกับรูปแบบของระเบิดแสวงเครื่องไปป์บอมบ์ 3 ลูกที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ ได้แก่ เหตุระเบิดหน้าอาคารกองสลากเก่า ริมถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 5 เมษายน เหตุระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ ใกล้ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม และเหตุระเบิดที่ห้องวงษ์สุวรรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวาระ 3 ปีการยึดอำนาจของ คสช.พอดิบพอดี

     ระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายใช้ก่อเหตุทั้ง 3 ครั้ง เป็นไปป์บอมบ์ก็จริง แต่เป็น “ท่อพีวีซี” ไม่ใช่ “ท่อเหล็ก”

     ข้อมูลจากหน่วยข่าวตำรวจและทหารตรงกันว่า ไปป์บอมบ์ลูกล่าสุดมีรูปแบบและวิธีการประกอบแตกต่างจาก 3 ลูกแรกอย่างชัดเจน ชั้นเชิงการประกอบเป็นระดับ “ธรรมดา” ต่างจาก 3 ลูกแรกที่เป็นมืออาชีพ ฉะนั้นในชั้นนี้จึงสรุปว่ามือประกอบระเบิดเป็นคนละคนกัน

     วิเคราะห์จากจุดที่พบระเบิด เหมือนนำไปทิ้งมากกว่านำไปวาง เพราะบริเวณนั้นมีลักษณะคล้ายเป็นที่ทิ้งขยะ และเป็นป่ารก ข้อมูลจากฝ่ายทหารเชื่อว่าคนร้ายนำระเบิดเก่าที่หัดประกอบไปโยนทิ้ง

     แต่สมมุติฐานนี้ยังถูกแย้งจากหน่วยงานความมั่นคงบางหน่วยที่ให้น้ำหนักการเป็น “ระเบิดพร้อมใช้งาน” จึงเป็นไปได้ที่อาจนำไปซุกซ่อนไว้เพื่อหยิบฉวยใช้ตอนปลอดคน หรือเมื่อโอกาสเอื้ออำนวย

     หากสมมุติฐานนี้เป็นจริง ก็วิเคราะห์ต่อได้ 2 ฉากทัศน์ คือ

    1.กลุ่มผู้ก่อเหตุ หรือผู้บงการ ต้องการสร้างความปั่นป่วนให้มากขึ้น ด้วยการสั่งให้มือระเบิดที่ฝ่ายการเมืองเคยใช้ในช่วงวิกฤติการเมืองก่อนหน้านี้ นำระเบิดออกมาใช้เพื่อเพิ่มการก่อกวน เพราะรูปแบบของไปป์บอมบ์ท่อเหล็กที่พบ คล้ายคลึงกับไปป์บอมบ์ที่เจ้าหน้าที่เคยยึดได้ในท้องที่ สน.มีนบุรี เมื่อปี 2557 ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. และใกล้เคียงกับไปป์บอมบ์บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม หน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเชื่อว่าเป็น “ระเบิดการเมือง” ดิสเครดิต คสช.

     2.ไปป์บอมบ์ที่พบล่าสุดมีลักษณะเหมือนไม่จงใจวางเพื่อให้เกิดระเบิด อาจทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องแบ่งกำลังในการสืบสวน รวมทั้งขยายพื้นที่เฝ้าระวังป้องกันสถานการณ์มากขึ้น จนอาจทำให้การคลี่คลายคดีระเบิด 3 คดีแรกอาจต้องล่าช้าออกไป หรือพบอุปสรรค

     จากข้อมูลที่รวบรวมได้ขณะนี้ ไม่ว่าจะวิเคราะห์ให้น้ำหนักประเด็นที่ 1 หรือ 2 มากกว่ากัน เป้าประสงค์สุดท้ายย่อมหนีไม่พ้นการยกระดับการท้าทายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะหลังเกิดระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม รัฐบาลได้สั่งให้เพิ่มการระวังป้องกันอย่างเต็มที่แล้ว แต่กลุ่มที่กระทำการก็ยังกล้าก่อเหตุซ้ำอีก ส่อแสดงว่าผู้ก่อเหตุน่าจะมีวิธีการป้องกันตนเอง หรือ “คัทเอาท์” จนมั่นใจว่าถึงอย่างไรก็ไม่ถูกจับ หรือหากจับคนในเครือข่ายได้ ก็จะสาวไม่ถึงผู้สั่งการ

     งานนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจึงฟันธงว่า เป็นความจงใจของผู้ก่อเหตุเพื่อ “ท้าทายอำนาจ คสช.” โดยมีเป้าประสงค์ทางการเมืองค่อนข้างชัดเจน เพราะงานการรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นภารกิจเดียวที่ คสช.ได้รับความชื่นชอบจากประชาชน ผ่านการสำรวจโพลล์ทุกครั้ง ฉะนั้นในช่วงปีสุดท้ายของโรดแม็พคืนความสุขฯ จึงมีความเป็นไปได้ที่ต้องเตะตัดขา คสช. ไม่ให้มีความชอบธรรมในการหวนกลับมาสืบทอดอำนาจอีก

     ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มความตื่นกลัวและวิตกกังวลในหมู่ประชาชนในยุคที่โซเชียลมีเดียเฟื่องฟู เพราะการส่งต่อข้อมูลกันของสื่อสังคมออนไลน์ ย่อมเป็นการเพิ่มอานุภาพของระเบิดลูกเล็กๆ ให้ใหญ่กว่าความเป็นจริง (ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้)

     และจากไปป์บอมบ์ท่อเหล็กลูกล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า มือประกอบระเบิดน่าจะมีหลายคน เพราะแต่ละคนจะมีความถนัดไม่เหมือนกัน แต่ผู้บงการเลือกปล่อยระเบิดทีละลูก เพื่อสร้างความปั่นป่วน และสร้างความสับสนไปเรื่อยๆ

     นี่คือชั้นเชิงและกลยุทธ์ของกลุ่มคนร้ายที่ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา” และกำลังท้าทาย คสช.ตรงๆ ว่า จะจัดการกับพวกเขาได้จริงดังปากว่า...หรือไม่