คอลัมนิสต์

ย้อนรอย  7 ปี สู้ 'คดีแพะซ้อนแพะ'

ย้อนรอย  7 ปี สู้ 'คดีแพะซ้อนแพะ'

31 พ.ค. 2560

7 ปี ที่ 'วรวิทย์ สินทองน้อย 'ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำในคดีฆ่าและคดียาฯ แต่เขาก็ไม่ยอมย่อท้อที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับตนเอง จนได้รับอิสรภาพในที่สุด

 

           ย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ..เมื่อ ต.ค. 2553 วรวิทย์หรือวา สินทองน้อยกับพวก ถูกตำรวจจับกุมและกล่าวหาว่า ร่วมกันฆ่าคนตาย เหตุเพราะเขาอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ขับรถตามผู้ตายมา 

          ต่อมาศาลชั้นต้น พิพากษาประหารชีวิต ‘วรวิทย์'กับพวก แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือ จำคุกตลอดชีวิต

          ต่อมาศาลอุทธรณ์   ก็ยังพิพากษาว่า ‘วรวิทย์’ กับพวกกระทำผิด แต่ลดโทษเหลือจำคุก 12 ปี 8 เดือน

           อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองศาล จะพิพากษาว่า ‘วรวิทย์’ กับพวก เป็นผู้กระทำผิด แต่ญาติของเขาและญาติของเพื่อนที่ต้องคดีนี้ด้วยกันก็ยังเชื่อว่า พวกเขาบริสุทธิ์ จึงร้องเรียนมายัง พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ว่า ‘วรวิทย์’กับพวก เป็น ‘แพะ’ 

            หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรม  ดีเอสไอได้ใช้เครื่องจับเท็จ จับคำให้การจำเลยทุกคน ผลปรากฏว่าผ่าน คือ ไม่ได้เป็นคนร้ายในคดีนี้ จากนั้น พ.ต.อ. ดุษฎี  ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ลงพื้นที่สอบสวนหาข้อเท็จจริงและประสานงานภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรีบางมด ทดสอบหาวิถีกระสุนและคราบเขม่าดินปืน จนได้ผลการพิสูจน์ว่า รูรอยกระสุนที่เกิดจากศพผู้ตาย ไม่สัมพันธ์กับคำให้การของผู้เสียหายที่อ้างว่าคนร้ายขับติดตามมาในระยะประมาณ10เมตร แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย

             หลักฐานชิ้นสำคัญ ก็คือ เสื้อของผู้ตายที่รอยกระสุนทำให้เสื้อฉีกขาดในลักษณะกากบาท ทำให้สามารถใช้วิธีพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบได้ เพราะระยะการยิง จะส่งผลให้เกิดรอยแตกที่เสื้อต่างกัน

            คดีนี้พยานโจทก์  ระบุว่า ขณะขับรถจักรยานยนต์หนี ก็ได้ยินเสียงปืนไล่หลัง จากนั้นเพื่อนที่ซ้อนก็เสียชีวิต ขณะที่ฝ่ายจำเลยยืนยันว่าพวกเขา ไม่มีใครมีปืน เสียงปืนดังมาจากรถผู้ตาย น่าจะเกิดปืนลั่นจากพวกที่ซ้อนมาด้วยกันเอง

           ดังนั้น การพิสูจน์ว่า กระสุนมรณะ มาจากตรงไหน ต้องหาระยะการยิงว่า ใกล้ หรือ ไกล ซึ่ง รอยฉีกขาดของเสื้อ จะเป็นคำตอบสุดท้าย

          ในที่สุดทีมสอบสวนหาข้อเท็จจริงก็พบข้อมูลสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายเพราะระยะการยิงที่จะทำให้ เสื้อมีรอยขาดเหมือนเสื้อผู้ตาย คนร้ายต้องอยู่ใกล้ไม่เกิน 1 ไม้บรรทัดครึ่ง แต่พยานให้การว่าจำเลยขับรถห่างประมาณ 10 เมตร   ต่อมาพฤษภาคม 2558 ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 4 คน

          สำหรับรายละเอียดคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยกฟ้องนายวรวิทย์กับพวก รวม 4 คน  ตอนหนึ่งมีดังนี้.... 

          'ข้อเท็จจริงฟังเป็นข้อยุติว่า  เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2553 เวลากลางคืนขณะที่นายสมโภชน์.คำทอง .นายอานนท์ คำทองผู้เสียหายและนายไมตรี โครตคำ ผู้ตายนั่งรถจักรยานยนต์มาคันเดียวกันมุ่งหน้าไปยังวัดโคกเถื่อนช้าง ผู้ตายถูกยิงข้างหลัง1นัดระยะไม่เกิน18นิ้วแล้วลูกกระสุนทะลุออกด้านหน้าถูกผู้เสียหายทางด้านหลังเป็นเหตุให้นายไมตรีถึงแก่ความตายและนายอานนท์บาดเจ็บ

          ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย คือ จำเลยทั้ง4เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายหรือไม่ 

          โดยจำเลยทั้ง4ฎีกา ว่า คำเบิกความของนายสมโภชน์ พยานโจทก์มีพิรุธน่าสงสัยว่า ในขณะเกิดเหตุผู้ตายเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายนั่งคร่อมด้านหน้าและนายสมโภชน์นั่งซ้อนท้ายโดยพบกับพวกจำเลยเป็นครั้งแรก นายสมโภชน์นำอาวุธปืนมาข่มขู่เล็งไปทางพวกจำเลย ซึ่งนายสมโภชน์ เบิกความว่า เป็นปืนเด็กเล่นแต่ไม่ได้นำปืนดังกล่าวมาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน ผู้ตายถูกยิงระยะ18นิ้วและมีเขม่าดินปืนที่เสื้อผู้ตายแสดงว่าถูกยิงในระยะใกล้ แต่กลุ่มของจำเลยขับรถตามกลุ่มของผู้ตายห่างกันในระยะหลายเมตร

           ศาลฎีกา เห็นว่า โจทก์มีนายสมโภชน์เป็นพยาน เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานเป็นผู้ขับรถมีผู้เสียหายนั่งซ้อนตรงกลาง ผู้ตายนั่งซ้อนท้ายเมื่อพบกับพวกจำเลยซึ่งขับรถมา3คันจึงกลับรถไปทางบ้านโคกเถื่อนด้วยความเร็วประมาณ50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยกลุ่มของจำเลยขับตามมาติดๆ หลังจากขับมาได้ประมาณ100เมตรได้ยินเสียงปืน1นัด จึงเร่งเครื่องให้เร็วขึ้นและขับรถเข้าไปในวัดโคกเถื่อนช้างขณะได้ยินเสียงปืนรถของพวกจำเลยอยู่ห่างจากรถของพยานประมาณ 10 เมตร แต่พยานปากนี้ให้การในชั้นสอบสวนวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุว่ารถของคนร้ายพุ่งเข้าหารถของพยานในระยะประชิด2-3เมตรแล้วได้ยินเสียงปืนจากรถด้านหลัง1นัด

            ขณะที่ผู้เสียหายที่นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์คันเดียวกับนายสมโภชน์ พยาน เบิกความว่า หลังนายสมโภชน์ขับรถออกมาประมาณ100เมตรจึงได้ยินเสียงปืนแต่ไม่ได้หันกลับไปมองและผู้เสียหายได้เบิกความตอบทนายจำเลยว่าขณะที่รถจักรยานยนต์อยู่ห่างจากรถของพวกจำเลยประมาณ10เมตร ได้ยินเสียงปืน1นัดแต่ยังไม่รู้สึกว่าถูกยิง.ขณะที่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การว่าขณะเกิดเหตุอยู่ห่างจากพวกจำเลย5-6เมตร 

           ศาลเห็นว่า คำเบิกความและคำให้การของพยานทั้ง2ปากนี้ จึงแตกต่างกันในสาระสำคัญว่า ขณะเกิดเหตุรถของผู้ตายอยู่ห่างจากรถของจำเลยในระยะทางเท่าใด ทั้งยังขัดแย้งกับรายงานการชันสูตรพลิกศพที่ระบุว่าผู้ตายถูกยิงในลักษณะจ่อยิงระยะ18นิ้ว อีกทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนระยะทางไม่มีแสงไฟอื่น ขณะที่นายสมโภชน์ ขับรถหนีคนร้ายที่ไล่ยิงย่อมจะขับด้วยความรวดเร็วไม่อาจมองเห็นผู้ที่ขับขี่รถที่ไล่ตามได้อย่างชัดเจน  นอกจากนี้ยังพบคำให้การที่ไม่ตรงกันในชั้นเบิกความและชั้นสอบสวนอีกหลายจุดทั้งที่เป็นสาระสำคัญโดยผู้เสียหายเข้าให้การในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุได้เพียง3วัน

          คดีนี้ ร.ต.อ.นิกุล หนูสิน เบิกความว่า หลังออกหมายจับ  จำเลยได้เข้ามอบตัวแต่ไม่สามารถยึดอาวุธปืนของกลางได้ จำเลยทั้ง4ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด 

          กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้ง4เป็นคนร้ายที่ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

         แต่สำหรับ ‘วรวิทย์’เคราะห์ร้าย ยังไม่จบสิ้น  เพราะในวันที่เขาจะได้รับการปล่อยตัวจากคดีฆ่า กลับถูกตำรวจอายัดตัวทันทีในคดียาเสพติด ทำให้เขาต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำต่อ โดยกล่าวหาว่า เขาใช้โทรศัพท์มือถือภายในเรือนจำโทรออกไปสั่งยาเสพติด 

         สำหรับคดีนี้ ทางกระทรวงยุติธรรม ได้ลงพื้นที่หาพยานหลักฐานเพิ่มเติม จนพิสูจน์ได้ว่า นายวรวิทย์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งยาเสพติดภายนอกเรือนจำ  เนื่องจากการสั่งซื้อยาเสพติดเกิดขึ้นในปี 2554  ซึ่งขณะนั้นนายวรวิทย์ อยู่ในเรือนจำ ตั้งแต่ปี 2553 และยังพบว่าผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดอุบลราชธานีที่นายวรวิทย์ถูกควบคุมตัวอยู่  มีชื่อว่า ‘วรวิทย์’ ซ้ำกันถึง 6 ราย ซึ่งรายที่ 1 ถึง 5 เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติดทั้งหมด ส่วน นายวรวิทย์ สินทองน้อย เป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่น กระทรวงยุติธรรมจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเหล่านี้สู้ในชั้นศาล จนกระทั่ง25 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเดชอุดม ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง นายวรวิทย์ สินทองน้อย ทำให้เขาได้รับอิสรภาพออกมาสู่โลกภายนอกพบกับคนรักและบรรดาญาติมิตรอีกครั้ง

         ส่วนทางด้านตำรวจ พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยืนยันว่า เรื่องที่มีข่าวว่านายวรวิทย์ ถูกดำเนินคดีเพราะขัดแย้งกับพนักงานสอบสวนนั้นไม่เป็นความจริง เพราะตำรวจไม่เคยขัดแย้งกับผู้บริสุทธิ์ แต่ขัดแย้งกับผู้ก่อเหตุเท่านั้น และเมื่อมีการสอบถามเจ้าของคดีและตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พบว่า ตำรวจนั้นพบว่ามีการลักลอบค้ายาเสพติดที่เรือนจำ จ.อุบลราชธานี และพบว่า นายวรวิทย์ เป็นผู้ต้องหา จึงขออายัดตัวไว้ ดังนั้นไม่มีการกลั่นแกล้งผู้ต้องหาแน่นอน ทำตามหลักฐานที่มีอยู่ สรุปสำนวนส่งอัยการและอัยการสั่งฟ้อง จนมีการพิสูจน์ในชั้นศาลว่า นายวรวิทย์บริสุทธิ์

          ส่วนกรณีทำสำนวนหละหลวม เพราะผู้ต้องหามีคนชื่อวรวิทย์ซ้ำกันหลายคนนั้น  รองโฆษก สตช. บอกว่า  เรื่องนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่ถ้าพบความบกพร่องในหน้าที่ ก็ต้องถูกดำเนินการทางวินัยและอาญาตามขั้นตอน

          สำหรับกรณีที่ศาลฎีกา ยกฟ้อง นายวรวิทย์ กับพวก ในคดีฆ่า นั้น คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนฯ  ของกระทรวงยุติธรรม ได้มีมติไปเมื่อ 15 ม.ค.2560 ว่านายวรวิทย์ ไม่มีสิทธิ์ ได้รับค่าเยียวยาเนื่องจากศาลฎีกายกฟ้อง เพราะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยกับพวกโดยไม่ได้พิพากษาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด  ส่วนคดียาเสพติดนั้น นายวรวิทย์ เข้าข่ายได้รับเงินเยียวยา เพราะศาลไม่เชื่อพยานหลักฐานของโจทก์และพิพากษายกฟ้อง ซึ่งเท่ากับมีคำพิพากษาว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิด ส่วนจะได้รับเงินค่าเยียวยาหรือไม่ ต้องรอดูว่าอัยการจะอุทธรณ์คดีหรือไม่ก่อน ซึ่งอัยการมีระยะเวลาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่ศาลจังหวัดเดชอุดมซึ่งเป็นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา 

            อย่างไรก็ตามกรณีของนายวรวิทย์  ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ให้เห็นว่า ‘แพะ’ ในกระบวนการยุติธรรมไทยมีอยู่จริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่อง และไม่รู้ว่าต้องรออีกนานเท่าไหร่ ปัญหาผู้บริสุทธิ์ ต้องถูกลงโทษฟรี จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและหมดสิ้นไปเสียที