
Seoullo 7017 เลือกจะ "เดิน" มากกว่าเลือกจะ "ทุบ"
ถอดบทเรียน จัดการเมือง Seoullo 7017 เลือกจะเดินมากกว่าเลือกจะทุบ เมื่อเกาหลีใต้ เลือกที่จะพัฒนาถนนที่ใช้ไม่ได้ ให้เป็นทางเดินหย่อนใจยกระดับชีวิตคนเมือง
หากพูดถึงการจัดการเมืองหลวง หลายคนยกนิ้วให้ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพราะมีการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะความพยายามอนุรักษ์ และพยายามพลิกจุดอ่อนของเมืองให้กลายมาเป็นแลนด์มาร์คสำคัญ ที่มีประโยชน์ทั้งต่อประชากรในเมืองเอง หรือมีประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว
หากพูดถึงผลงานชิ้นเอกหลายคนมักนึกถึงคลอง “ช็องกเยช็อน” อดีตคลองกลางกรุงที่ถูกความเจริญเข้าคุกคาม ทำให้กลายเป็นคลองอัปลักษณ์ที่อยู่กลางเมืองทั้งเน่าเสียและตื้นเขิน แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ของคนเกาหลีใต้ พวกเขาพลิกฟื้นคลองทั้งระบบการจัดการน้ำเสีย รวมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ ใช้เวลาเพียงสามปี จากแผลเป็นอันน่าเกลียดกลายเป็นแลนด์มาร์คอันงดงาม จนใครที่ไปเยือนกรุงโซลก็ต้องไปเยี่ยมชม ทั้งในแง่ความสวยงาม และความพยายาม
แน่นอนว่าที่บริหาร “กรุงเทพมหานคร” ของเราาก็ได้ไปเที่ยวชม และได้ดูงานมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ด้วยความมุ้งหวังจะทำให้คลองกลาง กทม. หลายๆคลองกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว แม้จะยังทำไม่สำเร็จ แต่หลายๆโครงการก็เริ่มไปแล้ว
และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ “กรุงโซล” แสดงให้เห็นศักยภาพของการพลิกฟื้น โดยทีมงาม “คมชัดลึก” ได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมชมโครงการ “Seoullo 7017” โครงการที่ทำให้ถนนกลายเป็นสวนสาธารณะ เป็นทางเดินเที่ยว ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ทางการสั่งให้ยกเลิกใช้ถนนเส้นนี้เนื่องจากความปลอดภัย
ทันทีที่ถึง “กรุงโซล” ไกด์เล่าให้เราฟังถึงความสำคัญของถนนเส้นนี้ เธอเล่าว่า สถานีรถไฟกรุงโซล หรือที่เรียกว่า Seoul Station นี้มีความสำคัญ เหมือนเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทาง ออกจากสถานีรถไฟ มีรางทอดยาวไปทางเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไปยังเกาหลีเหนือที่ห่างออกไปไม่ถึง 100 กิโลเมตร อีกทางไปทางใต้ที่สามารถไปยัง “ปูซาน” และ เกาะ “เจจู”
ซึ่งสถานีรถไฟแห่งนี้สร้างโดย “ญี่ปุ่น” ซึ่งยึดครองเกาหลีในสมัยก่อนสงครามโลก และเปิดใช้บริการในปี 1925 ต่อมาบริเวณสถานีก็พัฒนาและเจริญขึ้นเรื่อยๆ และในปี 1970 ก็มีการสร้าง “ทางยกระดับ” เพื่อข้ามสถานีรถไฟแก้ปัญหาการจราจร
ไกด์ของเราเล่าว่า เธอเป็นคนต่างจังหวัด และทุกครั้งที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้และเห็นถนนเส้นนี้ก็เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของความเจริญ ทำให้เราเห็นว่าถนนเส้นนี้มีประวัติศาสตร์ไม่น้อย
หากนึกไม่ออก เราอาจเทียบได้กับทางข้ามต่างๆในไทย ไม่ว่าจะเป็น รัชโยธิน - ทางข้ามถนนศรีอยุธยา - สะพานเกษตร
อย่างไรก็ตามเมื่อปี 2009 ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองระบุว่าถนนเส้นนี้ไม่ปลอดภัย เนื่องจากอยู่ใกล้ชุมชนและมีความสูงเพียง 17 เมตร จึงห้ามรถบรรทุกขึ้นมาอย่างเด็ดขาด และสั่งเลิกใช้งาน จนกระทั่วปี 2012 วิศวกร ลงความเห็นว่าโครงสร้างดังกล่าวสามารถทนต่อการใช้งานได้ไม่เกิน 3 ปี และตัดสินใจที่จะทุบทิ้ง
และนั่นเองการสร้างตำนานได้เริ่มขึ้น
ครีเอทีฟ ของโครงการนี้ “จุน โอ” Joon Oh หรือที่หลายๆคนเรียกเป็น “จูโน่” ครีเอทีฟหนุ่มชื่อดังเห็นว่าไม่ควรที่จะทุบทางยกระดับนั้นทิ้ง เพราะนั่นคือประวัติศาสตร์ของเมือง เขาเล่าให้พวกเราฟังว่า เขาเป็นคนที่อยู่ในละแวกนั้นมาตลอดตั้งแต่เด็ก ทั้งเรียน ทั้งทำงาน ก็อยู่บริเวณสถานีรถไฟกรุงโซล แม้แต่ร้านอาหารที่เขาเปิดขึ้นก็อยู่ข้างๆนั้น จึงมีคววามผูกพันเป็นอย่างมาก และได้เริ่มรณรงค์ ว่าไม่ต้องการให้ทุบทิ้ง และให้ใช้ประโยชน์ในทางอื่น จนทางการเห็นด้วย
เขาเสนอว่า เมื่อใช้ประโยชน์เป็นถนนไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเดินไม่ได้ จะใช้การเป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่ได้ เพราะถนนก็ไม่ได้มีไว้ให้รถเพียงอย่างเดียว เขาจึงได้เริ่มออกแบบโครงการ โดยใช้สัญลักษณ์ของ “เท้า” เป็นสัญลักษณ์ของทางเดินแห่งนี้ ซึ่งจะมีเท้าของคนทุกเพศทุกวัย เพื่อสื่อถึงทุกคนสามารถเข้ามมีส่วนร่วม ในครั้งนี้ได้
ส่วนชื่อ Seoullo 7017 นั้น มีที่มาอย่างไร “จูโน่” เล่าว่า Seoul ก็คือ “ กรุงโซล” ส่วน Lo นั้นมาจากคำว่า “ro” ในภาษาเกาหลีที่แปลว่าถนน แต่ใช้ตัว L แทนเพื่อให้สะดวกต่อการออกเสียง ดังนั้นความหมายของคำว่า Seoullo จึงหมายถึง “ถนนของกรุงโซล” หรืออีกความหมายคือ “จุดหมายของกรุงโซล” นั่นเอง
ส่วนเลข 7017 ที่หลายคนสงสัยก็คือ จุดเริ่มต้นของสองสิ่ง โดย 70 คือ ปี 1970 ที่สร้างทางยกระดับแห่งนี้ ขณะที่ 17 คือปี 2017 ที่ถนนถูกเปลี่ยนแป็น “ทางเดิน”
มีเกร็ดเรื่องเล่าที่ “จูโน่” จิกกัด “กรุงโซล” คือ ตัว L กลับหัวในสัญญลักษณ์ ที่ดูเหมือนเท้าคนเดินนั้น เขาบอกว่าก็เป็นฟอนท์ที่ “กรุงโซล” ลงทุนสร้างขึ้นนานแล้ว แต่กลับไม่เคยใช้ ซึ่งก็เหมือนอย่างอื่นอีกหลายอย่างที่รัฐอุตส่าห์ทำแต่ไม่ได้ใช้
และรูปของสัญญลักษณ์ที่โค้งนั้นเขาบอกว่าเป็นสัญลักษณ์ของรอยยิ้ม
จากนั้นเราได้เดินสำรวจ “Seoullo 7017” ก็พบว่าเป็นถนนที่มีความยาว 1,024 เมตร หรือหนึ่งกิโลฯ กับอีกนิดหน่อย เป็นทางที่ข้ามถนนและสถานีรถไฟกรุงโซล ซึ่งเป็นเหมือน จตุรัสที่มีการทำกิจกรรม แน่นอนรวมถึงมีคนเร่ร่อน และการไฮด์ปาร์ค ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคนเกาหลีอยู่ ณ บริเวณนั้นด้วย
ทางขึ้นด้านหนึ่งมีทางเดียว แต่อีกด้านมีทางลาดลงที่เคยเป็นทางลงของรถถึงสามด้าน
เมื่อปรับปรุงทางรถเป็นทางเดินแน่นอนว่าต้องปรับแต่งหลายๆอย่าง พื้นผิวจากที่เป็นลาดยางก็ต้องปรับให้เป็นพื้นที่เหมาะกับการเดิน ทางขึ้นลง ที่นอกจากจะเป็นทางลาดแล้ว ระหว่างทางยังมีบันไดขึ้นลงอยู่หลายจุด และแน่นนอว่าต้องมีลิฟท์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการ
ด้านบนนั้นเป็นสวนที่มีทางเดิน ขนาดยาวและได้นำพันธุ์ไม้ต่างๆที่มีในประเทศเกาหลีมาปลูกอย่างสวยสดงดงาม มีการใช้ต้นไม้ทั้งหมด 228 สายพันธุ์ 20,485 ต้น มีกระถางต้นไม้ 645 กระถาง โดยมีทั้งโซนที่เป็นต้นไม้อย่างต้นสน มีโซนที่เป็นสวนดอกกุหลาบ มีโซนที่ปลูกต้นไฮเดรนเยีย มีโซนที่ปลูกดอกแมกโนเลีย เรียกได้ว่าเป็นสวนลอยฟ้ากันเลยทีเดียว
นอกจากนั้นยังมีโซนที่เป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ โซนที่เป็นสนามเด็กเล่น โซนที่เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการ โซนที่เป็นศูนย์เรียนรู้
ขณะที่กลางคืนก็จะมีการแสดงแสงสี จากหลอดไฟ LED ที่ซ่อนไว้โดยรอบ ทำให้ถนนเส้นนี้จะเปลี่ยนสีสันไปเรื่อย ที่น่าสนใจคือ พลังงานที่ใช้สำหรับหลอดไฟนั้นเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ติดตั้งอยู่บนเสาตลอดเส้นทางเดิน
นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมรองเท้า ที่ใช้รองเท้าจำนวนมากมากสร้างศิลปะขนาดใหญ่ เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของการเดินอีกด้วย
ส่วนความปลอดภัยนั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมีการติดกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทางเช่นเดียวกัน โดยมีกล้องวงจรปิดถึง 29 ตัว และมีปุ่มฉุกเฉินไว้ให้กดขอความช่วยเหลือตลอดเส้นทางถึง 33 จุด
ทั้งนี้ Seoullo 7017 ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยนายปาร์ค วอน ซูน ผู้ว่าการกรุงโซล ซึ่งหากใครอยากไปเที่ยวก็สามารถเข้าชมได้แล้ว
แม้งบประมาณที่ใช้อาจจะสูงถึง 1,800 ล้านบาท และจำนวนมากก็ใช้ไปสำหรับงานด้านความปลอดภัย แต่ก็ต้องถือว่าสิ่งที่ได้่มานั้นมีประโยชน์กัับ “ชีวิตเมือง” เพราะ นอกจากจะได้สวนสาธารณะ ได้แหลล่วท่องเที่ยว ที่สำคัญคือ ยังได้ “อนุรักษ์ประวัติศาสตร์” ของเมือง แม้จะชอบหรือไม่ชอบ แต่ทุกสิ่งในเมืองล้วนแต่มีประวัติศาสตร์ของมัน
การทำลายนั้นอาจจะง่าย แต่การอนุรักษ์ และปรับให้เข้ากับยุคสมัยนั้นเป็นเรื่องที่ยากที่สุด แต่หากทำได้ก็ถือว่ายิ่งกว่าคุ้ม เพราะเมืองย่อมมีราก และรากนั้นต้องติดอยู่กับคน กทม.ของเราที่ไปดูงานบ่อยๆ ก็น่าจะเอาแนวคิดนี้มาใช้ ไม่แน่เราอาจได้เห็น การอนุรักษ์ ไปพร้อมๆกับการปรับให้ร่วมสมัยเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯในอนาคก็เป็นได้
-----



