คอลัมนิสต์

ทำไมไทยเสี่ยง“แดนสวรรค์” แฮ็กเกอร์เรียกค่าไถ่?

ทำไมไทยเสี่ยง“แดนสวรรค์” แฮ็กเกอร์เรียกค่าไถ่?

29 พ.ค. 2560

ปัญหาของไทยคือยังขาดผู้ดูแลระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ ไม่เคยสนใจการอัพเดทโปรแกรมแอนตี้ไวรัส หรือมีระบบแยกจัดเก็บข้อมูล

     หลังจากวงการคอมพิวเตอร์หายช็อกจากโปรแกรมเรียกค่าไถ่ “วอนนาคราย” WannaCry ของโจรแฮ็กเกอร์ “เดอะชาโดว์โบรคเกอร์” (The Shadow Broker) ได้ไม่กี่วัน... ก็ต้องเผชิญภัยครั้งใหม่ของแฮ็กเกอร์หลากหลายกลุ่ม บางกลุ่มประกาศเตือนว่าจะปฏิบัติการโหดกว่า เพราะเป้าหมายคราวนี้คือเจาะระบบขโมยเงินดิจิทัล ขณะที่บางแฮ็กเกอร์ประกาศว่าได้ครอบครอง “อาวุธไซเบอร์” จากอเมริกาจำนวนมาก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะเอามาเปิดประมูลให้ผู้สนใจทั่วโลกเข้ามาซื้อขาย....

     สำหรับประเทศไทยนั้น ตอนแรกดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามไซเบอร์ "วอนนาคราย” มากนัก จนกระทั่ง “พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” บิ๊กบอสของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมายอมรับว่า ระบบคอมพิวเตอร์ของ “191” โดนโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ตัวนี้ด้วย โดยระบบศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ของศรีสะเกษและฉะเชิงเทรา พบเหตุขัดข้องของระบบตอนนี้กำลังหาทางแก้ไข

      สำหรับเหยื่อที่โดนอีกรายแล้วโด่งดังไปทั่วโลกคือ กรณีของ “วอลท์ ดิสนีย์” ผู้บริหารระดับสูงออกมายอมรับว่าเจอโจรแฮ็กเกอร์เรียกค่าไถ่ หลังโดนแรนซอมแวร์เจาะระบบขโมยหนังใหม่ “ไพเรทส์ ออฟ เดอะ แคริบเบียน ภาค 5” ที่กำลังจะนำออกฉายรอบปฐมทัศน์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

       แฮ็กเกอร์กลุ่มนี้พยายามเรียกร้องจำนวนเงินค่าไถ่เป็น “บิทคอยน์” หรือเงินดิจิทัลที่ไม่สามารถแกะรอยบัญชีได้ หากไม่ยอมจ่ายแต่โดยดี พวกเขาจะเอาหนังเรื่องนี้อัพโหลดเผยแพร่ในโลกออนไลน์ให้คนดูฟรีทุกวัน วันละ 5 นาทีจนกว่าจะจบเรื่อง

     หลังโดนเย้ยหยันด้วยวิธีนี้ ทำให้ฝ่ายบริหารของ “วอลท์ ดิสนีย์” ตัดสินใจเปิดโปงการการเรียกค่าไถ่ให้สื่อมวลชนทั่วโลกรับรู้ พร้อมทั้งยืนยันว่า จะไม่ยอมจ่ายแม้แต่ 1 ดอลลาร์ และขอให้ “เอฟบีไอ” เข้ามาจัดการตามล่า “โจรแฮ็กเกอร์” เรียกค่าไถ่หนังโจรสลัด

ทำไมไทยเสี่ยง“แดนสวรรค์” แฮ็กเกอร์เรียกค่าไถ่?

     โจรแฮ็กเกอร์เริ่มเหิมเกริมมากขึ้น จากคำยืนยันของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตระดับโลก ที่กล่าวเตือนเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ว่าอนาคตอันใกล้จะเกิดสงครามไซเบอร์ หรือ “ไซเบอร์แอทแทค” ที่จะทำให้ปัญหา “วอนนาคราย” เป็นเพียงของเล่นพวกแฮ็กเกอร์เบบี๋ เนื่องจากคราวนี้มีการพัฒนาอุปกรณ์เจาะระบบให้คอมพิวเตอร์ติดไวรัส ทำให้สามารถดูดเงินดิจิทัลออกมาได้อย่างเสรี ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอาวุธไซเบอร์สำหรับจัดการเจาะของอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์มือถือ (mobile internet) ได้ด้วย

     รวมถึงการสร้าง แรนซอมแวร์ (Ransomware) หรือ “ซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่” เวอร์ชั่นใหม่ๆ เพื่อสั่งให้เข้าไปขโมย ก่อกวนหรือปิดกั้นข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของเป้าหมายเพื่อเรียกร้องเงินค่าไถ่หรือผลประโยชน์บางอย่าง เพื่อแลกกับตัวพาสเวิร์ดหรือกุญแจปลดล็อก

     ตัวอย่างความเสียหายข้างต้นเกิดขึ้น ทำให้หลายคนเริ่มเป็นห่วงว่า “สงครามไซเบอร์” ครั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนไทยมีความพร้อมในการรับมือมากน้อยเพียงไร ?

     ทีมผู้บริหารจาก “สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์” หรือ EGA (Electronic Government Agency) วิเคราะห์ให้ฟังว่า แรนซอมแวร์ หรือโปรแกรมเรียกค่าไถ่ครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มแฮ็กเกอร์ ที่ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาได้ขโมยอาวุธไซเบอร์อะไรไปได้อีกบ้าง หรือรู้ช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์มากน้อยแค่ไหน เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า เหมือนหลุมศพขนาดใหญ่ที่ถูกปิดตายมานาน แต่อยู่ๆ ก็มีคนแอบไปไขกุญแจเปิดหลุม ทำให้ผีดิบ “ซอมบี้” จำนวนมากโผล่ออกมา ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันอยู่ที่ไหนบ้าง? และมีอิทธิฤทธิ์น่ากลัวมากน้อยแค่ไหน?

     เมื่อถามว่า “ประเทศไทย” เป็นแหล่งสวรรค์ของโจรแฮ็กเกอร์เรียกค่าไถ่หรือไม่ ?

     ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นยอมรับว่าปัญหาของไทยคือยังขาดผู้ดูแลระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ รวมถึงภาครัฐและเอกชนยังมีการใช้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าเมื่อ 5-10 ปีที่แล้วจำนวนมาก โดยไม่เคยสนใจการอัพเดทโปรแกรมแอนตี้ไวรัส หรือมีระบบแยกจัดเก็บข้อมูล ดังนั้นหากเจอซอมบี้ผีดิบเข้ามาโจมตีเมื่อไรก็มีสิทธิ์ได้รับความเสียหายได้ง่าย

     “ตอนนี้สิ่งที่พยายามเตือนให้ทำคือ 1.ปิดระบบออนไลน์ฐานข้อมูลที่ไม่จำเป็นต้องเผยแพร่ออกไปสู่ข้างนอก เช่น ระบบของกระทรวงมหาดไทย ให้ใช้เฉพาะในเครือข่ายภายในเท่านั้น ไม่ให้ใช้ในคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตทั่วไป เป็นวิธีป้องกันไวรัสหรือมัลแวร์เบื้องต้น 2.พยายามให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องอัพเดทโปรแกรมล่าสุดเพื่อให้เกิดความปลอดภัย แต่ต้องยอมรับปัญหาว่า หน่วยงานรัฐของไทยมีคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆ อยู่มาก การอัพเดทต้องเสียค่าใช้จ่าย มีการอ้างเรื่องงบประมาณ หรือบางฝ่ายมีงบ แต่เอาไปจ่ายด้านอื่น ไม่สนใจเรื่องความปลอดภัยเหล่านี้”

     ผู้บริหารข้างต้นอธิบายต่อว่านอกจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปแล้วหน่วยงานรัฐมีเว็บไซต์ประมาณ 4 พันเว็บ ที่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ดูแลโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้โดนแฮ็กเกอร์โจมตีเว็บ แต่ในความเป็นจริงหลายหน่วยงานไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ด้านนี้  "ตอนนี้พยายามช่วยกันทำให้ระบบไอทีของรัฐได้มาตรฐานด้านซีเคียวริตี้ ถ้าหน่วยงานไหนดูแลจัดเก็บข้อมูลสำคัญ ก็ไม่ให้เชื่อมโยงระบบเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ถ้าใครจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตให้แยกไปเล่นกับเครื่องคอมพ์ที่ไม่มีข้อมูลสำคัญเก็บไว้ พร้อมกับออกแบบระบบคลาวด์ให้แต่ละหน่วยงานของรัฐมีระบบแยกกันเป็นอิสระ เมื่อระบบหนึ่งเกิดความเสียหายจะได้ไม่ผลกระทบระบบอื่น”

     ทั้งนี้ข้อมูลจาก “ไทยเซิร์ต” ศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ThaiCERT) เปิดเผยผลสำรวจด้านความปลอดภัยจากทั่วโลก ระบุว่าประเทศไทยติดอยู่ในท็อปเท็น 1 ใน 10 อันดับประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุดด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะด้านการล่อลวงทางการเงิน (ฟิชชิ่ง) หรือการโดนมัลแวร์เข้าไปดูดเงินในระบบธนาคาร

     เช่น กรณีของธนาคารออมสินเคยโดนโจมตีระบบตู้เอทีเอ็มกว่า 3 พันเครื่องทั่วประเทศไทย จากนั้นตรวจพบมีเงินหายออกไปจำนวนกว่า 12 ล้านบาท

ทำไมไทยเสี่ยง“แดนสวรรค์” แฮ็กเกอร์เรียกค่าไถ่?

     เว็บไซต์ไทยเซิร์ตระบุว่าภัยคอมพิวเตอร์ที่พบบ่อยในไทย 8 ประเภท ได้แก่

     1.เนื้อหาที่เป็นภัยคุกคาม (Abusive Content) เกิดจากการใช้หรือเผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสม เช่น ลามก อนาจาร หมิ่นประมาท และโฆษณาขายสินค้าต่างๆ

     2.โปรแกรมวายร้าย หรือมัลแวร์ (Malicious Code) ภัยคุกคามจากโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำให้ระบบขัดข้องเสียหาย เช่น ไวรัส หรือ โปรแกรมเรียกค่าไถ่ “แรมซอมแวร์” กรณีที่โด่งดังรับดับโลกคือ แฮ็กเกอร์ชาวรัสเซียปล้นเอทีเอ็มประเทศไต้หวันกวาดเงินกว่า 70 ล้านบาทภายใน 2 วัน โดยไม่ได้ใช้บัตรกดเงินคล้ายกับกรณีที่เกิดกับตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสินในเมืองไทย

     3.“ดักเก็บข้อมูล” (Information Gathering) ภัยเกิดจากการพยายามเข้ามาในระบบเพื่อเอาข้อมูลบางอย่าง เช่น บัญชีผู้ใช้งาน (User Account) 

     4.พยายามเจาะระบบ (Intrusion Attempts) ภัยคุกคามจากการบุกรุกเจาะเข้าระบบ โดยอาศัยช่องโหว่ที่เปิดไว้ หรือความประมาทในการตั้งรหัสผ่าน

     5.“เจาะระบบสำเร็จ” (Intrusions) หมายถึงกลุ่มที่ทำข้อ 4 สำเร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถเข้ามาอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเราได้โดยไม่ได้รับอนุญาต

     6.“การโจมตีระบบ” (Availability) ภัยคุกคามที่โจมตีระบบไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือประมวลผลล่าช้า ตัวอย่างที่คนไทยคุ้นเคย คือ การนัดกดเอฟ 5 หรือ “ปฏิบัติการ DDoS Attack” เมื่อปี 2558 เป็นการนัดระดมพลจัดการถล่มเว็บไซต์รัฐบาลไทย เพื่อต่อต้าน “นโยบาย ซิงเกิ้ล เกตเวย์” สุดท้ายเว็บไซต์รัฐบาลหลายแห่งถูกยึดไม่สามารถบริการได้ตามปกติ

     7.“การ เปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต” (Information Security) คือ การแอบเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง 

     8.“การฉ้อโกง” (Fraud) ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยในระบบการเงินออนไลน์ เช่น หลอกจ่ายบัตรเครดิต การขายสินค้าหรือซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์

     สถิติข้อมูลปี 2560 ผ่านไป 4 เดือนพบการแจ้งเตือนมาที่ “ไทยเซิร์ต” ประมาณ 1.5 พันครั้ง ภัยคุกคามอันดับ 1 คือ โดน“ โจมตีระบบ” 530 ครั้ง การพยายามเจาะระบบ 345 ครั้ง และเจาะระบบสำเร็จ 323 ครั้ง “ฉ้อโกง” พบมากถึง 246 ครั้ง ขณะที่โดนมัลแวร์ 111 ครั้ง

     นับจากวันนี้ไปวงการแฮ็กเกอร์ได้ค้นพบวิธีหาเงินแบบ “โจรเรียกค่าไถ่” โดยวอนนาครายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ไม่มีใครพยากรณ์ได้ว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาโปรแกรมให้ร้ายกาจได้อีกมากแค่ไหน

     ประเทศไทยอยู่ในจุดเสี่ยงที่จะกลายเป็นแดนสวรรค์ของโจรแฮ็กเกอร์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินของรัฐที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับการเพิ่มอัตรากำลัง “ทีมงานควบคุมดูแลระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์”

ทีมข่าวรายงานพิเศษ