คอลัมนิสต์

"ปริญญา"ชี้3ปีรัฐบาลคสช.แก้ปัญหาได้ชั่วคราว

"ปริญญา"ชี้3ปีรัฐบาลคสช.แก้ปัญหาได้ชั่วคราว

22 พ.ค. 2560

ชี้3ปีรัฐบาลคสช.แก้ปัญหาได้ชั่วคราว

          ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นครบรอบ 3 ปีของ คสช. ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ในมุมมองการบริหารประเทศ ด้วยกฎหมายหรืออำนาจพิเศษ

          มุมการบริหารประเทศของ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" กับการแก้ปัญหาภายใต้อำนาจในระบบด้วยกฎหมายพิเศษ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เข้าใจว่า รัฐบาล คสช.เป็นรัฐบาลแบบชั่วคราว การแก้ปัญหาแบบมาตรา 44 เป็นการแก้ปัญหาแบบชั่วคราว เพราะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ดังนั้นอย่าคิดเป็นของถาวร ต่อให้แก้ปัญหาให้สำเร็จได้ แต่ไม่ยั่งยืน

          การจะแก้ปัญหาที่ยั่งยืนได้ต้องประชาชนเจ้าของประเทศ หลายเรื่องมองว่า ทำแล้วก็แก้ปัญหาได้มากกว่าที่ผ่านมา เช่น เรื่องการบุกรุกของอุทยานแห่งชาติ ของรีสอร์ทต่างๆ แต่สุดท้ายเมื่อ คสช. ไม่อยู่ปัญหาเดิมๆ จะกลับมาใหม่ หากประชาชนยังไปเที่ยวที่รีสอร์ท ซึ่งบุกรุกป่า ดังนั้นรีสอร์ทที่รุกป่าก็จะมีต่อไป เพราะรีสอร์ทนั้นเขาทำให้คนเข้าไปเที่ยว โดยการแก้ปัญหาด้วยอำนาจพิเศษ ไม่ใช่มองว่า มีปัญหาอะไรบ้างที่ต้องแก้ไข เพราะเป็นพื้นฐานที่รัฐบาลต้องปฏิบัติอยู่แล้ว แต่วิธีแก้ปัญหาเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า เพราะหากยกอำนาจแบบเบ็ดเสร็จให้ใครมาแก้ จะไม่สามารถทักท้วงได้ หากมีข้อผิดพลาดก็จะผิดแบบ 100 เปอร์เซ็นต์

          ดังนั้นการแก้ไขปัญหาใด ต้องรับฟังความเห็นประชาชนเป็นสำคัญ เพราะหากพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากประชาชน แม้เราจะเรียกร้องให้ คสช. มาแก้ไข ด้วยมาตรา 44 จึงเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น หรือเปรียบได้กับเรือที่กำลังจะล่ม เพราะมีน้ำรั่วเข้าเรือ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วยวิดน้ำออกจากเรือ แต่จะแก้ปัญหาได้ยั่งยืนต้องอยู่ที่ประชาชนช่วยกันอุดรูรั่วของเรือ หรือหยุดการเจาะรูเรือ 

          "ผมมองด้วยว่า ต่อให้มาตรา 44 จะแก้ปัญหาหลายเรื่องได้สำเร็จ แต่ไม่ใช่ของยั่งยืน สิ่งที่ยั่งยืนคือการร่วมมือร่วมใจของประชาชนที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความปรองดอง ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญ ด้วยการตั้งคณะกรรมการที่มีทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ และสร้างความปรองดอง แต่การทำเรื่องปรองดองนั้น ไม่ใช่การวางแนวทางที่ทำให้ฝ่ายที่ขัดแย้งต้องคิดเห็นเหมือนกัน หรือทำให้คนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเลือกพรรคเพื่อไทย หรือคนที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนใจมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่การตัดสินใจนั้นอยู่ที่ประชาชน" 

          ดังนั้นความปรองดองที่ต้องทำ คือ การอยู่ร่วมประเทศกันได้ แม้จะเลือกพรรคการเมืองไม่เหมือนกัน หรือการอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีความคิดเห็นที่ต่างกัน ความจริงการอยู่ร่วมกันในประเทศ มีหลักการสำคัญที่คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อน คือ ปรองดองการสร้างให้คนรักกัน เข้าใจกัน แต่การสร้างความรัก หรือเข้าใจกันระหว่างบุคคลนั้นทำไม่ได้จริง เพราะเป็นเรื่องความคิดของบุคคล ดังนั้นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันคือ การเคารพกันและกัน ซึ่งหมายถึงเคารพสิทธิกัน เคารพในความเป็นมนุษย์

          "การเคารพกัน แม้เราจะไม่เข้าใจกันก็สามารถรักกันได้ ดังนั้นความพยายามสร้างความเข้าใจกัน โดยไม่มีพื้นฐานของความเคารพกัน ต่างกันก็ต่างจะพูดเรื่องของตัวเอง และเรียกร้องให้อีกฝ่ายเข้าใจ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ การทะเลาะกันมากขึ้น ดังนั้นความปรองดองที่เราต้องสร้างเพื่อไม่ให้กลับไปขัดแย้งกันเหมือนก่อนเกิดเหตุการณ์ 22 พฤษภาคม 2557 คือต้องเคารพกันให้มากกว่าที่ผ่านมา เพื่อให้เราไม่เกิดความแตกแยกจนนำไปสู่จุดที่ทหารเข้ามาแบบนั้นอีก และให้การเข้ามาของทหาร ครั้งที่ 13 ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และประชาธิปไตยก็จะกลับมา อย่างไม่ล้มเหลวเหมือนที่ผ่านมา"

          สำหรับกติกาที่ใช้ในระบบประชาธิปไตยคือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประกาศใช้แล้ว ระยะเวลานี้คือการกลับสู่การปกครองตนเองของประชาชน ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ "คสช." ต้องลดการใช้มาตรา 44 หรือไม่ควรใช้อย่างเด็ดขาด เพื่อเตรียมการเข้าสู่ประชาธิปไตย และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนของสังคมฟื้นตัวต่อการกลับสู่การปกครองตนเองของประชาชน

          หลังจากนี้มองว่า ระยะ 1 ปีกว่าต่อจากนี้ คสช.ยังมีอำนาจและหน้าที่บริหารต่อไป หากนับจากวันที่เข้ามาผ่านการยึดอำนาจก็จะอยู่ในวาระเกือบ 4 ปี การที่อยู่ได้นานมองว่า เพราะประชาธิปไตยของประเทศไทยมีปัญหามาก คนจึงเบื่อประชาธิปไตย เบื่อนักการเมือง เบื่อม็อบจนกลายเป็นเบื่อประชาธิปไตย แต่เรื่องแบบนี้ คสช. รู้ว่าสุดท้ายประเทศต้องกลับสู่ประชาธิปไตย เพราะประชาคมโลกเขาเดินหน้าในทางแบบนั้น และประชาคมโลกเขาก็ไม่เต็มที่กับประเทศไทย คบกันแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจเป็นเรื่องชั่วคราว ซึ่ง คสช. ก็รู้ และเขาก็พยายามจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่ไม่ล้มเหลวอีก โดยกระบวนการที่ต้องเกิดขึ้นต้องได้รับความร่วมมือจากพรรคการเมืองที่ต้องแก้ไขปัญหาเพื่อประเทศด้วย รวมถึงประชาชนต้องให้ความช่วยเหลือและร่วมแก้ปัญหาให้ประเทศด้วย

          สำหรับการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แม้จะรับรองให้มาตรา 44 ของคสช.มีอยู่ต่อไป แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องพึงระมัดระวัง และต้องไม่ใช้อำนาจที่อยู่เหนือกติกาหลักของประเทศ ไม่เช่นนั้นความคาดหวังหลังจากนี้ ที่ต้องการให้ "รัฐบาลชุดใหม่" ใช้อำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายอาจจะล้มเหลว

          โดยปัจจัยสำคัญ หน้าที่ของสื่อมวลชน ประชาชน ยังต้องตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล คสช.ด้วย ซึ่งผมเชื่อว่า รัฐบาลของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนที่ทักท้วงในบางเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

           ขนิษฐา เทพจร  รายงาน