
กปปส.มอง 3 ปี คสช. ตกปฎิรูป!!
3 ปี คสช. กปปส.ทุบ! ตกปฎิรูปสอบผ่านบางเรื่อง ฟากเพื่อไทย ซัด"ยิ่งกว่าเสียของ"
ในวาระครบ 3 ปี หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 "คม ชัด ลึกออนไลน์" ตรวจสอบความเห็นของอดีตแกนนำ กปปส.ต่อการทำงานของ คสช.และรัฐบาลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในฐานะที่ กปปส. คือกลุ่มที่เรียกร้องให้กองทัพเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ จนสุดท้าย คสช. เข้ามายึดอำนาจ
"ถาวร"ให้คะแนน 3 ปี คสช. คาบเส้น
ถาวร เสนเนียม รองประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย อดีตแกนนำ กปปส. และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินผลงานการทำงาน 3 ปีของคสช.ว่า การเคลื่อนไหวของ กปปส. มีจุดมุ่งหมายให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งงานปฏิรูป 6 ด้านนั้น ตนมองทีละด้าน ในส่วนของงานด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของประเทศ มองว่า มีการบังคับใช้กฎหมายดีกว่ายุคก่อนที่มักมีปัญหา ซึ่งถือว่าไปได้ แต่ในส่วนของการปฏิรูปที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ ยังไม่ได้ทำอะไร ถือว่า สอบไม่ผ่าน
ขณะที่ความเหลื่อมล้ำเริ่มต้นดี แต่สุดท้ายก็ชะลอ ด้านการกระจายอำนาจก็ได้ทำไปบ้างแล้ว แต่ยังขับเคลื่อนไปไม่ถึงไหน สำหรับการปฏิรูปด้านการศึกษา แม้ว่า ในช่วงเริ่มต้นจะมีการขับเคลื่อนดีในสมัยพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาฯ ที่เริ่มเปิดโอกาสให้มีเวลารู้มากกว่า การหมกมุ่นอยู่ในห้องเรียน แต่สุดท้ายก็ไม่มีการสานต่อ จึงสอบไม่ผ่าน
ถาวร กล่าวว่า แต่ที่เห็นเด่นชัดมากคือ ความตั้งใจทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่มีความทุ่มเท เอาจริงเอาจังกับการทำงาน ซึ่งให้คะแนน 75% เพราะแม้นายกฯ จะตั้งใจทำงานแต่คนรอบข้างไม่รับรู้ หรือไม่สานต่องานก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้เต็มที่
ขณะที่รัฐบาลในภาพรวม มองว่า ได้คะแนน 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะในหลายเรื่องไม่ได้สานต่อ แค่เป็นการเตรียมความพร้อมเรื่องการปฏิรูปเท่านั้น ไม่ลงมือ มีการแต่งตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ทำให้แค่การเสนอกฎหมาย การปฏิรูปจริงๆ ยังไม่เห็นชัดเจน
"เวลาที่เหลืออีก 1 ปี ของ คสช. ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง นายกฯ ก็มีเวลาที่จะพิสูจน์ว่า การทำงานที่ผ่านมาไม่เสียของหรือเสียเวลา หากการปฏิรูปสำเร็จจับต้องได้ ก็จะเป็นรัฐบุรุษ ขอให้นายกฯ อย่าสโลว์ดาวน์ อย่าเกรงใจคนที่เป็นพี่น้องกัน"
"ชุมพล-ไพบูลย์" ให้สอบผ่าน
ชุมพล จุลใส แกนนำ กปปส. อีกคน กล่าวว่า 3 ปีคสช.ถือว่าสอบผ่าน 60-70 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราต้องเข้าใจว่า ก่อน คสช. เข้ามาบ้านเมืองของเราเป็นอย่างไร มีความขัดแย้งรุนแรง เมื่อคสช.เข้ามาก็ทำให้บ้านเมืองสงบ และบริหารงานบ้านเมือง ซึ่งทำได้เท่านี้ก็ถือว่าดี
ในส่วนของการปฏิรูปที่ กปปส. เสนอไปนั้น ก็ต้องเข้าใจอีกว่า การปฏิรูปประเทศจะใช้เวลา 2-3 ปี ให้สำเร็จคงเป็นไปได้ยาก แต่จนถึงขณะนี้มองว่า ทำได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ ด้านความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยของประเทศ คสช.ดูแลเรื่องนี้ได้ดี แม้ว่า จะมีปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้างก็ตาม
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจก็ต้องเห็นใจ คสช. เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในขาลงหลายประเทศก็มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ส่วนด้านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นก็มีหลายเรื่องที่ได้ทำไปแล้ว
ชุมพล มองว่า การบริหารราชการแผ่นดินของ คสช. เมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดก่อน ได้ทำในหลายเรื่องแม้ไม่ชัดเจน แต่ก็มีความตั้งใจในการทำงานสูง โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ที่ตั้งใจทำงาน และบริหารประเทศได้ดี แม้บางเรื่องยังไม่ชัดเจน แต่ก็เป็นการวางแนวทางไว้ให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อ อย่าไปมองว่า ประเทศจะเดินหน้าหรือถอยหลัง
ส่วน ไพบูลย์ นิติตะวัน กล่าวว่า คสช. ทำงานดีในด้านต่อไปนี้ 1.เรื่องความสงบเรียบร้อย ดูแลให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อยทุกอย่าง 2.เรื่องของกระบวนการติดตามเอาผิดกับคนที่ทุจริตคอร์รัปชั่น มีการดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจังกับคนที่ทุจริต 3.เรื่องเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ แม้จะไม่เติบโตแต่ก็ค่อยเป็นค่อยไป 4.ออกกฎหมายสำคัญๆหลายฉบับเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ
"จากผลงานที่ผมเห็นนั้น ถือว่า คสช. สอบผ่าน เมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันกับรัฐบาลที่ผ่านมา"
"สาทิตย์"มองช่วยหยุดเวลา ความขัดแย้ง
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตแกนนำ กปปส. มองว่า ต้องเข้าใจว่า คสช. เข้ามาเพราะมีภารกิจเฉพาะ 2 เรื่อง คือ 1.บ้านเมืองมีความขัดแย้งรุนแรง ทำให้ คสช. เข้ามาเพื่อหยุดความขัดแย้ง 2.ปฏิรูปประเทศโดยเน้นการปรับโครงสร้างการเมือง โดย คสช. มาอยู่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ช่วงเวลาของความขัดแย้ง ดังนั้น คสช. เข้ามาปรับโครงสร้างทางการเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก
ห้วงเวลา 3 ปีการทำงานของ คสช. หากมองเรื่องของความสงบเรียบร้อยวันนั้นถึงวันนี้ประเทศก็สงบ และเป็นโอกาสทำให้ประเทศได้หายใจ ส่วนเรื่องของการเมืองนั้น มีการดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองโดยดูจากปฏิกิริยาที่สะท้อนกลับไปยัง คสช. เพราะหากการเมืองมีปฏิกิริยามากเท่าไร ก็ถือว่า การปฏิรูปมีผลต่อการเมืองมากเท่านั้น โดยวัดจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของพรรคการเมือง การเลือกตั้ง กระบวนการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้ง การเลือกผู้สมัคร การเลือกผู้บริหารประเทศ
สาทิตย์ กล่าวว่า ในส่วนของการบริหารประเทศ หากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อประเทศเดินหน้า โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ทำได้ไม่ถูกใจคน แต่หากคิดในทางกลับกัน หาก คสช. ไม่เข้ามาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อะไรจะเกิดขึ้น ความขัดแย้งจะบานปลายออกไป เพราะจะมีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่จะเข้ามา อาจทำให้ปะทะกันระหว่างคน 2 กลุ่ม ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายกลายเป็นสงครามกลางเมือง
"3 ปี คสช. เมื่อมองถึงการแถลงนโยบายของ คสช. ที่เข้ามาก็ถือว่า ทำได้ แต่ภารกิจในฐานะรัฐบาลก็มีหลายเรื่อง แต่ทุกคนจะมองในเรื่องของเศรษฐกิจมากกว่า ถามว่าช่วงที่ผ่านมา คสช. ได้ทำเรื่องใหญ่ที่หลายรัฐบาลทำไม่ได้ เช่น ปัญหาของวัดพระธรรมกาย ส่วนประเทศเดินหน้าหรือถอยหลังนั้น ผมมองว่า วันที่ 22 พฤษภาคม เมื่อ คสช. เข้ามาก็ทำให้เกิดการหยุดเวลาขัดแย้ง ทำให้ประเทศแข็งแรงและเดินไปข้างหน้าได้" แกนนำ กปปส. กล่าว.
มุมเพื่อไทย:ซัด"ยิ่งกว่าเสียของ"
อำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา ถือว่า สอบตก เพราะประเทศไทยประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร แต่ราคาพืชผล ทั้ง ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ราคาตกต่ำ เกษตรกรไม่มีเงินมาใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมซบเซาไปด้วย อยากให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอันดับแรก เพราะถ้าพืชผลการเกษตรราคาดี เกษตรกรจะมีเงินใช้จ่ายทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ดีกว่าการออกมาตรการเพื่ออัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ เพราะไม่ยั่งยืน ประชาชนใช้เงินเหล่านั้นหมดไปก็กลับมาสู่ภาวะเดิม
ทั้งนี้เห็นว่า การออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนนั้น แทนที่จะให้ประชาชนเข้าไปสมัครเข้าร่วมโครงการ ควรเปลี่ยนวิธีการให้ประชาคม ในแต่ละหมู่บ้านคัดกรองคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการต่างๆ กันเองโดยให้หน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมประชุมด้วยจะเหมาะสมกว่า เพราะประชาคมจะรู้ข้อเท็จจริงว่า ใครเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน แต่การให้ประชาชนไปสมัครเข้าร่วมโครงการเองทำให้ทุกคนแห่ไปรับความช่วยเหลือ บางคนที่ลำบากไม่มากได้รับการช่วยเหลือ แต่ผู้ที่ลำบากจริงๆ กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือซึ่งถือเป็นปัญหา
วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องความปรองดอง ต้องยอมรับและเคารพความแตกต่างทางความคิด แต่เหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่า นายกฯ ออกมากล่าวหาแนวความคิดของประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นเสรีภาพและไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย หรือการที่จะมีบุคคลเข้าไปทำร้ายประธานสภานิสิตฯ แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉย หรือการที่ทหารบุกเข้าควบคุมตัวประชาชนที่ขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อเรือดำน้ำ แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยยังไม่เคารพความเห็นต่างและยังมีความคิดที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา
"รัฐบาลกลับทำตัวเป็นคู่กรณีแห่งความขัดแย้งเสียเอง คนที่เห็นต่างจากรัฐบาลล้วนถูกจัดการ หลายคนยังมีคดีความต้องขึ้นทั้งศาลพลเรือนและศาลทหาร รัฐบาลคือ ตัวอย่างในการไม่เคารพความเห็นต่าง รัฐบาลใช้การควบคุมและปิดปากประชาชน เป็นวิธีสร้างความสงบ ซึ่งไม่ยั่งยืน เพราะนอกจากสังคมไทยจะไม่เกิดความปรองดองแล้ว ยังกลับแตกแยกมากขึ้น ยังไม่นับรวมปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังดิ่งเหว การยึดอำนาจครั้งนี้จึงมากกว่าการเสียของ เพราะทำให้ประชาชนทุกข์ยากและประเทศถอยหลังไปหลายสิบปี" วัฒนา กล่าว.
ประภาศรี โอสถานนท์ - โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุล รายงาน



