คอลัมนิสต์

"ขรก.-ประชาชน" ตรวจผลงาน 3 ปี คสช.

"ขรก.-ประชาชน" ตรวจผลงาน 3 ปี คสช.

21 พ.ค. 2560

“ส่วนรวมก็จะเป็นเรื่องสงบสุขในประเทศที่มีมากขึ้น ส่วนข้อเสียก็น่าจะเป็นรัฐบาลทำงานล่าช้าในบางเรื่องและที่เห็นได้ชัดอาจเป็นพวกเศรษฐกิจ”

 

         พรุ่งนี้ (22 พ.ค.) เป็นวันครบ 3 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจ เป็นรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.   ตลอดเวลาของการบริหารราชการได้ออกนโยบายเพื่อแก้ปัญหาประเทศ หลากหลายมิติ อาทิ การเมือง เศรษฐกิจ และการจัดระเบียบสังคม รวมไปถึงการปฏิรูปประเทศที่กำหนดเอาไว้ 11 ด้าน ถือเป็นนโยบายหลักสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขให้สำเร็จ มือไม้ส่วนหนึ่งขององคาพยพคือ "ข้าราชการ"  ที่เป็นกลไกสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศ ข้าราชการแต่ละกระทรวงรวมไปถึงองค์กรอิสระที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับรัฐบาล "คสช." มองสะท้อนในการทำงานของ คสช. อย่างไรในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา ประเดิมกันแต่ละรายแต่ละกลุ่มกันได้ในรอบนี้ 

มท.มองอยากทำทุกเรื่องแต่ไม่คืบ 

         แหล่งข่าวระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ให้ความเห็นว่า ถ้าต้องมองไปที่เรื่องของการเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน  รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดประเด็นปฏิรูปที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน เช่น การปฏิรูปตำรวจ การศึกษา ท้องถิ่น เป็นต้น เพราะมีผลกระทบในสังคมสูง แต่การดำเนินการจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่บรรลุผล เพราะมีความเสี่ยง เลยทำให้เกิดเป็นลักษณะของการโยนหินถามทาง จึงต้องนำเอาประเด็นที่ง่ายต่อการปฏิรูปขึ้นมาดำเนินการก่อน ในส่วนที่มีผลกระทบใหญ่แบบวงกว้างต้องปล่อยวางไปพลางๆก่อน 

         "หากถามว่าผลงาน 3 ปีของรัฐบาลและคสช. ถือว่า ประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็มองว่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมือง เพราะที่ผ่านมาเรามีแม่น้ำ 5 สาย ดำเนินการบริหารประเทศ แต่ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องออกมาเป็นกฎหมาย แล้วมากระจุกตัวอยู่ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเลือกหยิบจับประเด็นอะไร ก็ต้องคอยดูว่า มีผลกระทบมากน้อยอย่างไร ขณะที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ต้องยอมรับว่า ถูกออกแบบมาทำหน้าที่เสนอ และรวบรวมความเห็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูป ที่สำคัญตำแหน่งต่างๆ ใน สปท.  ถือเป็นการให้ผลประโยชน์กับพวกพ้องเป็นการปลอบใจหลังจากผิดหวังจากตำแหน่งสำคัญๆ จึงถูกมองว่าเสียของ"

         ที่สำคัญการดำเนินการปฏิรูปแต่ละเรื่อง ต้องคอยมาชั่งน้ำหนักว่า องค์กรไหนที่จะต้องถูกปฏิรูปมีผลกระทบกลับมารุนแรงหรือไม่ เช่น ตำรวจ มหาดไทย เป็นมาเฟียหรือไม่ หากมีลักษณะกระทบองค์กรใหญ่มากๆ รัฐบาลมักจะถอยอยู่ตลอด หลายๆ เรื่องที่ตั้งแต่มีการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ไม่ยอมทำตั้งแต่ต้น เช่น เรื่องของวาระการดำรงตำแหน่งของนักการเมืองท้องถิ่นที่ช่วงนั้นกระแสในพื้นที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง อบจ. อบต. และเทศบาล ทุกหน่วยยอมนิ่งสยบหมดพร้อมที่จะน้อมรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว  แต่แล้วก็กลับคำสั่งให้มีการรักษาการในตำแหน่งต่อไปอีก อย่างนี้พวกที่รักษาการก็จะทำให้เกิดช่องทางการหาเสียงโดยใช้เงินหลวง พวกที่จะเข้ามาใหม่ก็เสียเปรียบ เพราะต้องใช้เงินของตัวเองในการลงพื้นที่ ดังนั้นที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ประเด็นดังกล่าว คงทำได้แค่ยุติความขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้น" แหล่งข่าว กล่าว

รัฐธรรมนูญมาตรา 77 เหมือนห่วงรัดคอ

         แหล่งข่าวคนเดิม กล่าวอีกว่า ปัจจัยสิ่งสำคัญอีกประการที่ทำให้ผลงาน 3 ปี "รัฐบาล- คสช." ดูไม่คืบหน้า คือกฎหมายหลายฉบับที่จะออกมาประกอบในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้  ที่ต้องมาติดผูกอยู่กับมาตรา 77 ที่ต้องผ่านการมีรับฟังความเห็นของประชาชน แล้วระบุ ไว้ค่อนข้างกว้างมาก แล้วกฎหมาย 72 ฉบับที่ผ่าน สนช.เข้า ครม. หรือไปอยู่ที่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ต้องชะงักทั้งหมด เพราะต้องส่งกลับมาพิจารณาใหม่ว่า เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตราดังกล่าวหรือไม่เพื่อป้องกันการขัดรัฐธรรมนูญ 

         "มองอีกมุมก็เหมือนเป็นห่วงรัดคอ ใครจะทำอะไรก็ลำบาก ต่อจากนี้กฎหมายต่างๆ จะต้องเกิดการตีความจากศาลรัฐธรรมนูญทำให้วุ่นวายจะปฏิรูปก็ไม่สามารถดำเนินการได้  แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะทำให้นักการเมืองต้องระวังตัวมากขึ้น ขณะที่มาตรา 44 มีความรวดเร็วจริง แต่จะทำนำมาใช้บ่อยๆ ก็ไม่ได้"

รัฐบาลตีปี๊บไม่เป็นผลงานทำมาเยอะแต่ไม่ติดใจปชช.

         ส่วนในด้านการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ก็ยังสลัดภาพของตัวบุคคลไม่ออก เช่น นายกรัฐมนตรี หรือโฆษกรัฐบาล รู้จักกันเพียงไม่กี่คน แทบไม่เห็นคนอื่นๆ ที่มีความสำคัญเลย แทนที่นโยบายต่างๆ ที่ลงไปจะเข้าถึง ติดหู ติดใจประชาชน แม้จะเพิ่งเริ่มทำแต่ก็ต้องโหมประโคมหรือเรียกว่า "ตีปี๊บ" เหมือนที่นักการเมืองมักใช้ ซึ่งอาจเป็นเพราะด้วยความเป็นรัฐบาลที่มาจากทหาร จึงมีระบบความคิดไม่เหมือนบรรดานักการเมือง เวลาจะทำอะไรต้องใช้เวลา เพื่อให้ข้อมูลที่แน่ชัดก่อนจึงค่อยชี้แจง ขณะที่นักการเมืองมักพูดไปก่อน แล้วค่อยมาว่า กันทีหลัง

         แหล่งข่าวจากมหาดไทย ระบุว่า ในภาพรวมการดำเนินงานของรัฐบาล ถ้ามองในเชิงผลงานถือว่า ทำมาเยอะ ข้าราชการเหนื่อยมากกว่า ยุคการเมืองหรือยุคคมช.ของรัฐบาลขิงแก่  ไม่นับรวมเรื่องเศรษฐกิจ แต่มันไม่กระจายออกไปติดใจประชาชนเท่าที่ควร เพราะการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไม่ยอมตีปี๊บ ประชาสัมพันธ์ไม่เป็น ในขณะที่นักการเมืองทำเป็น หากเปรียบเทียบก็เหมือนนักการเมืองมีสลึงเดียวแต่พูดไปเป็นบาทแล้ว แต่ทหารหรือข้าราชการต้องรอให้ครบบาทก่อน แม้ครบบาทก็ต้องมาตรองดูทำได้จริงหรือไม่ ทุกเรื่องจึงช้าอืด กว่าจะครบองค์ประกอบประชาชนเขาก็ลืมไปหมดแล้ว ในเรื่องการทำงานสนองรัฐบาลทุกยุคสมัยที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทย ถือเป็นกลไกการทำงานในแทบทุกเรื่องจากส่วนกลางไปลงพื้นที่ แล้วยุคนี้ก็ทำมามาก มีการประชุมก็บ่อย ประชุมนาน ประชุมแทบทุกเรื่อง แล้วก็พยายามจะทำทุกเรื่อง เรียกว่า กลไกเครื่องมือรัฐบาลทำงานเยอะ แต่พอถึงเวลามันไม่ติดตาตรึงใจผลงานไม่ออกสู่ประชาชนเท่าที่ควร

         ข้าราชการระดับสูงรายดังกล่าว ยังพูดถึงภาพรวมด้านเศรษฐกิจว่า ถือเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ โดยเฉพาะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เคยทำงานสมัยการเมืองในยุคประชานิยม แล้วมาทำงานกับข้าราชการในยุคประชารัฐ เปรียบจากยุคประชาธิปไตยสู่ยุคเผด็จการ ถามว่า โครงการตำบลละ 5 ล้าน โครงการแจกเงินคนจน หรือแม้แต่โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มีคนทำคนเดียวกัน กลไกอันเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ออกมาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  ดังนั้นในการปฏิรูป หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และยุทธศาสตร์ชาติ ขณะนี้ทุกคนไม่กล้าขยับกันเลย ได้แต่หลบป้องกันตัวเองให้อยู่รอด

         แหล่งข่าวจากมหาดไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ในโอกาสที่จะมีการเลือกตั้ง นักการเมืองคงต้องไปดู และอ่านรัฐธรรมนูญให้ดีทางองค์กรอิสระก็ออกมาท้วงติงแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้เหนือกว่า เหมือนเทวดาหรือเหนือกว่าเทวดา ถึงจะมาดำเนินการได้ ในฐานะนักรัฐศาสตร์มองทุกอย่างเหมือนโลกของความเป็นจริง มองช่องทางไหนที่ทำได้ หากต้องเดินไปข้างหน้า 10 ก้าวแล้วต้องถอยหลัง 2 ก้าวเราก็ต้องทำ แล้วค่อยก้าวไปข้างหน้าอีก ถ้าเป็นนักนิติศาสตร์ต้องมองแล้วเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวยึดลายลักษณ์อักษรทำงาน เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศในทุกด้านจะต้องประสบปัญหาในอนาคต

ผิดหวังไม่แตะปฏิรูปองค์กรตำรวจ

         ส่วนข้าราชการกระทรวงยุติธรรม ให้ความเห็นผลงานรอบ 3 ปี "คสช." สิ่งที่น่าผิดหวัง น่าเสียดายมากที่สุดคือ ไม่มีการปฏิรูปตำรวจ แต่กลับออกกฎหมายต่างๆ มาบังคับฝ่ายเดียว โดยไม่ฟังเสียงประชาชน ซึ่งกฎหมายบางฉบับไม่ได้เกิดประโยชน์ คล้ายกับ คสช. ถูกตำรวจกลืนหรือตกลงกันครบถ้วนลงตัว การไม่ปฏิรูปตำรวจให้เป็นตำรวจของประชาชนจึงถือเป็นจุดด้อย เพราะ คสช. น่าจะทำให้ดีได้แต่ไม่ทำ ทั้งที่ คสช. มีสภาพเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีอำนาจเด็ดขาด หากเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ รัฐบาลจะเข้าไปปรับเปลี่ยน ย้ายหัวหน้าหน่วย คล้ายกับตัดคอ ตัดแขนขา เอาน้ำใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลง ซึ่งมองไม่เห็นการปรับเปลี่ยนในลักษณะนี้กับองค์กรตำรวจ

ชี้ คสช. ช่วยแก้ปัญหาของสาธารณสุข

         ขณะที่ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เท่าที่เห็นการทำงานของคนสาธารณสุขในช่วง 3 ปี ที่ คสช. เข้ามาบริหารนั้น คสช. ได้เข้ามาช่วยทำให้งานด้านสาธารณสุขหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเชิงนโยบายมีการขับเคลื่อนงานได้รวดเร็วมากขึ้นและแก้ปัญหาได้หลายจุด เช่น ออกมาตรา 44 แก้ปัญหาให้แก่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำให้ปัญหาที่ค้างมานานได้มีทางออกในเชิงกฎหมายให้ทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น  

         ส่วนการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ใส่เกียร์ว่าง แม้จะเห็นว่าคสช.มีวาระอยู่ได้ไม่นานก็ตาม แต่ที่เห็นคือคนสาธารณสุขยังไม่มีการปฏิรูปตัวเองในการทำงานเพื่อตอบสนองการบริการประชาชนและนโยบายของประเทศแบบไม่กระตือรื้อร้นเท่าที่ควร ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐบาลมาจากคสช.หรือมาจากการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ทั้งที่ควรจะใช้โอกาสนี้ในการทำงานมากขึ้น

ข้าราชการครูให้ 5 คะแนนจากเต็ม 10

         ด้านข้าราชการกระทรวงครู มองการทำงาน คสช. ในช่วง 3 ปีว่า มองภาพรวมก็มีนโยบายดีๆ ออกมาเยอะ เน้นเฉพาะในด้านการศึกษาก็มีนโยบายที่ปรากฏให้เห็นชัดผ่านรมว.ศึกษาธิการ อาทิ สมัย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาผลักดันการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษา เช่น โครงการเตรียมอาชีวศึกษา หรือ พรี-อาชีวะ ส่วนในสมัย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ก็มีการสนับสนุนโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ให้เด็กได้ใช้เวลาช่วงบ่ายในการพัฒนาทักษะสมอง จิตใจ สุขภาพ และการได้ลงมือปฏิบัติจริง รวมถึงโครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน หรือโรงเรียนแม่เหล็ก ซึ่งเห็นภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กนำเด็กมาเรียนรวมกันในโรงเรียนที่มีความพร้อมค่อนข้างชัดเจน ส่วน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ แม้จะเพิ่งเข้ามาแต่ก็พยายามผลักดันหลายเรื่อง ทั้งโครงการโรงเรียนไอซียู โรงเรียนคุณธรรม เป็นต้น

         "ถ้ามีคะแนนเต็ม 10 คะแนนคงให้ 5 คะแนน เพราะดูจากความตั้งใจของรมว.ศึกษาธิการแต่ละคนที่เข้ามาบริหารงาน แต่ด้วยบริบทของกระทรวงศึกษา ซึ่งมีเป็นองค์กรใหญ่คนมาก ะมีความซับซ้อนทำให้การจะแก้ปัญหาเหมือนอุดช่องนี้ ได้ก็ไปโป่งอีกช่องหนึ่ง ส่วนอีก 5 คะแนนที่สอบตก เพราะนโยบายต่างๆที่ทำกันอยู่นั้นขาดความต่อเนื่อง เพราะเปลี่ยนผู้บริหารบ่อยแม้งานนโยบายเก่าจะทำอยู่ แต่จะแผ่วไป ต้องไปทำงานตามนโยบายของคนใหม่ จึงไม่ต่างจากรูปแบบของการบริหารงานโดยนักการเมือง ให้ความสำคัญกับการศึกษาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสารสร้างความเข้าใจ เช่น เรื่องปรับโครงสร้างบริหารงานก็เร่งรีบทำโดยไม่มีการสื่อสารและสร้างความเข้าใจให้แก่ข้าราชการครู สุดท้ายก็วกไปเจอกับปัญหาเดิมๆ" ข้าราชการกระทรวงครู กล่าว

พอใจรัฐหนุนแก้คอร์รัปชั่นจริงจัง

         แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. รายหนึ่ง เปิดเผยว่า การทำงานของ ป.ป.ช. ภายใต้รัฐบาล และคสช.มีหลายเรื่องที่สนับสนุนการต่อต้านทุจริต เช่น การตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) รวมเอาหน่วยงานต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันรวมถึงป.ป.ช. จึงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลขับเคลื่อนคดีสำคัญๆ ได้เป็นอย่างดีต่างจากเมื่อก่อนที่ต่างคนต่างทำ รวมถึงกรณีที่ป.ป.ช.เคยเสนอให้ใช้มาตรา 44 แก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไต่สวนระดับปฏิบัติการสามารถถือสำนวนทุจริตไว้ดำเนินการได้เพื่อความรวดเร็วของคดี แต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอกว่า เรื่องนี้จะไม่ช้า จะนำเข้า ครม. ให้พิจารณา ก่อนส่ง สนช. แก้ไข ซึ่งในที่สุดก็สำเร็จโดยไม่ต้องใช้มาตรา 44

         อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวรายนี้ได้สะท้อนมุมมองส่วนหนึ่งว่า ตั้งแต่กรรมการ ป.ป.ช. 5 คนใหม่ ที่สรรหาโดย คสช. เข้ามา ความไว้วางใจดูเหมือนจะต้องใช้เวลาพิสูจน์ เพราะต่างเกรงว่า จะเข้ามาช่วยอะไร คสช. หรือไม่ ซึ่งบรรดาข้าราชการก็จับตาการทำงานอย่างต่อเนื่อง แต่เท่าที่เห็นการวินิจฉัยคดีก็ยังอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง

         ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงคนหนึ่งในสำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ภาพรวมการทำงานของ ป.ป.ช. ถือว่าง่ายขึ้น ทุกหน่วยงานรัฐให้ความร่วมมือเนื่องจากผู้นำรัฐบาลประกาศชัดว่าไม่เอาทุจริต แม้อาจมีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับคนใกล้ตัวผู้นำบางคนอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามถ้า ป.ป.ช. ยืนอยู่บนความถูกต้อง ยังไงการทำงานก็ไม่มีอุปสรรค เห็นได้จากบทพิสูจน์กรณีไม่ถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรปี 2551 ซึ่งมีหนึ่งในจำเลยเป็นน้องชายบิ๊กทหารใน คสช.

ให้สอบผ่านปท.สงบสุข-เว้นศก.แย่

         สำหรับความเห็นจากฝ่ายประชาชนนักธุรกิจหญิง อายุ 45 ปี มองถึง 3 ปีคสช.ว่า ส่วนตัวแล้วจะมองเห็นในภาพรวมมากกว่า คือ ถ้าเป็นส่วนรวมก็จะเป็นเรื่องสงบสุขในประเทศที่มีมากขึ้น ไม่ค่อยมีการประท้วง แล้วก็เรื่องยาเสพติดลดลง คือที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะจับได้แค่กลุ่มเล็กๆ หรือแค่คนซื้อคนขายแต่ปัจจุบันจะเห็นว่ามีการจับถึงต้นตอคนนำเข้ามายังประเทศ ส่วนข้อเสียส่วนตัวก็คิดว่าน่าจะเป็นรัฐบาลที่ทำงานล่าช้าในบางเรื่องนั้นเอง

         ด้านพนักงานบริษัทชาย อายุ 35 ปี บอกว่า ถามว่า ดีขึ้นไหมก็ว่ากลางๆ 50-50 ที่ตอนนี้เศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดี อาจจะเป็นเพราะผลกระทบตั้งแต่ยุคก่อนๆ ที่ไม่ว่าใครเข้ามาดูแลก็มีการประท้วง ส่วนอีกมุมทั่วๆ ไปที่มองกันคือเรื่องการบังคับกฎหมายยังพอไปได้อยู่

         ขณะที่แม่บ้านวัย 46 ปี ระบุว่า ถ้าต่อตัวเองก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ปากท้องไม่ดีขึ้นหากินลำบาก แต่ดีอย่างคือโจรผู้ร้ายน้อยลงและกฎหมายก็แข็งแรงขึ้น

         พนักงานเอกชนอายุ 39 ปี อีกราย กล่าวถึงผลงาน คสช. ว่า บ้านเมืองสงบลงไปบ้าง ด้วยกฎหมายที่บังคับใช้ แต่ก็ยังมีเหตุการณ์รุนแรงบ้างประปรายและผู้คนก็ไม่ออกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเหมือนแต่ก่อน แต่เสียตรงที่ไม่ได้เสรี 100 เปอร์เซ็นต์ ระบบเศรษฐกิจไม่ได้รันด้วยประชาชนยังคงเป็นรัฐบาลทหารอยู่

         เช่นเดียวกับพนักงานสาวเอกชน อายุ 34 ปี เห็นว่าไม่ได้มีผลในทางที่ไม่ดี บางทีอำนาจที่ค่อนไปทางเผด็จการแล้วใช้ให้ถูกจุดเราว่ามันโอเค แต่สุดท้ายคสช.ก็ยังคงเป็นระบบที่บางเรื่องประชาชนไม่สามารถแตะต้องได้ จึงรู้สึกว่าไม่โปร่งใสในบางจุด

         ด้านนักศึกษาหญิงอายุ 20 ปี คิดว่า การที่ คสช. เข้ามาพัฒนาประเทศก็ช่วยลดการขัดแย้งกันของคนในประเทศได้ระดับหนึ่งเพราะก่อนหน้านี้จะมีการแบ่งพรรค แบ่งสีกันและไม่ว่าพรรคไหนจะได้ขึ้นเป็นรัฐบาลก็จะมีการเดินประท้วงของอีกพรรคทันที นั่นก็ทำให้เกิดความไม่สงบในประเทศ แต่ในช่วงที่ คสช. ได้เข้ามาพัฒนาก็มีการแบ่งสี แบ่งพรรคอยู่ แต่ก็ถือว่า อ่อนลงไปบ้างแต่ข้อเสียที่เจอ โดยส่วนตัวคิดว่า ข้อเสียไม่ได้กระทบอะไรมากกับตัวเราโดยตรงอาจเป็น เพราะเราเป็นเพียงแค่นักศึกษาเลยยังไม่ส่งผลกระทบมาก แต่ที่เห็นได้ชัดอาจเป็นพวกเศรษฐกิจที่บางอย่างก็มีมูลค่าเพิ่มจากแต่ก่อน

         ส่วนนักศึกษาชายปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ อายุ 31 ปี ให้ความเห็นว่า ถ้ามองในมุมมองการเมืองแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่พยายามจะประชาสัมพันธ์ให้รับรู้ทางสื่อต่างๆ และสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือ คสช. จะรายงานให้ประชาชนรับทราบเสมอตอนนี้กำลังจะทำอะไรบ้างก็เข้าใจในความพยายาม และก็เห็นถึงความตั้งใจจริงๆ แต่ในฐานะประชาชนก็เชื่อว่า 3 ปีที่ผ่านมาประเทศสงบสุข ทำให้ไม่มีการประท้วงแบบเมื่อก่อน ก็คือสังคมไม่ชะงัก ประชาชนมีความปลอดภัยมากกว่า แต่ข้อเสียที่เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ยังแก้ไม่ได้คือ เรื่องสามชายแดนใต้.

----------------

 

"บิ๊กข้าราชการ" ปลื้มนโยบายรัฐบาล

         ด้าน นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง 3 ปีคสช.ว่า รัฐบาลนี้มีนโยบายให้บูรณาการทำงานในมิติต่างๆ โดยดูว่าใครสมควรเป็นเจ้าภาพหลัก ใครเป็นผู้สนับสนุนบทบาทภารกิจต่างๆ ถือเป็นวิธีการจัดการกับภารกิจที่ซ้ำซ้อนหรือต่างคนต่างทำในลักษณะท่อแตกให้มารวมกันในท่อเดียว จากที่เคยรั่วไหลก็กลับมาไหลถึงปลายท่อได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขจัดความสิ้นเปลือง ลดภาระด้านงบประมาณของรัฐในแต่ละเรื่องไปได้มาก 

         ขณะที่ด้านธรรมาภิบาล รัฐบาลได้นำระบบความโปร่งใสเป็นธรรม ระบบตรวจสอบพร้อมกลไกควบคุมมาใช้อย่างเข้มข้น ข้าราชการทุกคนจะระมัดระวังมากยิ่งขึ้น รวมถึงการเชิดชูสถาบันหลักของชาติ เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลสนับสนุนส่งเสริมศาสตร์พระราชาและน้อมนำพระบรมราโชวาทในหลวงรัชกาลที่ 10 เรื่องการสืบสาน ขยายผล และต่อยอดสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติ โดยนำมาบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติ

         นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการป.ป.ช. สะท้อนการทำงานในฐานะกรรมการในองค์กรซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามทุจริตว่า ตลอดช่วง 3 ปีภายใต้รัฐบาลคสช.เป็นไปอย่างราบรื่น ฝ่ายผู้มีอำนาจช่วยแก้ไขในส่วนที่มีข้อติดขัด เช่นในภาพรวมขององค์กรมีภารกิจค่อนข้างมาก แต่ที่ผ่านมางบประมาณและกำลังคนไม่เพียงพอ ป.ป.ช.ก็ได้รับการสนับสนุน อีกทั้งรัฐบาลคสช.ตอบรับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 ของป.ป.ช.ที่กำหนดพันธกิจหลักสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริต ยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการทุกภาคส่วน ปฏิรูปกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั้งระบบให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยให้หน่วยงานรัฐขับเคลื่อนตามอย่างเต็มที่ 

ป.ป.ท.อวย คสช.ปราบทุจริตถูกทาง

         นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวถึงบทบาทคสช.ที่มีต่องานในด้านปราบปรามการทุจริตว่า ในอดีตกลไกภาครัฐบริหารโดยขาดธรรมภิบาล การแก้ปัญหาทุจริตขององค์กรอิสระจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เมื่อคสช.และรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาได้ตั้งศอตช.ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นหน่วยราชการให้ทำงานในกรอบธรรมาภิบาล เมื่อพบข้าราชการที่ออกนอกกรอบ หัวหน้าส่วนราชการต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการสอบสวนวินัยและย้ายให้พ้นจากตำแหน่ง โดยคสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้ามาเป็นมาตรการเสริมในด้านการปราบปรามทุจริต ท่ี่ผ่านมามีข้าราชการถูกพักงาน ย้ายพ้นจากอำนาจหน้าที่ และกระตุ้นกลไกการสอบสวนและลงโทษวินัย

         ในประเด็นของการประมูลการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ได้ปรับเปลี่ยนระบบอีอ็อกชั่นที่มีปัญหาฮั้วประมูล มาเป็นอีบิดดิ้งและอีมาร์เก็ต ซึ่งแม้ทั้ง 2 ระบบจะยังมีปัญหาแต่พบว่าช่องว่างที่เอื้อให้กระทำความผิดน้อยลง

         เลขาธิการป.ป.ท. กล่าวอีกว่า ในส่วนของป.ป.ท.ที่มีปัญหาคดีคั่งค้าง รัฐบาลก็ผลักดันให้มีการแก้กฎหมาย ให้เลขาธิการป.ป.ท.มีอำนาจสั่งไต่สวนคดีที่พบมูลความผิด ในเรื่องการประมูลหรือจัดซื้อของทางราชการที่อดีตควบคุมโดยระเบียบพัสดุว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ก็มีการยกร่างเป็นพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ถือได้ว่าการใช้อำนาจบริหารของคสช.ทำให้กลไกธรรมาภิบาลเข้มแข็ง เป็นการทำ 1 อย่างได้ผล 3 อย่าง คือ 1.เมื่อมีหนังสือร้องเรียนส่งถึงป.ป.ท. จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบความผิดจะเสนอให้ย้ายผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดออกจากตำแหน่ง 2.การตรวจสอบของศอตช.กระตุ้นให้ข้าราชการอยู่ในกรอบ และ 3 เป็นการป้องกันการทุจริต. ซึ่งเป็นการควบคุมสภาพปัญหาการทุจริตในระยะยาวที่ดีกว่าการปราบปรามที่ปลายเหตุ โดยหัวหน้าหน่วยราชการที่เพิกเฉยไม่ตรวจสอบผู้ใต้บังคับบัญชาจะถูกรวบรวมพฤติกรรมเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ

         “ที่ผ่านมาปัญหาทุจริตไม่เคยได้รับการแก้ไข แม้ปัจจุบันการทุจริตจะยังคงมีอยู่แต่กลไกการแก้ไขเดินหน้าไปได้มาก ซึ่งรัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาแบบเดิมที่ปล่อยให้คนทุจริตคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อทำผิดต่อไป แต่เข้ามาตัดตอนปัญหาด้วยการย้ายให้พ้นจากหน้าที่ เข้าใจว่าช่วงนี้ใกล้จะมีการเลือกตั้งทำให้หลายฝ่ายออกมาให้ความเห็นว่าการทำงานของรัฐบาลไม่ได้ผล ซึ่งเป็นการพูดที่ไม่สร้างสรรค์" นายประยงค์กล่าว

-------------

          ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์ รายงาน