
เปิดโฉม “ทีมปัตตานี” ถล่มเป้าเศรษฐกิจ
การพุ่งเป้าโจมตีย่านเศรษฐกิจ ต้องการตอบโต้หรือปฏิเสธนโยบายของรัฐบาลที่ใช้เศรษฐกิจนำเพื่อยุติความรุนแรง แต่นัยที่ยังซ่อนอยู่ คือธุรกิจต้องจ่าย “ค่าคุ้มครอง"
เปิดโฉม “ทีมปัตตานี” ถล่มเป้าเศรษฐกิจ
ไขปม “ค่าคุ้มครอง”-ราคา“ความปลอดภัย”
นับว่าเป็นคดีความมั่นคงชายแดนใต้คดีหนึ่งที่คลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว สำหรับเหตุคาร์บอมบ์ห้างบิ๊กซี ปัตตานี เพราะผ่านมาเพียง 3 วัน เจ้าหน้าที่สามารถรู้ตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุได้เกือบยกก๊วนแล้ว
หากพิจารณาจากเอกสารที่ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 แจกจ่ายให้สื่อมวลชน เป็นรายชื่อผู้มีส่วนร่วมในการก่อเหตุสังหาร นายนุสน ขจรคำ เจ้าของรถกระบะที่ถูกปล้น ก่อนนำไปบรรทุกระเบิดและนำไปโจมตีที่หน้าห้างบิ๊กซี ปัตตานี พบเครือข่ายผู้ก่อเหตุดังนี้
จิ๊กซอว์เริ่มจาก นายสูฮัยมี หรือ สุไฮมี สมาแอ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ และคายข้อมูลทั้งหมด เขาเคยร่วมโครงการพาคนกลับบ้านของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
ปฏิบัติการครั้งนี้ ทั้งการปล้นรถและจุดระเบิดคาร์บอมบ์ มี นายอันนุงวา กาซอ เป็นผู้สั่งการ และมี นายรุสลัน ใบมะ เป็นผู้สังเกตการณ์
นอกจากนั้นยังมี นายเมาลานา สาเมาะ เป็นผู้จัดหาทีมปฏิบัติการ นายอิสมาแอ มอซู จัดหารถเป้าหมายที่จะก่อเหตุปล้น และส่งให้ นายมะนาเซ ไซร์ดี ไปรับรถหลังจากปล้นแล้ว พร้อมประกอบระเบิดใส่ในรถคันก่อเหตุ ส่วน นายบูคอรี หลำโซะ เป็นทีมเฝ้าสังเกตการณ์ มี นายมูฮำมัด กาซอ ประกอบระเบิดใส่ในรถ และนายอับดุลอาซิ จะปะกียา เป็นผู้จัดหาทีมนำรถไปจอดที่หน้าห้างบิ๊กซี ปัตตานี และทีมพาหลบหนี
สำหรับทีมที่ขับรถบรรทุกระเบิดไปจอด และพากันหลบหนีมีด้วยกัน 4 คน คือ นายมะกอเซ็ง หม้าแอ อายุ 25 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.เมืองปัตตานี ถูกออกหมายจับแล้วเป็นคนแรก นายอับดุลเลาะห์ เจ๊ะลี อายุ 26 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี นายอิสมาแอ หะยีดอเลาะ อายุ 26 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และ นายมูฮำหมัด กาซอ อายุ 39 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.เมืองปัตตานี ซึ่งมีหน้าที่ประกอบระเบิดใส่รถด้วย
วิธีการของคนร้ายทั้งหมดคือ ร่วมกันปล้นรถกระบะจากนายนุสน ขจรคำ แล้วมีเพื่อนร่วมขบวนการอีกกลุ่มหนึ่งนำตัวนายนุสนไปฆ่า และทิ้งศพในทุ่งนา จากนั้น 2 ใน 4 คนได้ขับรถกระบะของนายนุสนไปบรรทุกระเบิด แล้วขับไปจอดที่หน้าห้างบิ๊กซี ปัตตานี ซึ่ง 1 ใน 2 คนนี้คือ นายมะกอเซ็ง หม้าแอ ภาพจากกล้องวงจรปิดชี้ชัดว่าเขาสวมเสื้อสีดำ นั่งเบาะนั่งข้างคนขับ เมื่อจอดรถแล้วเขาเดินหนีไปพร้อมกับคนขับ เพื่อไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่เพื่อนอีก 2 คนขี่มารอรับ ก่อนจะหลบหนีไป
ไล่เรียงดูชื่อคนในเครือข่ายทีมปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าเป็น “ทีมปัตตานี” ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวอยู่ใน อ.เมืองปัตตานี และ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เข้าด้วยกัน และยังเชื่อมโยงกับกลุ่มที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน อ.เทพา จ.สงขลา อย่าง นายรุสลัน ใบมะ ด้วย
พื้นที่รอยต่อ 3 อำเภอนี้ คือ อ.เทพา จ.สงขลา อ.หนองจิก และ อ.เมืองปัตตานี อยู่ติดกัน และเป็นอำเภอติดทะเล มีพื้นที่ซ่อนตัวและกบดานหลายจุด
“ทีมปัตตานี” ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดเมื่อมีการทลายแหล่งซุกซ่อนวัตถุระเบิดครั้งใหญ่ที่ชายทะเล ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 สามารถยึดวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบแล้วมากกว่า 30 ลูก
ข้อมูลการข่าวเชื่อมโยงไปที่กลุ่มของนายเสรี แวมามุ ชาว อ.เทพา รวมถึง นายรุสลัน ใบมะ
ต่อมากลุ่มคนร้าย “ทีมปัตตานี” ได้ปฏิบัติการตอบโต้ ด้วยการปล้นรถเก๋งจากเจ้าทรัพย์ใน อ.เมืองปัตตานี จากนั้นนำไปซุกระเบิด และขับไปวางโจมตีทันทีที่ฐานปฏิบัติการหน่วยปฏิบัติการพิเศษของตำรวจ หลังด่านปัตตานีคอนกรีต ทางเข้าเมืองปัตตานี ห่างจากบิ๊กซี ปัตตานี เพียง 1 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 แรงระเบิดทำให้ฐานปฏิบัติการถูกเพลิงเผาวอดทั้งฐาน
ต่อมาคนร้ายในทีมนี้ยังไปมีส่วนร่วมก่อเหตุระเบิดเกือบ 20 จุดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคม 2559 ด้วย โดยชื่อของ นายเสรี แวมามุ นายรุสลัน ใบมะ อยู่ในบัญชีหมายจับของตำรวจ
จากนั้นวันที่ 23 สิงหาคม ยังได้ขโมยรถพยาบาลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลปะกาฮะรัง อ.เมืองปัตตานี ไปก่อเหตุคาร์บอมบ์ที่หน้าโรงแรมเซาเทิร์นวิว ปัตตานี ห่างจากห้างบิ๊กซีราว 2 กิโลเมตรอีกด้วย ข้อมูลจากการสืบสวนของตำรวจชี้ว่า นายฮากีม ดอเลาะ เกี่ยวข้องกับเหตุคาร์บอมบ์ครั้งนั้น
โดย นายฮากีม มีชื่อถูกออกหมายจับในคดีระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนร่วมกับ นายรุสลัน ใบมะ และนายเสรี แวมามุ
ขณะที่วัตถุพยานจากระเบิดแสวงเครื่องทั้้งที่ทำงานและไม่ทำงานในเหตุการณ์ระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ชี้ชัดว่าเป็นฝีมือของ “ทีมหนองจิก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ทีมปัตตานี”
วิธีการที่คนร้ายใช้ในเหตุการณ์คาร์บอมบ์โรงแรมเซาเทิร์นวิว คล้ายคลึงกับเหตุระเบิดที่ห้างบิ๊กซี ปัตตานี คือจุดระเบิดลูกเล็กขึ้นก่อน เพื่อล่อฝูงชนให้แตกตื่น จากนั้นก็ขับรถพยาบาลซุกระเบิดเข้าไปจอด แล้วจุดระเบิดจากรถพยาบาล
ขณะที่เหตุคาร์บอมบ์บิ๊กซี ปัตตานี ก็มีระเบิดลูกเกิดก่อนเพื่อ “หน่วงเวลา” และดึงฝูงชนออกมา ก่อนจะจุดระเบิดคาร์บอมบ์ซ้ำ
กระบวนการตั้งแต่ปล้นรถ ใส่ระเบิด และนำไปจอดโจมตี ทุกเหตุการณ์เป็นการก่อเหตุภายใน 1 วัน
เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุคาร์บอมบ์ในระยะหลังๆ ซึ่งเป็นรูปแบบปฏิบัติการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ล้วนเกิดในปัตตานี
หากวิเคราะห์เฉพาะคาร์บอมบ์ 3 ครั้งสำคัญที่เชื่่อว่าเป็นฝีมือของ “ทีมปัตตานี” จะพบว่าคาร์บอมบ์ที่ฐานปฏิบัติการของตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2560 มีเป้าหมายเป็นการตอบโต้เจ้าหน้าที่ชัดเจน คาดว่าเชื่อมโยงกับการถูกทลายแหล่งซุกซ่อนระเบิดเมื่อ 17 วันก่อนหน้า
ส่วนคาร์บอมบ์อีก 2 ครั้ง คือ โรงแรมเซาเทิรน์วิว และบิ๊กซี ปัตตานี เป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญ
ขณะที่ อ.หนองจิก เป็น 1 ใน 3 อำเภอนำร่องในโครงการ “สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) และรัฐบาล ที่ต้องการเดินหน้ายุทธศาสตร์ “ใช้เศรษฐกิจนำ” เพื่อยุติความรุนแรง
การพุ่งเป้าก่อเหตุโจมตีย่านเศรษฐกิจจึงค่อนข้างชัดเจนว่าต้องการตอบโต้หรือปฏิเสธนโยบายของรัฐบาลและ ศอ.บต. เช่นเดียวกับการระเบิดเสาไฟฟ้ากว่า 50 ต้นเมื่อคืนวันที่ 6 เมษายน 2560 ก็คือการทำลายสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
นี่คือสัญญาณที่ส่งออกมาอย่างแจ่มชัดจากกลุ่มผู้ก่อเหตุ...
แต่นัยที่ยังซ่อนอยู่และเป็นความจริงที่รู้ๆ กันอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทว่าไม่ค่อยมีใครปริปากพูด ก็คือ ธุรกิจใหญ่ๆ ที่ไม่ใช่ทุนท้องถิ่น หรือทุนมุสลิม ล้วนต้องจ่าย “ค่าคุ้มครอง” คล้ายๆ กับการ “จ่ายรายการ” หรือที่รู้จักกันในนาม “จ่ายส่วย” ของสถานบริการเปิดเกินเวลา
“ค่าคุ้มครอง” ที่ว่านี้จะมีบุคคลที่เป็น “ตัวแทนฝ่ายขบวนการ” มาติดต่อ และผู้ประกอบการต้องจ่าย หากไม่จ่ายก็จะโดนกับสารพัดเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ แต่ที่แย่ก็คือ แม้จะจ่าย ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะปลอดเหตุร้ายตลอดไป
การก่อเหตุระเบิดคาร์บอมบ์หน้าห้างบิ๊กซี ปัตตานี ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกใหญ่ที่สุดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้คนพลุกพล่าน แต่ไม่มีใครตาย ทำให้คนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเหตุการณ์นี้น่าจะมีปมผลประโยชน์แอบแฝง
ขณะที่ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน มีพิธีเปิดห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่อย่างยิ่งใหญ่ในตัวเมืองปัตตานี ขณะเดียวกันเมื่อตอนต้นปีก็มีพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างห้างสรรพสินค้าอีกแห่งหนึ่ง
นี่คือความซับซ้อนซ่อนเงื่อนและสับสนอลหม่านอย่างยิ่งของปัญหาชายแดนใต้ที่ไม่ได้มีแค่ปมแยกดินแดน !



