คอลัมนิสต์

 สุทธิชัย LIVE เปิดใจ “ภูมิธรรม” ทิศทางพรรคเพื่อไทย

สุทธิชัย LIVE เปิดใจ “ภูมิธรรม” ทิศทางพรรคเพื่อไทย

13 พ.ค. 2560

"ภูมิธรรม" เปิดใจ ผ่านไลฟ์กับ "สุทธิชัย" ถึงอนาคตพรรคเพื่อไทย ที่เขายอมรับว่า "ยังมืดไม่มีทางไปชัดเจน" พร้อมวิเคราะห์ทิศทางการเมืองในอนาคต

จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือการออกแบบระบบให้รัฐราชการเป็นใหญ่

 

เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (12 พฤษภาคม) สุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษาเครือเนชั่น LIVE ผ่านเฟซบุ๊ค suthichai.yoon กับ ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ต่อทิศทางของพรรคเพื่อไทยหลังมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเตรียมพร้อมต่อการลงสู่สนามเลือกตั้งหลังจากที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้
 
โดยนายภูมิธรรม ให้ความเห็นอย่างเปิดใจว่ามองไม่ออกสำหรับโร้ดแม็พการเมืองไทยตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางแผนไว้ เนื่องจากที่ผ่านมายังมีการเปลี่ยนแปลงและขยับโร้ดแม็พตลอดเวลา นอกจากนั้นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) จำนวน 4 ฉบับที่ใช้ในการเลือกตั้ง ยังมีความไม่ชัดเจน ดังนั้นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำได้ในขณะนี้ คือ บอกให้สมาชิกพรรคเพื่อไทย รวมถึงอดีต ส.ส.ของพรรคเข้าหาประชาชนอย่างใกล้ชิด เพราะการเข้าถึงประชาชนนั้นจะเป็นต้นทุนพื้นฐานที่สำคัญต่อการรณรงค์และต่อสู้ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง
 
“แผนหลักของพรรคเพื่อไทย ผมยอมรับแบบไม่เล่นตัวว่า ตอบไม่ได้ เนื่องจากกติกาที่ใช้เกมการเมืองยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน เขตเลือกตั้งก็เปลี่ยนแปลงหมด วันนี้นักการเมืองที่ยืนอยู่ในเขตเลือกตั้งเดิมก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ คือ บอกให้อดีต ส.ส.ของพรรคเข้าหาประชาชนในพื้นที่ แต่ก็ทำได้ไม่มากนัก เนื่องจากถูกฝ่ายความมั่นคงจับตาอยู่ เหตุผลสำคัญที่ต้องทำเช่นนั้นเพราะประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจและเลือกคน หากสร้างความใกล้ชิดประชาชนสามารถสะท้อนความคิดของประชาชนได้ รวมถึงทำตัวให้เป็นที่วางใจ เป็นความหวังของอนาคตให้กับประชาชนได้แล้ว จะเป็นต้นทุนที่สำคัญ” นายภูมิธรรม กล่าว
 
เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงประเด็นการฟื้นศรัทธาของประชาชนต่อตัวนักการเมืองและพรรคการเมืองด้วยว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองต้องทบทวนตนเอง วิเคราะห์ตัวเอง เพื่อตรวจสอบว่าอะไรคือคุณสมบัติและบทบาทที่ควรจะเป็น เพื่อตอบสนองและรับใช้ประชาชนให้มากที่สุดภายใต้กติกาใหม่ ขณะที่ทุกส่วนของสังคมต้องร่วมพิจารณาว่าจะกำหนดให้นักการเมืองและทิศทางทางการเมืองไปทางใด ทั้งนี้หากโอกาสเปิดจะเป็นหัวข้อที่สำคัญลำดับแรกที่พรรคการเมืองต้องคุยกัน ขณะที่การลงสู่สนามการเลือกตั้งจากนี้ ตนตอบเป็นเบื้องต้นฐานะพรรคการเมืองและนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยว่าเมื่อกลไกเคลื่อนเราต้องเข้าสู่ตามกระบวนการ แต่ต้องขอพิจารณารายละเอียดของกติกาที่เขียนไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกครั้งว่าจะสามารถพัฒนาการเมืองไปอย่างไร
 
ต่อประเด็นมุมมองประชาธิปไตยและการเมืองไทยหลังมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้ความเป็นประชาธิปไตยลดน้อยกว่าเดิม เพราะมีเงื่อนไขที่จำกัดการพัฒนาของพรรคการเมือง และลดอำนาจของประชาชนต่อการมีบทบาทและร่วมตัดสินใจในทางการเมือง ลดการตรวจสอบถ่วงดุลของสื่อมวลชน ซึ่งตนมองว่าเป็นข้อจำกัดที่เข้มงวดในกระบวนการพัฒนาทางการเมือง ขณะที่กลไกใหม่ในกฎหมายเลือกตั้งที่ระบุให้สมาชิกพรรคต้องชำระค่าบำรุงพรรคนั้น ตนมองว่าอาจเป็นช่องทางที่ทำให้ลดจำนวนสมาชิกของพรรคการเมือง เพราะการจ่ายเงินให้พรรคนั้นไม่ถูกจริตของคนไทย ที่ต้องการมีส่วนร่วมแสดงความเห็นตามประสบการณ์ของตนเองมากกว่าการจ่ายเงินให้กับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว
 
“จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือการออกแบบระบบให้รัฐราชการเป็นใหญ่ และกำหนดเงื่อนไขที่แก้ไขเนื้อหาได้ยาก หากจะแก้ไขได้ต้องมีทางออกเดียวคือใช้อำนาจพิเศษนอกระบบ ดังนั้นผมไม่มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยแบบสากล หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะตามหลักการของประชาธิปไตยที่เป็นสากล ก็คือ การถ่วงดุล ,ตรวจสอบได้ รวมถึงต้องสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนที่เป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่กำหนดกลไกให้ผู้มีอำนาจสามารถควบคุมได้ตามต้องการของตนเองมากกว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการ จึงพยายามสร้างรัฐราชการที่ผูกขาดกับเทคโนแคร็ตบางส่วน แม้คณะผู้ทำรัฐธรรมนูญจะบอกว่าเขียนเพื่อป้องกันนักการเมืองโกง แต่ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการโกง เพราะกติกาแบบนี้จะเป็นสิ่งที่มาพันธนาการทำให้นักการเมืองไม่ว่าฝ่ายไหนทำงานยาก และผลสุดท้ายจะทำให้กลายเป็นอุปสรรคที่พันธนาการตัวเอง และอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้ทันตามโลกความเป็นจริง” นายภูมิธรรม กล่าว
 
สำหรับประเด็นสำคัญของการปราบปรามการคอร์รัปชั่นโดยนักการเมืองที่เป็นหัวใจของการสร้างคุณภาพนักการเมืองด้วย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มองว่า กติกาที่กำหนดโดยผู้ร่างนั้นมีเจตนาที่เป็นอคติโดยตรงกับนักการเมือง เช่น กรณีที่มองว่าปัญหาประเทศคือคอร์รัปชั่นและมีอคติกับนักการเมือง ซึ่งตนมองว่านักการเมืองก็มีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ แต่ในระยะ 3 ปีของการรัฐประหารที่ผ่านมา แม้นักการเมืองไม่ยุ่งกับระบบ แต่ปัญหาคอร์รัปชั่นยังเป็นปัญหารุนแรงในสังคม ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นหลายเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับวิชาชีพใดหรือคนใด แต่ขึ้นอยู่กับระบบที่ถูกออกแบบที่ดี คือการสร้างการตรวจสอบถ่วงดุลที่แข็งแรง ประชาชน รวมถึงวิชาชีพอื่นๆ สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเต็มที่
 
ในประเด็นสุดท้ายว่าด้วยความขัดแย้งที่อาจกลับมาหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ส่วนตัวเป็นห่วงไม่น้อย เนื่องจากกลไกที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงกติกาที่ต้องเขียนไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อาจทำให้มีปัญหาต่อการแก้อุปสรรคในอนาคต เช่น กรณีที่คนที่ได้รับเลือกตั้งไม่เห็นด้วยกับกลไกที่ถูกออกแบบในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก จนเกิดเป็นข้อขัดแย้งระหว่างอำนาจและกลไกที่ถูกออกแบบจะทำอย่างไร นอกจากนั้นแล้วกลไกที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกแบบให้ผู้มีอำนาจสูงสุด ได้เลือกเชื่อเพียงข้างเดียว แทนการเคารพความเห็นที่แตกต่างของคนในสังคมที่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย จะเป็นชนวนที่สร้างความขัดแย้ง เนื่องจากกลไกที่ออกแบบนั้นตอบสนองเพียงคนกลุ่มเดียว ไม่ใช่การสร้างความสมดุลและเคารพความเห็นที่แตกต่างของคนในสังคม
 
“ต่อประเด็นการสร้างความปรองดองที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังเร่งทำนั้น ผมยังเป็นห่วงโดยเฉพาะความเข้าใจต่อกระบวนการปรองดองที่เลือกไม่มองหรือวิเคราะห์ปัญหาขัดแย้งเชิงฐานรากในสังคม ทั้งนี้การจะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้จริง ต้องอาศัยศาสตร์และความรู้ที่ดี บุคคลที่เข้ามาทำเรื่องปรองดองต้องเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ไม่ใช่มาจากฝ่ายผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าคนอื่น ดังนั้นสิ่งที่คสช. กำลังทำนั้นผมกังวลว่าจะเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่การแก้ไขรากปัญหาของความขัดแย้ง ดังนั้นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเสนอคือ ฝ่ายมั่นคง กองทัพ หรือรัฐบาลที่เป็นคู่ขัดแย้งต้องไม่ใช่คนมาทำกระบวนการนี้ ต้องให้คนนอกที่หลายฝ่ายยอมรับมาทำ ขณะเดียวกันต้องพูดถึงรายละเอียดของความขัดแย้งทั้งหมด ทั้งตัวบุคคลและปัจจัยต่างๆ ส่วนที่เวทีปรองดองของรัฐบาลนั้น ผมยังกังวลใจว่าจะมีบทสรุปทางไหน เพราะเมื่อผ่านกระบวนการสำรวจและวิเคราะห์โดยรัฐแล้ว บางประเด็นที่ยังเห็นไม่ตรงกันจะมีรายละเอียดอย่างไร เช่นข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ เป็นต้น” นายภูมิธรรม กล่าว