
คำที่พ่อแม่ไม่อยากพูด “ขอให้ลูกเป็นคนสุดท้าย”
ความประมาทที่เกิดขึ้น เป็นความผิดเฉพาะบุคคล แต่ความสูญเสีย เป็นเรื่องที่ทุกคนเสียใจ และไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก
“ผมไม่อยากจะพูดคำนี้ อย่างที่เคยได้ยินในข่าวทีวีทั่วไปว่า ขอให้เป็นคนสุดท้ายที่ต้องมาเสียชีวิตด้วยเหตุการณ์เช่นนี้” รัชชานนท์ บุญงาม กล่าวทั้งสะอื้นไห้ ด้วยไม่อาจทำใจได้กับการจากไปของลูกสาวในวัยเพียง 4 ขวบ “น้องน้ำหนึ่ง” ด.ญ.โยษิตา บุญงาม เมื่อค่ำวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเครียด และอกสั่นขวัญแขวนของผู้เป็นพ่อแม่ เมื่อน้องน้ำหนึ่งไม่ได้เดินกลับมาถึงบ้านพร้อมพี่ชายวัย 9 ขวบเหมือนตอนขาไป หลังจากที่ทั้งสองขออนุญาตไปซื้อขนมที่ร้านไม่ไกลจากบ้านภายในโครงการเอื้ออาทร วัดหงอนไก่ อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร
การแจ้งข่าว และออกตามหา มาจบลงด้วยภาพในกล้องวงจรปิดข้างสนามฟุตซอล วิดีโอสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที สลายใจรัชชานนท์ และสุมามาศ พ่อและแม่ของน้องน้ำหนึ่งในอึดใจที่ปรากฏภาพหนูน้อยเดินถือถุงขนม ตกลงไปในท่อระบายน้ำที่ฝาปิดชำรุด
รัชชานนท์ พยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดแสนสาหัส เพื่อที่จะบอกเล่า เท่าที่เขาพอจะพูดออกมาได้ในยามนี้
“ยังพูดอะไรไม่ออก ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
“ผมไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียลูกสาวไป และก็ไม่มีอะไรมาทดแทนกับการสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้ได้”
“ผมไม่อยากจะพูดคำนี้ อย่างที่เคยได้ยินในข่าวทีวีทั่วไปว่า ขอให้เป็นคนสุดท้ายที่ต้องมาเสียชีวิตด้วยเหตุการณ์เช่นนี้”
รัชชานนท์ อยู่ในวัย 40 ส่วน สุมามาศ จันทร์อิน คู่ชีวิตวัย 34 ปี เป็นวัยเริ่มต้นครอบครัวอบอุ่น เปี่ยมสุข แต่ก็กลับมาพบกับฝันร้ายที่จะติดตามไปตลอดชีวิต รัชชานนท์ฝากถึงคนที่ทำให้ครอบครัวของพวกเขาต้องประสบเคราะห์กรรมครั้งนี้ว่า
“ที่ผ่านมาผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงปล่อยให้ฝาท่อชำรุดแล้วไม่เร่งรีบซ่อมแซม จนทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”
รัชชานนท์ และสุมามาศ ตั้งศพสวดบำเพ็ญกุศลให้น้องน้ำหนึ่งเป็นเวลา 3 คืน และจะฌาปนกิจ ที่วัดราษฎร์บำรุง(วัดหงอนไก่) ที่อยู่ในละแวกนั้น
รัชชานนท์ พร้อม สุมามาศ และลูกชายวัย 9 ปี ได้ไปพบ พ.ต.อ.วิเชียร ประทุมรัตน์ ผกก.สภ.กระทุ่มแบน ตามนัด เพื่อหารือพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัวและเพื่อนบ้านในโครงการ โดยมี นายธวัช สินพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร 4 การเคหะแห่งชาติ พร้อมด้วย ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.สมุทรสาคร เข้าร่วมเจรจาหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
ในด้านการดูแลรับผิดชอบความปลอดภัยในโครงการดังกล่าว มีคณะตัวแทนนิติบุคคลบ้านเคหะเอื้ออาทรฯ เข้าพบกันพร้อมหน้าครอบครัวผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามภายหลังการหารือ ผู้เกี่ยวข้องของโครงการได้มอบเงินเพื่อเยียวยาเบื้องต้นจำนวนหนึ่ง
พ.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า คดีความด้านความประมาทของอุบัติเหตุนี้ เบื้องต้นยังไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับใคร อยู่ระหว่างขั้นตอนต้องเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำให้แล้วเสร็จก่อน จากนั้นค่อยพิจารณาเพื่อแจ้งข้อหาทั้งคดีอาญาและทางแพ่งต่อไป
“ความประมาทที่เกิดขึ้น เป็นความผิดเฉพาะบุคคล แต่ความสูญเสีย เป็นเรื่องที่ทุกคนเสียใจ และไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก”
ส่วนนายธวัช สินพันธ์ บอกว่า หลังจากได้รับทราบข้อมูลวันนี้ทั้งหมดแล้ว จะเร่งไปประชุมร่วมกับการเคหะแห่งชาติ เพื่อหาทางกำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเพื่อมิให้มีเหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นอีกทุกแห่ง ทั้งนี้ จะร่วมกันพิจารณาถึงการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตต่อไปด้วย
สำหรับโครงการเคหะเอื้ออาทร วัดหงอนไก่ แห่งนี้ ขณะนี้ด้านขั้นตอนได้มีการจดทะเบียนแต่งตั้งเป็นให้นิติบุคคลไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2554 ในส่วนของการเคหะแห่งชาติ เป็นเพียงเสมือนพี่เลี้ยงที่คอยดูแล และให้คำปรึกษาและแนะนำคำปรึกษาต่างๆ เท่านั้น
เรื่องนี้ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ก็ยากจะปฏิเสธเพราะมีหน้าที่ดูแล แต่เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ต้องช่วยกันดูแลลูกเช่นกัน เพราะอุบัติเหตุทางน้ำเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กเสียชีวิต
รศ.นพ.อดิศักดิ์ บอกว่า การจมน้ำ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ขวบ ที่น่าเป็นห่วง การจมน้ำไม่จำเป็นจะต้องอยู่ริมน้ำเสมอไป อาจจะเป็นกระป๋องน้ำในบ้าน ท่อน้ำ สระน้ำ หรือแหล่งน้ำที่ผู้ใหญ่คิดว่าไม่น่าจะเป็นอันตรายกับเด็ก ซึ่งที่ผ่านมาอุบัติเหตุจากการจมน้ำเป็นสาเหตุอันดับ 1 ในการเสียชีวิตของเด็ก โดยแบ่งเด็กออกเป็น 2 ช่วงคือ วัยต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ และผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นเด็กต้องได้รับการดูแลจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็จะน้อยถ้ามีความระมัดระวังในการเลี้ยงดู
ส่วนอีกกลุ่มคืออายุมากกว่า 3 ขวบ ประมาณ 4-6 ขวบ วัยนี้ก็ต้องอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ ผู้ปกครอง เช่นกัน ยังคงต้องอยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นและช่วยเหลือได้ทันท่วงทีหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่เด็กในวัย 4-6 ขวบพ่อแม่ก็จะวางใจมากขึ้นระดับหนึ่งเพราะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ถ้าหากจะให้อยู่ในระยะปลอดภัยก็ต้องอยู่ในสายตาผู้ปกครอง และควรต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ที่ไม่นำไปสู่การเกิดอันตรายต่อชีวิตเด็กได้
“ไม่ว่าจะเป็นเด็กกลุุ่มไหน สิ่งแรกเลยพ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องดูแลเด็กให้ปลอดภัย ต่อมาสภาพแวดล้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ดูแลความปลอดภัยในสถานที่นั้นๆ ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในเวลาต่อมาได้"



