คอลัมนิสต์

ได้เวลาขึ้นทะเบียน “บีอาร์เอ็น” เป็นองค์กรก่อการร้าย?

ได้เวลาขึ้นทะเบียน “บีอาร์เอ็น” เป็นองค์กรก่อการร้าย?

12 พ.ค. 2560

ไทยจะได้รับความร่วมมือนานาประเทศกดดันบีอาร์เอ็นให้เคลื่อนไหวยากขึ้น และผลอีกด้านคือ การพูดคุยเจรจากับกลุ่มคนเหล่านี้จะกระทำไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

     เหตุคาร์บอมบ์ห้างบิ๊กซี สาขาปัตตานี ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากถึง 80 คน ซึ่งมีเด็กและผู้หญิงรวมอยู่ด้วย เป็นเหตุการณ์ความไม่สงบอีกครั้งหนึ่งที่ผู้ก่อการถูกประณามจากทุกฝ่าย ทั้งคนในพื้นที่ นอกพื้นที่ รวมถึงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ

     ที่น่าสนใจคือแถลงการณ์ประณามของ “ฮิวแมนไรท์วอทช์” องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่มีบทบาทสูงมากในปัจจุบัน เพราะมีเนื้อหารุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยย้ำว่าการก่อเหตุรุนแรงเช่นนี้เป็นอาชญากรรมสงคราม และอาจเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ตามกติการะหว่างประเทศ

     แถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ ออกโดย นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ระบุตอนหนึ่งว่า “การวางระเบิดห้างสรรพสินค้าใหญ่สุดในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ซึ่งคาดว่าเป็นผลงานของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบแบ่งแยกดินแดน มีเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดความสูญเสียมากสุดต่อพลเรือน การระเบิดขึ้นสองครั้งที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีในตัวเมืองปัตตานี เป็นการใช้ยุทธวิธี “หน่วงเวลาเพื่อกดระเบิดซ้ำ” ซึ่งกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนได้ใช้เป็นเวลานานในภูมิภาคที่มีความไม่สงบนี้...การก่อความไม่สงบโดยพุ่งเป้าโจมตีอย่างจงใจต่อพลเรือนในประเทศไทย อาจถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”

     และอีกตอนหนึ่งระบุว่า “นับแต่มีการโจมตีด้วยอาวุธเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังเดือนมกราคม 2547 ผู้ก่อความไม่สงบจากกลุ่ม Barisan Revolusi Nasional (BRN) ได้กระทำการที่ละเมิดกฎหมายสงครามหลายครั้ง ในบรรดาผู้เสียชีวิตกว่า 6,800 คนในช่วงที่เกิดการขัดกันด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ประมาณ 90% ของคนเหล่านี้เป็นพลเรือนทั้งที่เป็นชาวไทยพุทธและชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู”

ได้เวลาขึ้นทะเบียน “บีอาร์เอ็น” เป็นองค์กรก่อการร้าย?

     แถลงการณ์ระบุด้วยว่า “กฎหมายสงคราม” หรือที่เรียกว่า “กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ” ห้ามการโจมตีต่อพลเรือน หรือการโจมตีที่ไม่แยกแยะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับพลเรือน ข้ออ้างของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ว่า การโจมตีต่อพลเรือนชอบด้วยกฎหมาย เพราะพลเรือนเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของรัฐพุทธไทย หรือเป็นเพราะกฎหมายอิสลามที่พวกเขาตีความ อนุญาตให้กระทำการโจมตีดังกล่าวได้ ข้ออ้างเช่นนี้ไม่ชอบธรรมตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายสงครามยังห้ามการโจมตีเพื่อแก้แค้นและการสังหารแบบรวบรัดต่อพลเรือนและกองกำลังที่ถูกจับกุมตัวได้ ห้ามการทำลายซากศพ และห้ามการโจมตีที่พุ่งเป้าต่ออาคารสถานที่ของพลเรือน รวมทั้งโรงเรียน

     ขณะที่ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ครอบคลุมถึงความผิดอาญาบางประเภท ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางหรือเป็นระบบ โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “การโจมตีต่อประชากรที่เป็นพลเรือน” กล่าวคือต้องเป็นการโจมตีที่เกิดขึ้นจากการวางแผนหรือการมีนโยบายให้กระทำเช่นนั้นในระดับหนึ่ง การกระทำเช่นนั้นรวมถึงการสังหารและ “การกระทำอย่างไร้มนุษยธรรมที่มีพฤติการณ์แบบเดียวกัน โดยมุ่งก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างใหญ่หลวง หรือการบาดเจ็บสาหัสต่อร่างกาย หรือต่อสุขภาพทางใจหรือทางกาย”

     แถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ ยังอ้างถึงความเคลื่อนไหวของบีอาร์เอ็น ที่ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2560 คัดค้านการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีอิทธิพลอะไรแล้ว เป็นเครือข่ายหลวมๆ ของกลุ่มมาราปัตตานี โดยเป็นการเจรจาที่มีมาเลเซียเป็นตัวกลาง

ได้เวลาขึ้นทะเบียน “บีอาร์เอ็น” เป็นองค์กรก่อการร้าย?

     จากแถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ ทำให้เกิดคำถามในแวดวงคนทำงานด้านความมั่นคงว่า เหตุใดรัฐบาลไทยจึงไม่ประกาศให้กลุ่มบีอาร์เอ็นเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย เพราะการกระทำของบีอาร์เอ็นเข้าข่าย “การก่อการร้าย” อย่างชัดเจน

     ที่ผ่านมารัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานความมั่นคง พยายามลดระดับปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เป็นเพียงเรื่องของ “การก่อความไม่สงบ” และใช้คำเรียกผู้ก่อเหตุว่าเป็น “ผู้ก่อความไม่สงบ” ในช่วงต้นๆ ของเหตุการณ์ เมื่อราวปี 2547-2550 จากนั้นก็เปลี่ยนมาใช้คำเรียกที่ลดทอนความสำคัญลงไปอีกว่า “ผู้ก่อเหตุรุนแรง”

     สาเหตุสำคัญเป็นเพราะรัฐบาลไทยทุกชุดนิยามปัญหาชายแดนใต้ว่าเป็น “ปัญหาภายใน” ไม่ต้องการให้ประเทศอื่นๆ หรือองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงการแก้ไขปัญหา

     แต่ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางหน่วยระบุว่า แม้รัฐบาลจะไม่ประกาศให้บีอาร์เอ็น หรือผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “กลุ่มก่อการร้าย” แต่ก็มีหน่วยงานความมั่นคงของประเทศต่างๆ เช่น ซีไอเอ จากสหรัฐอเมริกา หน่วยข่าวกรองของออสเตรเลีย หรือแม้แต่หน่วยงานความมั่นคงในชาติอาเซียน ขอเข้ามาสังเกตการณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ชายแดนใต้ของไทยตลอดมาอยู่แล้ว

     ฉะนั้นหากรัฐบาลเสนอให้บีอาร์เอ็น หรือผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “ผู้ก่อการร้ายสากล” ซึ่งต้องได้รับการประกาศรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะส่งผลดีหลายประการกับการแก้ไขปัญหา เช่น รัฐบาลมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต้องให้ความร่วมมือกับไทยในการไม่ให้ที่พักพิงกับสมาชิกของบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าสมาชิกของขบวนการเหล่านี้หลบซ่อนตัวอยู่ใน 2 ประเทศนี้เป็นจำนวนมาก

     ขณะที่รัฐบาลไทยจะได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศในการกดดันบีอาร์เอ็นให้เคลื่อนไหวยากขึ้น และผลอีกด้านที่จะเกิดตามมาทันทีก็คือ การพูดคุยเจรจากับกลุ่มคนเหล่านี้จะกระทำไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

     หากยังจำกันได้ เมื่อครั้งที่แกนนำบีอาร์เอ็นเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพกับรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556 ก็ได้เสนอข้อเรียกร้อง 5 ข้อ และหนึ่งในนั้นคือห้ามเรียกบีอาร์เอ็นว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” แต่ให้ใช้คำว่า “ผู้ปลดปล่อยปาตานี” สะท้อนว่าบีอาร์เอ็นเองก็กลัวว่าพวกตนจะถูกหมายหัวให้เป็น “ผู้ก่อการร้าย” อันจะทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือขอความช่วยเหลือจากนานาประเทศได้อีกต่อไป

     ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ค.ศ.1999 และได้ตรากฎหมายภายในคือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ.2559 นอกเหนือจากการเพิ่มความผิดฐาน “ก่อการร้าย” เข้าไปในประมวลกฎหมายอาญาเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้

     ภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายฯ และอนุสัญญาสหประชาชาติฯในเรื่องเดียวกัน รัฐบาลไทยโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ต้องประกาศรายชื่อ “บุคคลที่ถูกกำหนด” ซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายสากลตามที่สหประชาชาติประกาศ ผลของการเป็น “บุคคลที่ถูกกำหนด” คือการระงับการทำธุรกรรมและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินทุกกรณี

ได้เวลาขึ้นทะเบียน “บีอาร์เอ็น” เป็นองค์กรก่อการร้าย?

     ที่น่าสนใจคือ นอกจาก “บุคคลที่ถูกกำหนด” ตามบัญชีของยูเอ็น ซึ่งก็คือผู้ก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ เช่น อัลไกดา ตาลีบัน ฯลฯ แล้ว ยังมีบัญชี “บุคคลที่ถูกกำหนด” ของไทย ซึ่ง ปปง.ประกาศไปแล้ว 95 คน ในจำนวนนี้ 94 คนเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยทั้งสิ้น

     นั่นย่อมหมายความว่า รัฐบาลไทยก็ยอมรับอยู่กลายๆ ว่า ผู้ก่อความไม่สงบที่ปลายด้ามขวาน ไม่ว่าจะสังกัดองค์กร “บีอาร์เอ็น” หรือองค์กรอื่นใดก็ตาม ถือเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายฯอยู่แล้ว

     คำถามก็คือจะช้าอยู่ไยที่จะเสนอขึ้นทะเบียนให้บีอาร์เอ็นเป็น “องค์กรก่อการร้าย” เพื่อใช้เขี้ยวเล็บของกฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศจัดการขบวนการนี้ ไม่ให้ก่อเหตุรุนแรงคร่าชีวิตคนบริสุทธิ์ ไม่เว้นแม้แต่เด็ก ผู้หญิง และผู้บริสุทธิ์ทุกเพศทุกวัย ทั้งๆ ที่จำนวนไม่น้อยก็มีถิ่นกำเนิดและนับถือศาสนาเดียวกับพวกตน