
อย่ากลัว “9 คำถาม” ประเมิน “คนอยากฆ่าตัวตาย” !
"กรมสุขภาพจิต" หาวิธีลดตัวเลขคนฆ่าตัวตาย เปิดตัวแอพพลิเคชั่น “สบายใจ (Sabaijai)” เป็นตัวช่วยให้คนอยากฆ่าตัวตายหรือผู้อยู่ใกล้ชิดใช้ประเมินสภาวะจิตใจเบื้องต้น
ช่วงนี้รัฐบาลกำลังปลื้มที่ “ยูเอ็น” จัดอันดับประเทศไทยมีความสุขเป็นอันดับ 32 ของโลก... จนแทบลืมคำเตือนจากกรมสุขภาพจิตที่ส่งสัญญาณมาหลายครั้งแล้วว่า สถิติคนไทยฆ่าตัวตายกำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นอันดับ 3 ของโลก ...
เมื่อช่วงวันสงกรานต์ 15 เมษายน 2560 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำข้อมูลมาโชว์สื่อมวลชนว่า “เครือข่ายการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ” (UNSDSN) จัดอันดับประเทศมีความสุขสุดในโลกประจำปี 2017 โดยใช้ตัวชี้วัดหลายด้านประกอบกัน เช่น จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ อายุขัยเฉลี่ย เสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิต การทำงาน ความเอื้อเฟื้อในสังคม ความโปร่งใส ฯลฯ ประเทศไทยจัดว่ามีความสุขเป็นอันดับ 3 ของเอเชียรองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสิงคโปร์ และได้เป็นอันดับ 32 ของโลก พล.ท.สรรเสริญกล่าวย้ำว่า ไม่ใช่แค่ข้อมูลจากยูเอ็นเท่านั้น แม้แต่สำนักข่าวระดับโลก “บลูมเบิร์ก” ยังจัดให้ไทยเป็นแชมป์ประเทศมีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลกด้วย
แม้คนไทยกลุ่มหนึ่งอาจมีความสุขตามตัวเลขดัชนีชี้วัดที่ตั้งไว้ ขณะเดียวกันยังมีตัวเลขอีกชุดหนึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จมีจำนวนพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลตั้งแต่ปี 2557 คนไทยเสียชีวิตจากฆ่าตัวตายไม่ต่ำกว่า 4,000 คนต่อปี หรือประมาณวันละ 11 คน เปรียบเทียบกับปี 2550 แค่วันละ 9 คน ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้ไทยไต่อันดับขึ้นไปเป็นประเทศที่ฆ่าตัวตายเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยอันดับ 1 คือ ญี่ปุ่น อันดับ 2 สวีเดน
แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ ญี่ปุ่นกับสวีเดน ผู้ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุมีโรคร้ายเรื้อรัง หรือมีปัญหาสุขภาพ ทำให้เบื่อหน่ายไม่อยากมีชีวิตเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลหรือเป็นภาระให้ลูกหลานดูแล
ทั้งนี้ อัตราการฆ่าตัวตายเฉลี่ยทั่วโลกประมาณปีละ 8 แสนคน คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคน ในปี 2563
ส่วนไทยนั้น ปัจจัยหลักทำให้ฆ่าตัวตายคือมีการดื่มสุราร่วมด้วย มักพบในผู้ที่ดื่มสุราจัดทำให้ขาดสติในการควบคุมตัวเอง ปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะผู้มีสุขภาพจิตไม่ปกติป่วยโรคซึมเศร้า มีบางส่วนที่เป็นคนป่วยโรคเรื้อรัง ปัญหาความรัก ครอบครัว ฯลฯ โดยวิธีฆ่าตัวตายร้อยละ 70 เป็นการแขวนคอ รองลงมากินยาพิษหรือยาฆ่าแมลงร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือใช้วิธียิงตัวตายหรือวิธีอื่นๆ และผู้ชายฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าผู้หญิง 4 เท่า
คำถามสำคัญคือ หากคนใกล้ชิดบอกว่า “อยากฆ่าตัวตาย” จะรู้ได้อย่างไรว่าพูดจริงหรือพูดเล่น ?
“ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม” ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) นักจิตวิทยาผู้มีประสบการณ์ให้คำปรึกษากรณีคนอยากฆ่าตัวตายมานานกว่า 40 ปี เปิดเผยเทคนิคสำคัญในการคัดกรองเบื้องต้น 3 ขั้นตอนให้ฟังว่า
ขั้นที่ 1 คนใกล้ชิดต้องสังเกตดูพฤติกรรมที่ผิดปกติไปจากเดิม ขั้นแรก คนมักจะพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “อยากตาย” “ไม่อยากมีชีวิตอยู่ในโลกนี้” “อยากฆ่าตัวตายให้จบๆ ไป” ฯลฯ ถ้าได้ยินคำพวกนี้ อย่าไปตัดสินว่าเป็นคำพูดเล่นๆ เพราะอาจแฝงความหมายบางอย่างได้ ต้องรีบวิเคราะห์เลยว่า คนที่พูดกำลังอกหักหรือเปล่า ป่วยเรื้อรังหรือไม่ ผิดหวังในชีวิตการงาน หรือมีเรื่องกลุ้มใจอะไรอยู่
ขั้นที่ 2 คนอยากฆ่าตัวตายจริง มักวางแผนล่วงหน้า ถ้าใครพูดเล่นๆ จะจบลงแค่ขั้นที่ 1 แต่เมื่อไรก็ตามเริ่มจินตนาการมีคำพูดลอยๆ ออกมาทำนองว่า “มีดแทงตัวตายจะเจ็บไหม” “อยากผูกคอตาย” “อยากได้ปืน” “อยากซื้อยาฆ่าแมลง” ฯลฯ ถ้าพูดถึงวิธีการตายแสดงว่าเริ่มจริงจัง ญาติหรือคนใกล้ชิดควรเริ่มรับฟังปัญหาอย่างตั้งใจ ปลอบใจให้ความหวัง ให้คำปรึกษาจริงจัง
หากผ่านไปถึง ขั้นที่ 3 คือ มีการเตรียมจัดหาอาวุธหรืออุปกรณ์ฆ่าตัวตายมาเตรียมไว้ มาโชว์ให้เห็น พูดจาในลักษณะอยากทำพินัยกรรมหรือแบ่งสมบัติให้คนนั้น คนนี้ขึ้นมาลอยๆ แสดงว่าถึงขั้นเตรียมลงมือ คนใกล้ชิดต้องนำไปพบแพทย์ทันที
ดร.วัลลภ เล่าต่อว่า คนไทยมักใช้วิธีผูกคอตายมากสุด รองลงมาคือกินยา ประเภท ยานอนหลับ ยาฆ่าแมลง ที่น่ากลัว คือ เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว คนไข้อยากฆ่าตัวตายเกือบทั้งหมดอยู่ในวัยกลางคนหรือคนแก่ แต่ตอนนี้คนมาปรึกษาเคสอยากฆ่าตัวตายอายุแค่ 20-30 กว่าปีเท่านั้น ส่วนใหญ่มีอาการโรคซึมเศร้าหมดหวังกับชีวิต คนกลุ่มนี้ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่เบื้องต้นจะหายเป็นปกติ แต่พวกฆ่าตัวตายสำเร็จมักมีการใช้แอลกอฮอล์เข้าช่วยด้วย เพราะตอนแรกจะกลุ้มใจหรือซึมเศร้าแล้วดื่มเหล้าเพื่อผ่อนคลาย เมื่อดื่มเหล้าติดต่อสัก 4-5 ปี กลายเป็นคนติดเหล้าและเป็นโรคซึมเศร้าด้วย ผู้ชายที่ฆ่าตัวตายสำเร็จเลยเกี่ยวข้องกับพวกเหล้าสุรา
“ถ้าใครเห็นว่าคนใกล้ชิดเริ่มซื้อหรือจัดหาอุปกรณ์ฆ่าตัวตาย ให้เอามาหาหมอหรือจิตแพทย์ เริ่มจากกล่อมดีๆ ชักชวนให้ไปหาหมอ หรืออาจติดต่อไปที่กรมสุขภาพจิตขอเจ้าหน้าที่มาให้คำปรึกษาที่บ้าน แต่ถ้าไม่สำเร็จต้องใช้กำลังบังคับ อุ้มขึ้นรถไปโรงพยาบาล แต่ถ้ายังไม่สำเร็จอีก ให้ใช้ขั้นเด็ดขาดคือ โทรศัพท์แจ้งตำรวจให้มารับตัวไปโรงพยาบาล เพราะถือเป็นหน้าที่ตำรวจโดยตรง เมื่อมาถึงมือจิตแพทย์แล้วส่วนใหญ่ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมีวิธีการรักษาหลายแบบ แทบจะไม่กลับไปฆ่าตัวตายอีกแล้ว” ดร.วัลลภ แนะนำ
สำหรับเพื่อน ๆ หรือญาติสามารถช่วยกันสังเกตอาการทั่วไปได้ดังนี้ คนอยากฆ่าตัวตายมักมีอารมณ์หงุดหงิด ท้อแท้ เบื่อหน่ายไปทุกเรื่อง เก็บตัวไม่อยากพบผู้คน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือกินอาหารมากกว่าปกติ นอนไม่หลับ เคลื่อนไหวตัวช้า ชอบพูดว่าตัวเองไม่ดีสำหรับครอบครัว หรือเป็นคนไร้ค่าในโลกมนุษย์
คนอยากฆ่าตัวตาย เป็นคนบ้าสติไม่ดี หรือไม่ ? สำหรับจิตแพทย์แล้ว คนบ้าคือผู้ป่วยทางจิต ส่วนคนอยากฆ่าตัวตายเป็นผู้มีอาการทางจิตอาจเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง หรือความเครียดสะสม อารมณ์ชั่ววูบ และคนฆ่าตัวตายสำเร็จส่วนใหญ่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช
แต่เกิดจากปัจจัยอื่น
"กรมสุขภาพจิต" พยายามหาวิธีลดตัวเลขคนฆ่าตัวตาย ล่าสุดเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “สบายใจ (Sabaijai)” สามารถใช้ได้ทั้งในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เป็นตัวช่วยให้คนอยากฆ่าตัวตายหรือผู้อยู่ใกล้ชิดใช้ประเมินสภาวะจิตใจเบื้องต้น
หากใครสนใจให้ดาวน์โหลดมาลองใช้ เมื่อเปิดเข้าไปหน้าแรกของแอพ “sabaijai” จะมี “แบบคัดกรอง” ให้เลือกแบ่งตามเพศหญิง เพศชาย และแบ่งอายุเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 15-24 ปี, 25-59 ปี และ 60-65 ปี
เมื่อกดเข้าไปจะมี 9 คำถามประเมินภาวะเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือไม่ ?
(1) ใน 1 ปี ดื่มสุราหนักเพื่อลดความทุกข์ใจหรือไม่ ?
(2) ใน 1 เดือนสูญเสีย คนรัก งาน ชื่อเสียงหรือไม่ ?
(3) ใน 1 เดือน มีความรู้สึกทรมานกับโรคเรื้อรังหรือไม่ ?
(4) รู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ ?
(5) ใน 1 เดือนวางแผนทำร้ายตัวเองหรือไม่ ?
(6) เขียนจดหมายลา หรือบอกลาคนใกล้ชิดว่าพยายามทำร้ายตัวเองหรือไม่ ?
(7) ใน 1 ปี เคยพยายามทำร้ายตัวเองหรือไม่
(8) ขณะนี้คิดทำร้ายตัวเอง ใช่หรือไม่ ?
(9) คิดจะทำร้ายตัวเองโดยไม่บอกให้ใครทราบ ใช่หรือไม่ ?
หากใครไม่ได้โหลดแอพก็สามารถลองนำคำถาม 9 ข้อนี้ไปถามตัวเองอย่างจริงจัง หรือถามคนใกล้ชิดที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยได้
นอกจากนี้ในแอพสบายใจยังมีข้อความพร้อมเสียงบรรยายช่วยเติมกำลังใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การเรียน ความรัก การงาน การเงิน ครอบครัว และสุขภาพ รวมถึงบทความคำสอนศาสนา
นับเป็นก้าวสำคัญของ “กรมสุขภาพจิต” ในการใช้เทคโนโลยีมาช่วยลดพฤติกรรมคนอยากฆ่าตัวตาย เพียงแต่รัฐบาลไทยจะยอมรับหรือไม่ว่า ปัญหานี้กำลังจะกลายเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยในอนาคต โดยเฉพาะตัวเลขที่หลายฝ่ายไม่แน่ใจว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เพราะบางครั้งโรงพยาบาลมักรายงานว่าเสียชีวิตจากสาเหตุอะไรผิดปกติในอวัยวะร่างกายมากกว่าระบุว่าฆ่าตัวตาย เช่น ขาดอากาศหายใจ
หากเก็บตัวเลขสถิติใหม่ครอบคลุมจริงจังทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ อาจพบตัวเลขที่น่าตกใจมากกว่าวันละ 11 คน !
ทีมข่าวรายงานพิเศษ



