คอลัมนิสต์

บึ้ม! บิ๊กซีปัตตานี อย่าหลงกล "บีอาร์เอ็น"

บึ้ม! บิ๊กซีปัตตานี อย่าหลงกล "บีอาร์เอ็น"

11 พ.ค. 2560

ความรุนแรงขนาดใหญ่ในพื้นที่ชายแดนใต้เกิดมาเป็นระยะ หลังจากบีอาร์เอ็นปรับขบวนภายในเพราะสูญเสียผู้นำระดับสูงไปหลายคนและต่อต้านการพูดคุยเจรจาของ “มารา ปาตานี”

     ฝ่ายความมั่นคงสรุปเบื้องต้นเป็นการภายในตั้งแต่หลังเกิดเหตุแล้วว่า "คาร์บอมบ์บิ๊กซี ปัตตานี" เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงกลุ่มเดิมๆ

     พูดให้ชัดก็คือกลุ่มบีอาร์เอ็นสายนิยมความรุนแรงและปฏิเสธการพูดคุยเจรจา

     ความรุนแรงขนาดใหญ่ในพื้นที่ชายแดนใต้เกิดมาเป็นระยะ หลังจากบีอาร์เอ็นปรับขบวนภายในเพราะสูญเสียผู้นำระดับสูงไปหลายคน เช่น สะแปอิง บาซอ, มะแซ อุเซ็ง บึ้ม! บิ๊กซีปัตตานี อย่าหลงกล "บีอาร์เอ็น"

     มีกระแสข่าวการใช้ “นักรบรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นเยาวชนคนหนุ่มที่เพิ่งผ่านการฝึกในปฏิบัติการโจมตีหลายครั้ง เช่น เหตุยิงถล่มจุดตรวจร่วม 3 ฝ่ายใน อ.กรงปินัง จ.ยะลา เมื่อกลางดึกวันที่ 3 เมษายน 2560

     ขณะที่วันที่ 10 เมษายน มีแถลงการณ์ที่อ้างว่าเป็นของบีอาร์เอ็น ยื่นเงื่อนไขใหม่ 3 ข้อหากรัฐบาลต้องการพูดคุยเจรจาเพื่อยุติความรุนแรงกับพวกเขา

     1 ใน 3 ข้อนั้น รัฐบาลยากที่จะยอมรับได้ นั่นก็คือการยกระดับการพูดคุยเจรจาให้มีองค์กรระหว่างประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน

     หลังจากนั้นก็มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่อง เช่น ปาระเบิดถล่มฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เล็กบ้างใหญ่บ้าง รวมๆ แล้ว 21 จุด เมื่อค่ำวันที่ 19 เมษายน ดักวางระเบิดและยิงถล่มซ้ำทหารพรานเสียชีวิต 6 นาย เมื่อวันที่ 27 เมษายน และล่าสุดคือคาร์บอมบ์ห้างบิ๊กซี ปัตตานี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม

     ทั้งหมดเป็นความเคลื่อนไหวระหว่างที่รัฐบาลไทยเปิดโต๊ะพูดคุยสันติสุขกับ “กลุ่มมารา ปาตานี” โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยการความสะดวก ซึ่งการพูดคุยเดินหน้ามาถึงการเห็นชอบกำหนด “พื้นที่ปลอดภัย” ร่วมกัน ล่าสุดคณะทำงานเทคนิคร่วม (คณะพูดคุยชุดเล็ก) ของทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในการตั้งคณะทำงานประเมินความพร้อมของพื้นที่นำร่อง 5 พื้นที่ เพื่อเสนอให้คณะพูดคุยชุดใหญ่กำหนดเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” พื้นที่แรก ซึ่งก็คืออำเภอใดอำเภอหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

     หลายฝ่ายเชื่อว่าเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาเป็นฝีมือของกลุ่มบีอาร์เอ็นฝ่ายต่อต้านการพูดคุยเจรจาของ “มารา ปาตานี”

     ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ทำให้บางฝ่ายเสนอให้ล้มโต๊ะพูดคุยกับ “มารา ปาตานี” เพราะเชื่อว่าไม่ใช่ตัวจริง คุยไปก็ยุติเหตุรุนแรง สร้างพื้นที่ปลอดภัยไม่ได้ (เนื่องจากตัวจริงคือ บีอาร์เอ็น ที่กำลังก่อเหตุอยู่) ขณะที่บางฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับเงื่อนไขใหม่ตามแถลงการณ์ของบีอาร์เอ็น เพื่อพูดคุยกับผู้ก่อเหตุตัวจริง ทั้งๆ ที่เป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลเสียเปรียบอย่างมาก

     แหล่งข่าวในคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของรัฐบาล เผยว่า ปรากฏการณ์ความรุนแรงเป็นเกมที่บีอาร์เอ็นสร้างขึ้นเพื่อดิสเครดิตกระบวนการพูดคุยกับ “มารา ปาตานี” เพื่อให้ประชาชนไม่สนับสนุนการพูดคุย ซึ่งจะทำให้การก่อเหตุรุนแรงของบีอาร์เอ็นมีน้ำหนักและมีอำนาจต่อรองมากขึ้น โดยกระแสสังคมที่ปรากฏอยู่ก็สะท้อนถึงเกมที่บีอาร์เอ็นต้องการให้เกิด ฉะนั้นทุกฝ่ายต้องไม่หลงกล

บึ้ม! บิ๊กซีปัตตานี อย่าหลงกล "บีอาร์เอ็น"

     แหล่งข่าวในคณะพูดคุยอธิบายว่า ต้องแยกกระบวนการพูดคุย กับการก่อเหตุรุนแรงออกจากกัน เพราะหากมองโยงกันก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือของกระบวนการพูดคุยลดลง ทั้งๆ ที่องค์ประกอบของ “มารา ปาตานี” ก็มีกลุ่มบีอาร์เอ็นร่วมอยู่ด้วย และยังเป็นตัวจริงที่มีหมายจับ เคยก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ด้วย

     “ยุทธศาสตร์ของบีอาร์เอ็นไม่ได้มุ่งพูดคุยเจรจาเพื่อให้เกิดความสงบสุข แต่ใช้การพูดคุยเป็นเครื่องมือหนึ่ง และความรุนแรงก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง โดยทุกเครื่องมือมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือความต้องการของบีอาร์เอ็นในเรื่องของเอกราช หรือการจัดรูปแบบการปกครองใหม่ ฉะนั้นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลไทยดำเนินการอยู่ก็คือสร้างกระบวนการพูดคุยสันติสุขให้มีความคืบหน้า มุ่งมั่นแนวทางสันติวิธีต่อไป เพื่อกดดันให้กลุ่มที่ยังใช้ความรุนแรงอยู่หันมาใช้แนวทางสันติ”

     “ทุกฝ่ายต้องไม่หลงกลบีอาร์เอ็นด้วยการโจมตีการพูดคุย แต่ต้องสนับสนุนกระบวนการพูดคุยให้เดินหน้าต่อ เพื่อบีบให้บีอาร์เอ็นเข้าสู่โต๊ะพูดคุยเจรจาบนเงื่อนไขปัจจุบัน มิฉะนั้นหากไปพูดคุยเจรจาบนเงื่อนไขใหม่ก็เท่ากับเข้าทางบีอาร์เอ็น ขณะเดียวกันก็ต้องแสดงพลังปฏิเสธความรุนแรงอย่างเด็ดขาด เพื่อให้บีอาร์เอ็นกลุ่มที่ยังใช้ความรุนแรงอยู่ไม่มีที่ยืน หากทำ 2 ส่วนนี้ได้ก็จะกลายเป็นแรงกดดันไปยังบีอาร์เอ็น เพราะไม่มีมวลชนสนับสนุนทำให้พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติการได้อีกต่อไป”

บึ้ม! บิ๊กซีปัตตานี อย่าหลงกล "บีอาร์เอ็น"

ลูกที่ 52! คาร์บอมบ์บิ๊กซี

เปิดยุทธวิธีคนร้ายชิงรถก่อนบึ้ม

     คาร์บอมบ์ หรือระเบิดที่บรรทุกในรถยนต์เที่ยวนี้นับเป็นเหตุการณ์แรกของปี 2560 และเป็นเหตุคาร์บอมบ์ครั้งที่ 52 ที่เกิดขึ้นในภาคใต้

     สำหรับสถิติเหตุคาร์บอมบ์ที่เคยรวบรวมเอาไว้จากทั้งในและนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบต้นปี 2547 จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2559 (ระเบิดคาร์บอมบ์หน้าโรงแรมเซาท์เทิร์นวิว ปัตตานี) พบว่ามีเหตุคาร์บอมบ์เกิดขึ้นทั้งสิ้น 50 ครั้ง

     ส่วนเหตุคาร์บอมบ์ครั้งที่ 51 คือ คาร์บอมบ์ที่เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 17 พฤศิกายน 2559 ที่คนร้ายขับรถเก๋งซุกระเบิดแสวงเครื่องเป็นคาร์บอมบ์เข้าไปจอดที่สหกรณ์รวมพลัง หน้าวัดปิยาราม หมู่ 3 ต.ปิยามุมัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และเกิดระเบิดขึ้นทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย

     รวมเหตุระเบิดคาร์บอมบ์แยกตามพื้นที่จังหวัดจากทั้งหมด 52 ครั้ง

จ.นราธิวาส 23 ครั้ง

จ.ยะลา 12 ครั้ง

จ.ปัตตานี 13 ครั้ง

จ.สงขลา 3 ครั้ง

จ.สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) 1 ครั้ง

     สำหรับเหตุคาร์บอมบ์เกาะสมุยที่นำมานับรวมด้วย เพราะผู้ก่อเหตุและรถที่ใช้ล้วนไปจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

     เหตุคาร์บอมบ์ที่ห้างบิ๊กซี ปัตตานี ล่าสุดมีประเด็นน่าสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบการก่อเหตุ คือคนร้ายชิงรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นทีเอฟอาร์ สีเทา ทะเบียน บจ 3303 ยะลา จากนายนุสน ขจรคำ เจ้าของรถ ซึ่งเป็นพ่อค้าติดตั้งผ้าใบบังแดด แล้วนำรถไปบรรทุกระเบิดเพื่อทำคาร์บอมบ์ทันที โดยไม่ดัดแปลงสภาพรถ

บึ้ม! บิ๊กซีปัตตานี อย่าหลงกล "บีอาร์เอ็น"

     รูปแบบการก่อเหตุนี้ถือเป็นยุทธวิธีของคนร้ายที่นำมาใช้เพื่อตอบโต้ระบบเฝ้าตรวจของเจ้าหน้าที่ที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพมากในระยะหลัง เพราะหากคนร้ายปล้นรถไปก่อนโดยไม่ได้ทำร้ายเจ้าของรถแล้วนำรถไปดัดแปลงก่อนนำมาทำคาร์บอมบ์ ซึ่งหลายกรณีใช้เวลาหลายวัน เจ้าของรถจะเข้าแจ้งความว่ารถหาย และรถคันนั้นก็จะถูกบันทึกลงในระบบเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง สามารถสกัดจับและหาเบาะแสได้หลายคันแล้ว

     ด้วยเหตุนี้คนร้ายจึงใช้วิธีปล้นรถแล้วฆ่าเจ้าของรถ หรือนำเจ้าของรถไปกักตัวไว้ จากนั้นก็นำรถมาบรรทุกระเบิด และนำไปวางยังจุดเป้าหมายทันที โดยเหตุการณ์แรกๆ ที่คนร้ายใช้วิธีนี้ คือเหตุคาร์บอมบ์บริเวณฐานปฏิบัติการของตำรวจใน อ.เมืองปัตตานี ห่างจากห้างบิ๊กซีราว 1 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 โดยคนร้ายฆ่าเจ้าของรถแล้วนำรถมาบรรทุกระเบิด แล้วนำไปโจมตีฐานเจ้าหน้าที่ ใช้เวลาห่างกันไม่กี่ชั่วโมง

     เช่นเดียวกับเหตุคนร้ายกราดยิงหน้าโรงพักระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อเช้าวันที่ 30 มีนาคม 2560 คนร้ายก็ปล้นรถจากสามีภรรยาตอนเช้ามืดแล้วนำไปกักตัวไว้ จากนั้นก็นำรถไปใช้เป็นพาหนะยิงโจมตีตำรวจขณะกำลังยืนเข้าแถวเคารพธงชาติที่หน้าโรงพัก แล้วนำรถไปจอดทิ้งไว้ก่อนหลบหนีไป