คอลัมนิสต์

เบื้องลึก “10 ข้อ” มนุษย์ทำงานอยากได้มากสุด?

เบื้องลึก “10 ข้อ” มนุษย์ทำงานอยากได้มากสุด?

09 พ.ค. 2560

ข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ถูกละเลยมาตลอด

    กิจกรรมโดดเด่นประจำปีใน “วันเมย์เดย์” 1 พฤษภาคม คือ การร่วมเดินขบวนเฉลิมฉลองวันแรงงานแห่งชาติ พร้อมธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญ คือ การยื่นข้อเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลกลับไปทำการบ้าน...สำหรับปี 2560 เครือข่ายแรงงานเรียกร้อง 10 ข้อด้วยกัน และ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี รับปากว่าจะพยายามนำไปพิจารณาเพื่อช่วยปลดล็อก ช่วยทั้ง “แรงงานในระบบ” และ “แรงงานนอกระบบ” ให้ผ่านอุปสรรคต่างๆ นำพาประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 อย่างสง่างาม พร้อมหยอดคำหวานตามสไตล์ “บิ๊กตู่” สรุปใจความได้ว่า

     “รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ตัวผมเองระลึกเสมอว่าเป็นแรงงานเหมือนกัน เพราะทุ่มเทแรงงาน ทุ่มเทใจของตัวเองในการทำงาน ถึงแม้จะใช้แรงน้อยหน่อย แต่ใช้แรงใจมากเหลือเกินในการทำงาน ไม่ได้เรียกร้องความเห็นใจ แต่เป็นหน้าที่ เพราะประเทศเป็นของพวกเราทุกคน...ขออย่ากังวลหากไม่มีงานให้ทำ รัฐบาลก็จะหางานให้ทำจนได้ รัฐบาลต้องคิดแบบนี้ ไม่ปล่อยปละละเลย มีหน้าที่ในการดูแลคนทั้ง 70 ล้านคน”

     อีกไม่นาน ข้อเรียกร้องของ “ผู้ใช้แรงงาน” จะเปลี่ยนเป็นข้อเรียกร้องของ “ทรัพยากรมนุษย์” เพราะคำว่าแรงงานกำลังจะถูกเลิกใช้เพื่อเป็นการลบ “ภาพลักษณ์แรงงาน” ว่าไม่ได้หมายความถึงผู้ใช้แรงกายแบกหาม กรรมกร สาวโรงงาน หรือผู้มีรายได้ขั้นต่ำวันละไม่กี่ร้อยบาท เนื่องจากมนุษย์เงินเดือน ผู้จัดการโรงแรม สาวทำงานห้างสรรพสินค้า ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็น “ผู้ออกแรงเพื่อแลกกับค่าตอบแทน”  “กระทรวงแรงงาน” จึงเสนอแนวคิดให้เปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงทรัพยากรมนุษย์” แทน

     อะไรคือปัญหาและความเป็นมาของ “ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ” นี้ คืออะไรบ้าง ?

     ข้อ 1 รัฐต้องจัด “สวัสดิการถ้วนหน้า” ให้ประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ เช่น สาธารณสุข การศึกษา อย่างมีคุณภาพและไม่มีค่าใช้จ่าย

    ทุกวันนี้ สิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนหรือแรงงานในระบบ นอกระบบ แรงงานต่างด้าว ยังได้ไม่เท่าเทียม การเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลทำให้มีการเลือกปฏิบัติ เช่น ข้าราชการ สาวโรงงาน แรงงานปอกกุ้งชาวพม่า ไม่มีใครได้เท่ากัน ทั้งที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับการดูแลเมื่อเจ็บป่วยขั้นพื้นฐานเท่าเทียมกัน  ส่วนใครจะมีเงินไปเพิ่มค่ายา ค่าห้อง ค่าบริการอื่นๆ ก็แล้วแต่ความพึงพอใจ นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้คนทำงานทุกคนในระบบประกันสังคม หากเสียชีวิตควรได้รับเงินชดเชย 4 แสนบาท ไม่ใช่หลัก 2 หมื่นบาท

     ข้อ 2 รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรม

     รัฐบาลชอบพูดว่าเห็นใจแรงงาน แต่ก็กดค่าแรงไว้เพียงวันละ 300 บาท ทั้งที่งานวิจัยหลายฉบับยืนยันตรงกันว่า 300 บาท ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในห้วงสถานการณ์ค่าครองชีพประเทศไทยพุ่งสูงเป็นเส้นกราฟไต่ภูเขา มาตรฐานสากลระบุความหมาย “ค่าแรงขั้นต่ำ” หมายถึง ค่าแรง 1 คน ต้องเลี้ยงดูคนในครอบครัวได้ 2 คน หรือ พ่อ แม่ ลูก ผลสำรวจค่าแรงขั้นต่ำที่เหมาะสมสำหรับแรงงานไทย เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ได้ไม่ขัดสน มีคุณภาพชีวิตระดับมาตรฐาน คือ 600-900 บาทตามพื้นที่อาศัยว่าเป็นในเมืองใหญ่หรือต่างจังหวัด

เบื้องลึก “10 ข้อ” มนุษย์ทำงานอยากได้มากสุด?

     ข้อ 3 รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 และ 98

     อนุสัญญาฯ “ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว” และ  “ฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง”  ทำไมผ่านไป 60 ปีรัฐบาลไทยทุกยุคสมัยไม่กล้าลงนามให้สัตยาบัน? ทั้งที่ประเทศกัมพูชายังลงนามไปเรียบร้อยแล้ว

     ข้อมูลจาก “โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย” สรุปไว้ว่า จำนวนอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศที่มีเกือบ 190 ฉบับนั้น รัฐบาลไทยลงนามไปเพียงแค่ 14 ฉบับเท่านั้น ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า คุณภาพชีวิตของ “ทรัพยากรมนุษย์” ในประเทศไทยถึงต่ำเตี้ย ดำเนินชีวิตแบบระทมทุกข์ถูกกดขี่จากทุกภาคส่วน เพราะไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานสากลนั่นเอง เช่น การจ้างงาน สวัสดิการ สิทธิประโยชน์ สุขภาพ ผลกระทบจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลไทยไม่กล้าให้สัตยาบัน เพราะเกรงใจภาคเอกชน กลัวว่าเจ้าสัวจะงอนปิดโรงงานย้ายประเทศ หรือกลัวว่าค่าแรงแพง กำไรโรงงานลด สินค้าขึ้นราคา ฯลฯ ส่งผลตัวเลขเศรษฐกิจด้านต่างๆ

     โดยเฉพาะอนุสัญญา ฉบับที่ 87 และ 98 หากให้สัตยาบันเมื่อไร เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้แรงงานรวมตัวกันเติบโตเป็น “สหภาพแรงงาน” ที่เข้มแข็งทันที เพราะฉบับที่ 87  มีข้อกำหนดไว้ว่า คนงานและนายจ้างใช้สิทธิรวมตัวได้เสรีไม่ต้องรับการอนุญาตล่วงหน้าจากรัฐ และรัฐห้ามแทรกแซงหรือจำกัดสิทธิด้วย รวมถึงเสรีภาพในการเข้าร่วมองค์กรแรงงานในต่างประเทศได้ด้วย ส่วนฉบับที่ 98 เป็นเรื่องของการรวมตัวเจรจาต่อรองกับนายจ้าง พร้อมคุ้มครองไม่ให้นายจ้างขัดขวางและทำลายแกนนำสหภาพแรงงานด้วยการไล่ออก ลงโทษหรือกลั่นแกล้งเรื่องอื่นๆ

     ข้อ 4 รัฐต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้บริการดีมีคุณภาพ และข้อ 5 รัฐต้องยกเลิกนโยบายลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจและครอบครัว

     ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง มีจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่ได้เข้าตลาดฯ เช่น ท่าอากาศยานไทย บางจากปิโตรเลียม การไฟฟ้า ธนาคารกรุงไทย อสมท (MCOT) ปตท. (PTT) ไปรษณีย์ การรถไฟ ฯลฯ

     เครือข่ายสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจพยายามเรียกร้องให้ยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ และผลักดันจัดตั้ง “กองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ” ปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่ ตัวเลขจากสำนักนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจโชว์ว่า ปี 2546 มีสินทรัพย์ 4.4 ล้านล้านบาท ผ่านไป 10 ปี พุ่งขึ้นเป็น 11.8 ล้านล้านบาท ในปี 2556 แม้สินทรัพย์เพิ่มขึ้น แต่ในแง่ ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) กลับทำได้เพียงร้อยละ 3 เท่านั้น เปรียบเทียบกับจีนทำได้ถึงร้อยละ 7

     ฝ่ายกลุ่มแรงงานรัฐวิสาหกิจชี้แจงว่า ผู้บริหารส่งเสริมให้เอาท์ซอร์สบริษัทเอกชนเข้ามาหาผลประโยชน์ ตัดทอนสวัสดิการ ลดศักยภาพองค์กร ฯลฯ ทำให้องค์กรไม่พัฒนาเท่าที่ควร โดยเฉพาะการลดสวัสดิการพนักงานและครอบครัว ทำให้ไม่มีกำลังใจในการทำงาน

     ข้อ 6 รัฐต้องปฏิรูประบบประกันสังคมให้เท่าเทียม เพิ่มสิทธิประโยชน์

     ตัวเลขผู้ประกันตนเกือบ 14 ล้านคน ทำให้เม็ดเงินในกองทุนประกันสังคมของไทยพุ่งสูงขึ้นไปในปี 2559 กว่า 1.64 ล้านล้านบาท และในแต่ละปีเอาไปลงทุน ได้ผลตอบแทนเพิ่มมาอีกประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่สามารถประกันชีวิตคนทำงานได้เต็มที่ ตกงาน เจ็บป่วย พิการ ค่าทำศพ ค่าเลี้ยงดูลูก ค่าทำฟัน ฯลฯ วิธีแก้ปัญหาที่เครือข่ายแรงงานพยายามเรียกร้องมาตลอด คือ เร่งรัดปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็น “องค์กรอิสระ” จ้างมืออาชีพมาบริหาร แสดงความโปร่งใสเปิดให้ตรวจสอบได้เต็มที่ พยายามคิดพัฒนาระบบให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิประโยชน์ ไม่ควรทำตัวเป็นแบบหน่วยงานราชการทั่วไป

     ข้อ 7 รัฐต้องดูแลกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เช่น ปิดหรือยุบเลิกกิจการ และข้อ 8 รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุน

     แนวคิดนี้มาจากปัญหาบริษัทขาดทุนหรือโรงงานปิดกิจการ มักลอยแพลูกจ้างให้โดดเดี่ยว จึงเสนอให้จัดตั้งกองทุนคุ้มครองแรงงานโดนเลิกจ้างกะทันหัน หรือเรียกกันว่า “กองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุน” หลักการ คือ ให้นายจ้างทั่วประเทศกับรัฐบาลนำเงินมาสมทบเงินเก็บไว้ คล้ายกับที่ประชาชนทั่วไปทำประกันไฟไหม้ ประกันรถยนต์ ประกันอุทกภัย ฯลฯ ถ้าบริษัทไหนขาดทุนปิดกิจการกะทันหัน ลูกจ้างจะได้เงินช่วยเหลือ เงินชดเชยเบื้องต้น นายจ้างไม่ต้องเป็นภาระหนักหรือต้องหลบหนีด้วย ปัจจุบันเงินสงเคราะห์กรณีนี้ลูกจ้างได้จากกระทรวงแรงงาน 60 เท่าของเงินเดือน แต่กว่าจะฟ้องร้องเสร็จพิสูจน์หลักฐานเสร็จใช้เวลานานหลายเดือน

     ข้อ 9 รัฐต้องจริงจังบังคับใช้ “พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554” และข้อ 10 รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้กับสถาบันความปลอดภัยฯ

     ข้อมูลจากเครือข่ายแรงงานระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการทำงานไม่ต่ำกว่า 1.4 แสนคน เฉพาะสถิติคนงานก่อสร้างประสบอันตรายปี 2559 ประมาณ 9,000 ราย แม้มี “พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ” แต่ยังไม่บังคับใช้เต็มที่ เพราะตามกฎหมายทุกโรงงานหรือทุกบริษัทต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกจ้าง มีการสร้างระบบป้องกันและสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงาน เช่น การอบรมและมีคู่มือปฏิบัติงานก่อนลูกจ้างเข้าทำงาน จัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายให้สวมใส่ จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมขณะทำงาน ฯลฯ

    แต่ในสภาพความเป็นจริง มีเพียงไม่กี่โรงงานเท่านั้น ที่ทำได้ตามมาตรฐานกฎหมายกำหนด เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบดูแล ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนแรงงานเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ แต่มีลักษณะเป็นหน่วยงานราชการ

    และกฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้จัดตั้ง “สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” เน้นงานวิชาการ งานวิจัยศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น สารเคมีอันตรายตัวใหม่ เครื่องจักรแบบใหม่ ฯลฯ เหมือนเปิดหูเปิดตาศึกษานวัตกรรมเทคโนโลยีดีๆ จากทั่วโลกแล้วนำมาปรับใช้ในประเทศไทย เพื่อป้องกันและพัฒนาความปลอดภัยในการทำงาน

     แต่ทุกวันนี้ สถาบันจัดตั้งขึ้นแล้วแต่ไม่ได้ทำงานตามจุดประสงค์ อ้างว่าไม่มีงบสนับสนุนอย่างเพียงพอ และไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่ด้วย !?!

เบื้องลึก “10 ข้อ” มนุษย์ทำงานอยากได้มากสุด?

     หากพิจารณาข้อเรียกร้อง “10 ข้อ” ข้างต้นนั้น แทบไม่พบข้อเรียกร้องใหม่เลย แทบเหมือนข้อเรียกร้องที่ผ่านมาทุกปี หลังนายกฯ รับหนังสือ ฉีกปากยิ้มกับกล้องนักข่าว พยักหน้ารับปากอย่างมั่นเหมาะ... สุดท้ายเงียบหายเหมือนเดิม จนกว่าจะถึงวันแรงงานปีถัดไป

     “สาวิทย์ แก้วหวาน” ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ยอมรับว่า ข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ถูกละเลยมาตลอด โดยเฉพาะ ข้อ 1 “สวัสดิการถ้วนหน้า” ระบบทุกวันนี้ยังไม่เท่าเทียมกันและไม่ได้มาตรฐานดีพอ

     “ข้อเรียกร้องสำคัญสุดคือ คนไทยเจ็บป่วยต้องได้รับการรักษาอย่างดี อยากให้จัดระบบใหม่ขึ้นมาเลย ไม่ใช่คนป่วยหนักแล้วต้องรอส่งต่อไปรักษาที่นั่นที่นี่ หรือโรงพยาบาลชุมชนเงินไม่พอ ปัญหาเหล่านี้ต้องหมดไป รัฐควรจัดเงินเพิ่มงบประมาณเต็มที่ และอีกเรื่องคือ การศึกษา เพราะเป็นอนาคตของชาติ ควรให้ทุกคนมีสิทธิเรียนฟรีตามความต้องการ อยากเรียนถึงปริญญาเอกก็ได้ ตอนนี้กำหนดไว้แค่ 12 ปี แล้วเรื่องกองทุนชราภาพ ตอนนี้คนทำงานถ้าเกษียณได้แค่ไม่กี่พันบาทต่อเดือน บางคนแค่ 3,000 บาท ไม่พอค่ากินอยู่ ต้องบริหารกองทุนประกันสังคมใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน เพิ่มสิทธิประโยชน์มากกว่านี้”

     ข้อเสนอของตัวแทนแรงงานอาจจุดประกายเป็นแนวคิดให้ “พรรคการเมือง” ที่กำลังคึกคักเตรียมวางแผน “การเลือกตั้ง” ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หากนำข้อเรียกร้อง 10 ข้อนี้ ไปพิจารณาทำเป็นนโยบายหาเสียง อาจได้คะแนนโหวตจากกลุ่มแรงงานได้ และถ้าข้อไหนโดนใจจริงอาจทำให้ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ทุบสถิติที่ผ่านมาก็เป็นได้

ทีมข่าวรายงานพิเศษ