
ทางแพร่งใน'แปลงเกษตร'ไทย
ทางแพร่งใน'แปลงเกษตร'ไทย
คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่มี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานการประชุมแถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 เมษายน ว่าที่ประชุมครั้งที่ 4/2560 มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตร 2 ตัว คือ พาราควอต กับ คลอร์ไพริฟอส โดยให้จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไม่อนุญาตให้ใช้ ระหว่างนี้ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน ให้ยุติการนำเข้าภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และยุติการใช้สิ้นเชิง 1 ธันวาคม 2562
การประชุมดังกล่าวมีหน่วยงานเข้าร่วมประกอบด้วย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจาก สธ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิการศึกษาไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการและเกษตรกร มีเวลาเตรียมตัวหาทางเลือกอื่นและจัดการกับผลิตภัณฑ์คงค้างในตลาด โดยมีแผนปฏิบัติการเพื่อลด ละ เลิก การใช้พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสคือ 1.กำหนดเพดานปริมาณการนำเข้า อ้างอิงจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี 2.ให้บริษัทรายงานปริมาณการนำเข้า
ปริมาณการขายและปริมาณคงค้างแก่กรมวิชาการการเกษตรและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทุก 3 เดือน 3.บริษัทเรียกคืนผลิตภัณฑ์คงค้างในตลาดให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธันวาคม 2562 4.เฝ้าระวัง/สุ่มตรวจร้านค้า และเฝ้าระวังการตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาพบว่ามีการนำเข้าพาราควอตมากถึง 128 บริษัทและคลอร์ไพริฟอสถึง 81 บริษัท
“พาราควอต” คนทั่วไปมักรู้จักกันในชื่อการค้า “กรัมม็อกโซน” เป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีพิษเฉียบพลันสูงและไม่มียาถอนพิษ ส่วน “ไกลโฟเสต” หรือที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า “ราวด์อั้พ” ในขณะที่ “คลอร์ไพริฟอส” กำจัดแมลงศัตรูพืช ที่เน้นเฉพาะพาราควอต เพราะเกษตรกรนิยมใช้กันมากเป็นอันดับ 2 รองจากไกลโฟเสท
ทั้งนี้ ไกลโฟเสต จะไม่ได้ห้ามใช้เด็ดขาดแต่จะมีมาตรการจำกัดอนุญาตให้ใช้ในส่วนที่จำเป็นเท่านั้น และจะงดใช้ในพื้นที่ใกล้โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก รวมถึงในพื้นที่อุทยาน พื้นที่สูง เพราะสารปนเปื้อนจะกระจายไปได้ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดขอบเขต โดยจะกำหนดข้อบังคับใช้ไว้ในพ.ร.บ.ของแต่ละกระทรวง
“จากความร่วมมือกันของรัฐบาล ประชารัฐและเอกชนในครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพสว่างว่านับจากปัจจุบันเป็นต้นไป ประชาชนจะได้รับการดูแลให้มีผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษและมีราคาที่ถูกลง” นพ.ปิยะสกล กล่าว
ให้หลังคณะกรรมการชุด นพ.สกล มีมติให้เลิกใช้สาร 2 ชนิด ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ตั้งวงขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน โดยมีกรมวิชาการเกษตรในฐานะเจ้าภาพได้จัดเวทีรับฟังข้อคิดเห็นและรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนประกอบการพิจารณาการควบคุมสารเคมีอันตราย คือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งการประชุมครั้งนี้เจ้าภาพส่งเทียบเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่เกษตรกร นักวิชาการทั้งภาครัฐและเอกชนเครือข่ายเตือนภัยเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการนำเข้า จัดจำหน่ายมารับฟังแลกเปลี่ยนร่วมกันถึงข้อมูลทางวิชาการและข้อกังวลด้านสุขภาพ โดยมีนายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นั่งหัวโต๊ะแจ้งให้ทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมประชุมรับทราบว่าผลจากการประชุมครั้งนี้เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการควบคุมวัตถุอันตราย แต่ยังไม่ใช่ประชาพิจารณ์
สุกรรณ สังข์วรรณะ เกษตรกรดีเด่น จ.สุพรรณบุรี ปราชญ์ชาวบ้านและประธานศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความเห็นว่า ขณะนี้เกษตรกรมีความห่วงกังวลถึงการบริหารจัดการวัชพืชในไร่นาของเกษตรกรในอนาคต หรือเกษตรกรต้องหันไปใช้วิธีถอนหญ้าด้วยมือ หรืออุปกรณ์กำจัดวัชพืชแบบดั้งเดิม
สุกรรณ ยกตัวอย่างว่า หากต้องการจะถอนหญ้าในแปลงขนาด 1 ไร่ใน 1 วัน แรงงาน 1 คนสามารถถอนหญ้าได้ 16 ตร.ม.ต่อชม. ถ้าต้องถอน 1 ไร่ต้องใช้แรงงาน 14 คน มีต้นทุนค่าแรงอยู่ที่เฉลี่ย 300 บาท ดังนั้นหากต้องการถอนหญ้าในแปลงจะมีต้นทุนอยู่ที่ 4,200 บาทต่อไร่ ในขณะที่ถ้าใช้สารเคมีจะมีต้นทุนอยู่ที่ 100 บาทต่อไร่ และเกษตรกรก็ใช้สาร (ที่ถูกห้าม) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“สารเคมีที่ถูกสั่งแบนเหล่านี้มีความจำเป็นในภาคการผลิต เกษตรกรต้องหามาใช้ให้ได้ ไม่มีหน้าร้านก็หาได้จากหลังร้าน วันนี้ถ้ารัฐสั่งแบนแล้วสารเหล่านี้จะลงใต้ดิน จะไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ เป็นการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา วันนี้ 17 ล้านครัวเรือนเป็นภาคการเกษตร นอกจากเป็นผู้ผลิตที่สัมผัสสารเคมีโดยตรงแล้ว
ยังเป็นผู้บริโภคเช่นเดียวกับกลุ่มผู้มีความเสี่ยงอื่นตามที่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีออกมาอ้าง ดังนั้นปัญหาน่าจะอยู่ที่วิธีการบริหารจัดการสารเคมีมากกว่าความเป็นพิษ” สุกรรณกล่าว
สุกรรณเสนอว่า วันนี้รูปแบบการใช้สารเคมีของภาคการเกษตรเปลี่ยนไป คนใช้จริงสัมผัสกับสารโดยตรงกลายเป็นผู้มีอาชีพรับจ้างฉีดพ่น หากกรมสามารถจัดหลักสูตรอบรมสอนการฉีดพ่นการใช้สารอย่างถูกต้องพร้อมออกใบรับรองให้สามารถทำงานรับจ้างฉีดพ่นได้อย่างถูกกฎหมาย ปัญหาความเป็นพิษจากการสัมผัสจะลดลงไป ในขณะที่การขึ้นทะเบียนเกษตรกรจะช่วยคัดกรองการซื้อสารเคมีจากร้านค้าที่ได้รับการรับรองจากกรมจะช่วยให้ปัญหาการรับพิษ หรือเฝ้าระวังการนำไปใช้ไม่ถูกประเภทลดลงไปได้
ธรรมนูญ ยิ่งยืน เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังและข้าวโพดใน อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม ในขณะที่ผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมยังเป็นข้อมูลที่เก็บตัวอย่างมาจากโรงพยาบาล ซึ่งต้องมีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาอย่างแน่นอน ยังไม่สามารถนำมาเป็นข้อมูลชัดเจนถึง
สาเหตุความเจ็บป่วยได้ อยากให้ไปเก็บตัวอย่างจากเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ที่มีความหลากหลายของการผลิตการเกษตรแต่ละชนิด มีโอกาสใช้สารเคมีปัจจัยทางการผลิตจริงนำมาเปรียบเทียบจึงจะทำให้ข้อมูลมีความสมบูรณ์ขึ้น ส่วนข้อมูลในด้านอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเศรษฐกิจต้องออกมาพูดกันว่าวันนี้ภาคการเกษตรเราสามารถทำรายได้ให้ประเทศเท่าไหร่ มีการลงทุนด้านไหนไปบ้าง อย่างไร
“ผมทำพืชไร่มีทั้งมันสำปะหลังกับข้าวโพด 2 ตัวนี้ต้องใช้สารเคมีอย่างเดียวในการดูแลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงและมีคุณภาพในสถานการณ์ที่ดินฟ้าอากาศไม่อำนวย สารเคมีเหล่านี้ช่วยได้มาก ทั้งเรื่องคุมวัชพืชและศัตรูพืช ซึ่งเกษตรกรในอุตสาหกรรมเกษตรใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ใช้เป็นช่วงเวลาไม่ใช่ตลอดเวลา
หากต้องมีการแบนจริงสารตัวใหม่ที่ใช้ทดแทนราคาไม่ได้ถูกกว่า ในขณะที่ต้นทุนส่วนอื่นสูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำสวนทางลงกว่า 20% จากที่รัฐกำหนดราคารับซื้อไว้ ผมมองว่าปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ความเป็นพิษของมัน แต่อยู่ที่ระบบการบริหารจัดการ คือใครเป็นคนใช้ จัดเก็บอย่างไร ใครเป็นคนขาย ทุกคนต้องมีความรู้ที่จะนำไปใช้ ข้อมูลวันนี้อยากให้ภาครัฐนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อกำหนดมาตรการการบริหารจัดการให้ชัดเจน”
ด้าน กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ได้ให้ทัศนะว่า สารเคมีเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายหากใช้ผิดประเภท หรือเกินคำแนะนำเป็นข้อมูลที่ทุกคนทราบ แต่ไม่มีหน่วยงานทางวิชาการของภาคการเกษตรออกมาพูดถึงตัวเลขสากลที่รับได้ในค่ามาตรฐานให้สังคมคลายกังวล กลับปล่อยให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านสุขภาพของคนมาให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว จนทำให้สังคมเกิดคล้อยตามข้อมูลด้านสุขภาพจนลืมไปว่าในข้อมูลด้านมหภาคทางเศรษฐกิจมีเหตุผลอย่างไรในการนำเข้าสารเคมีดังกล่าวเข้ามาใช้
กิตติ ได้ยกตัวอย่างภาคการผลิตอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยที่มีพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศราว 10 ล้านไร่ มีตัวเลขผลผลิตต่อปีประมาณ 100 ล้านตัน มูลค่าการส่งออกอยู่ที่แสนล้านบาท ไทยส่งออกน้ำตาลและผลผลิตน้ำตาลในรูปแบบอื่นปัจจุบันสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากบราซิล อินเดีย และจีน แต่ในภูมิภาคอาเซียนไทยส่งออกคิดเป็นปริมาณ 50% ของการบริโภค ในขณะที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยกำลังมุ่งไปที่พลังงานทดแทน ผลิตภัณฑ์ไบโอพลาสติก ไทยเป็นผู้นำของภูมิภาคอาเซียน จำเป็นที่พืชไร่อย่างอ้อยยังต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในพื้นที่ไร่อ้อยขนาดใหญ่และในกระบวนการปลูกอ้อยเองใช้
สารเคมีสำหรับศัตรูพืชและวัชพืชอยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อไร่ ในขณะที่ต้นทุนรวมอยู่ที่ 9,000 บาทต่อไร่ ถือว่ายังน้อยหากเทียบกับต้นทุนการผลิตทั้งหมด
“ปัญหานี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการถ้าทำอย่างเป็นระบบมีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรว่าใครได้รับอนุญาตให้ใช้ ขึ้นทะเบียนร้านค้า ใครเป็นคนขาย ขึ้นทะเบียนสารเคมีอย่างถูกต้องมีหลักเกณฑ์ชัดเจน รวมถึงจัดอบรมเจ้าหน้าที่แนะนำสารเคมีประจำร้าน หรือนำเจ้าของร้านที่ผ่านการขึ้นทะเบียนมาอบรมรับใบรับรอง ว่า
เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในการแนะนำผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกับเภสัชกรประจำรู้ร้านขายยา ตรงนี้จะช่วยทำให้ปัญหานี้ถูกแก้ไข ตรงจุดคือระเบียบและกฎเกณฑ์ที่กรมวิชาการเกษตรในฐานะผู้มีบทบาทหน้าที่โดยตรงต้องมีความทันสมัย ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก มีความชัดเจน มีงานวิจัยของกรมที่หนักแน่นสร้างความน่าเชื่อถือ ป้องกันความสับสนที่อาจเกิดขึ้นตอบข้อสงสัยของสังคมได้” กิตติกล่าว
ฟังความจากฝ่ายที่ให้เหตุผลถึงความจำเป็นของ “เคมีเกษตร” ในภาคการผลิตไปแล้ว มาดูความเห็นของฝ่ายที่สนับสนุนให้ยกเลิกการใช้สารอันตรายทั้งสองชนิดกันบ้าง
เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ “ไทยแพน” (Thai-PAN) ได้สำรวจและจัดทำรายงานผลการปนเปื้อนของสารพิษกำจัดศัตรูพืชตกค้างในผักผลไม้ของประเทศไทยปี 2559 พบการตกค้างเกินมาตรฐานถึงร้อยละ 51 สอดคล้องกับข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหิดลที่พบว่าผักผลไม้ในท้องตลาดมีสารพิษตกค้างสูงตั้งแต่ร้อยละ 90-100
โดยสาเหตุต้องสั่งห้ามนำเข้าและห้ามใช้ “พาราควอต” เนื่องจากเป็นยาฆ่าหญ้าที่ได้รับความนิยมแพร่หลายแต่มีพิษตกค้างอันตรายต่อมนุษย์ขั้นรุนแรง โดยชื่อการค้าวางขายในท้องตลาด คือ กรัมม็อกโซน, แอคชั่น, อะโกรควอท, อะโกรโซน, เฮอโบโซน, เฮอบิคิว, พาราควอต, พารา, พาราโค และอื่นๆ อีกกว่า 200 ชื่อ นับเป็นสารเคมีนำเข้ามาก คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 20 ของสารเคมีที่ประเทศไทยนำเข้าทั้งหมด
เนื่องจากพิษของพาราควอตร้ายแรง หากสะสมในร่างกายต่อเนื่องอาจเป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสันและโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ผิวหนังเน่า ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้นยังตกค้างในสิ่งแวดล้อม น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน สัตว์น้ำ ฯลฯ หลายประเทศจึงไม่อนุญาตให้ใช้เช่น จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงประเทศในแถบยุโรป
เกือบทั้งหมด รัฐบาลไทยจึงมีนโยบายเลิกนำเข้าและเลิกใช้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันมีสารตัวอื่นใช้ทดแทนพาราควอตได้ เช่น “กลูโฟซิเนต-แอมโมเนีย” หรือ “นิโครซัลฟูรอน”
ส่วนสารพิษถูกสั่งแบนอีกตัวหนึ่ง “คลอร์ไพริฟอส” นั้น เป็นกลุ่มสารพิษกำจัดศัตรูพืช หรือ “ยาฆ่าแมลง” พบพิษร้ายตัวนี้ตกค้างมากสุดในผักและผลไม้ รวมถึงเป็นยาฆ่าแมลงที่มีตัวเลขนำเข้าสูงสุด ผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นรายงานตรงกันว่า คลอร์ไพริฟอสส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสมองเด็กอย่างถาวร ทำ
ให้ความจำสั้น ไอคิวต่ำ ฯลฯ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกประกาศเลิกใช้แล้วเช่น จีน อเมริกา สหภาพยุโรป ฯลฯ ชื่อสินค้าของ “คลอร์ไพริฟอส” วางขายในท้องตลาด ได้แก่ ลอร์สแบน คลอร์ไพริฟอส 40 คลอริดิน 40 ไดแอน 40 ฯลฯ โดยกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้สารเคมีทดแทนหลายชนิด มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน เช่น ฟิโพรนิล
ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แสดงความเห็นต่อการแบนหรือสั่งห้ามใช้สารพิษทั้ง 2 ชนิดข้างต้นว่า เป็นนิมิตหมายอันดี เพราะภาคประชาชนเรียกร้องมานานหลายปีแล้ว เนื่องจากสารพิษทั้ง 2 ชนิดทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายผู้บริโภคและสะสมพิษต่องเนื่องสิ่งแวดล้อมมานาน ประกอบกับปัจจุบันมีสารเคมีเกษตรคุณสมบัติดีกว่าให้เลือกใช้หลายชนิด แต่เกษตรกรยังไม่ค่อยรู้จัก แม้ว่าราคาอาจแพงกว่า แต่ปริมาณใช้ก็น้อยกว่า ทำให้ต้นทุนในส่วนนี้ไม่แตกต่างกันมากนัก
“โดยเฉพาะตัวพาราควอต เป็นยาฆ่าหญ้าใช้เกือบทุกพื้นที่แปลงเกษตรทั่วประเทศไทย ข้าวโพด อ้อย สวนยาง มันสำปะหลัง ฯลฯ ตามหลักการแล้ววิธีกำจัดหญ้าหรือวัชพืชสามารถใช้ได้หลายวิธีเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค เช่น ใช้รถไถเอาหญ้าออก ใช้สารธรรมชาติกำจัดวัชพืช เราไม่แนะนำการใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นทาง
เลือกแรก ถึงเวลาที่เกษตรกรไทยควรปรับตัว ปรับวิธีการเปลี่ยนไปสู่ทางเลือกที่เหมาะสม และแปลงเกษตรทั่วโลกต่างสนับสนุนให้เลิกใช้พาราควอตแล้ว ไม่ใช่เพื่อปกป้องผู้บริโภคอย่างเดียว แต่เพื่อปกป้องชีวิตชาวไร่ชาวสวนด้วย” ตัวแทนเครือข่ายเตือนภัยแนะนำ
.....................................



