คอลัมนิสต์

ภารกิจ  "ลิขิตด้วยมือ"     รัฐธรรมนูญ 279  มาตรา

ภารกิจ "ลิขิตด้วยมือ" รัฐธรรมนูญ 279 มาตรา

04 พ.ค. 2560

คนกลุ่มหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง การเขียนรัฐธรรมนูญลงบนสมุดไทยด้วย "ลายมือ" เพื่อเป็นไปตามราชประเพณี พวกเขาเป็นใคร ทำงานอย่างไร และกว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เข็มนาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้านาฬิกายามย่ำรุ่ง  นับแต่นั้นกาแฟแก้วแล้วแก้วเล่าถูกดื่มจนหมดไป เฉกเดียวกับหมึกปากกาของเจ้าหน้าที่ลิขิตขวดแล้วขวดเล่าที่ถูกใช้ไปในการขีดตัวอักษรบนกระดาษไฮเวท 120 แกรม  ขีดเขียนเก็บรายละเอียดทุกตัวอักษร ในแต่ละมาตรา จนครบ  279 มาตรา ของ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560”  ก่อนที่กระดาษแต่ละแผ่นถูกบรรจงประกอบติดเป็นเล่มสมุดไทยลงรักปิดทอง

    “รัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2560”  เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 แล้ว นับตั้งแต่มีการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อปีพ.ศ. 2475 กาลเวลาอาจล่วงเลยมากว่า 85 ปี แต่ศิลปะการประดิษฐ์ลิขิต “ตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์” ยังคงได้รับการสืบสานอย่างเงียบๆ แต่มั่นคง ยาวนาน ในห้องทำงานของกลุ่มงานลิขิต กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ในทำเนียบรัฐบาล

ภารกิจ  "ลิขิตด้วยมือ"     รัฐธรรมนูญ 279  มาตรา
 
    ช่างลิขิตรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่างตวัดปลายปากกา ฝากผลงานเป็นตัวอักษร  ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “ตัวแทนองค์พระมหากษัตริย์” ผ่านเอกสารในพระองค์ ทั้งพระราชสาส์นถึงองค์อธิปัตย์นานาประเทศ หนังสือสถาปนาพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ไปจนถึงกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ

     “บรรดาศักดิ์ สีหาราช” เจ้าหน้าที่ลิขิตวัย 49  เล่าให้ฟังว่า กว่าเจ้าหน้าที่แต่ละรายจะสามารถรับผิดชอบเอกสารเต็มทั้งแผ่นได้ พวกเขาต้องทำงานเติมสระ ตัวอักษร หรือใช้คัตเตอร์ปลายคมแหลม ค่อยๆ แซะซ่อมงานของรุ่นพี่ก่อนหยดกาวน้ำทีละหยด ใช้ขวดคลึงซ่อมพื้นผิวกระดาษ เจ้าหน้าที่รุ่นน้องต้องทำงานเก็บรายละเอียดอย่างเดียวเป็นเวลา 5 ปี ถึงจะได้รับความไว้วางใจให้ฝากฝีมือแผ่นเอกสารเป็นของตนเอง

ภารกิจ  "ลิขิตด้วยมือ"     รัฐธรรมนูญ 279  มาตรา
 

(บรรยากาศห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ลิขิต ณ ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (หลังเก่า) ทำเนียบรัฐบาล)

    “แต่ละคนกว่าจะสอบคัดเลือกเข้ามาได้ ก็ไม่ใช่จะเข้ามาง่าย ๆ แต่พอเข้ามาก็ต้องฝึกกันนาน เพราะเจ้าหน้าที่ลิขิตไม่ใช่แค่ลายมือสวยที่สุด แต่ต้องเรียบร้อย และเขียนตัวอักษรออกมาให้เหมือนกันมากที่สุด” เจ้าหน้าที่ผู้คร่ำหวอดกับงานลิขิตมากว่า 25 ปี กล่าว
 
    เมื่อทาง “คม ชัด ลึก” ได้มีโอกาสเปิด “รัฐธรรมนูญฉบับสมุดไทย”  ก็ได้เห็นตัวอักษรแบบรัตนโกสินทร์ ถูกเขียนหรือที่เรียกว่า “ชุบ” ตามคำโบราณ เรียงร้อยเป็นข้อกฎหมายความยาว 279 มาตราตามรัฐธรรมนูญ ตัวละอักษรแต่ละบรรทัดมีช่องไฟกว้างบ้าง แคบบ้าง ตามจำนวนตัวอักษรในบรรทัดนั้นๆ ราวกับใช้โปรแกรมพิมพ์คำนวณมาอย่างดี

ภารกิจ  "ลิขิตด้วยมือ"     รัฐธรรมนูญ 279  มาตรา

(ตัวอักษรรัตนโกสินทร์ถูกเรียงร้อยอย่างบรรจงบนหน้ารัฐธรรมนูญฉบับสมุดไทย)
     
    “นายสมโภชน์ ราชแพทยาคม” รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อธิบายว่า รัฐธรรมนูญฉบับสมุดไทยฉบับที่ทาง สลค. เก็บรักษาไว้นี้ มี “ตราพระครุฑพ่าห์เงินกะไหล่ทอง” หรือพระครุฑพ่าห์ครุฑทองชุบประดับอยู่ข้างหน้า ถือเป็น “คู่ฉบับ” เช่นเดียวกับฉบับที่เก็บรักษาโดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร   ส่วนรัฐธรรมนูญ“ฉบับต้น” นั้น ประดับด้วยตราพระครุฑพ่าห์ทองคำเก็บรักษาที่สำนักราชเลขาธิการ 
 
    “การทำรัฐธรรมนูญสามฉบับ เก็บรักษาแยกกันนี้เป็นไปตามธรรมเนียมโบราณ เผื่อหากบ้านเมืองประสบภัยศึกสงคราม ก็จะมั่นใจได้ว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศจะมีฉบับที่เหลือไว้ให้ตรวจสอบได้เสมอ” สมโภชน์กล่าว

ภารกิจ  "ลิขิตด้วยมือ"     รัฐธรรมนูญ 279  มาตรา

(สมโภชน์ ราชแพทยาคม รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)
 
    ตัวอักษรบน “รัฐธรรมนูญฉบับสมุดไทย” ทั้งสามฉบับนั้น เป็นงาน “ฝีมือ” ล้วนๆ ของเจ้าหน้าที่ลิขิตทั้ง 9 คน ที่ในวันทำงานทั่วไปจะเข้า ออกงานตามเวลาราชการ แต่ถ้ามีงานลิขิตรัฐธรรมนูญมาเมื่อไหร่ ห้องทำงานจะกลายเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของพวกเขาไปโดยปริยาย
 
    ในชั้นเก็บของของ “บรรดาศักดิ์” นอกจากจะมีอุปกรณ์เครื่องเขียนแล้ว ก็ยังมีขันอาบน้ำ สบู่ ยาสระผม แปรงสีฟัน วางอยู่ด้วย “ได้งานเขียนรัฐธรรมนูญเมื่อไหร่ พวกเราก็เริ่มเขียนตีห้า เลิกงานเที่ยงคืน ผมก็ใช้ชีวิตกินนอนอยู่บนโต๊ะทำงานนี่แหละ” เจ้าหน้าที่ลิขิตรุ่นใหญ่กล่าว 
 
    “ฉบับนี้มีเวลาเขียนสักสองเดือน ถ้ารวมตอนที่แก้รัฐธรรมนูญตามข้อแนะนำของสำนักราชเลขาธิการด้วย ก็บวกอีกราวสองสัปดาห์ นี่มีเวลาเขียนเยอะกว่าฉบับก่อนๆ แล้วนะครับ”
 
    ทางด้าน “สุวรรณชัย โนนทะเสน” ผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาเจ้าหน้าที่ลิขิตทั้งเก้า ยืนยันเช่นเดียวกันว่างานลิขิตรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็น “งานใหญ่” ที่สุดในบรรดารัฐธรรมนูญเท่าที่เขาได้ลิขิตมา ทั้งฉบับปี พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2540 พ.ศ. 2550 และฉบับปัจจุบัน
 
    เจ้าหน้าที่ลิขิตผู้ผ่านงานรังสรรค์ตัวอักษรมาแล้ว 33 ปี บอกกับทาง “คม ชัด ลึก” พลางเติมตัวอักษรบนพระราชสาส์นว่า “ที่ทำงานมาได้นานขนาดนี้ ก็เพราะใจรักในงานเขียน แล้วก็ภูมิใจที่ได้ทำงานรับใช้พระองค์”

    แม้แต่เจ้าหน้าที่ลิขิตหนุ่ม อายุตัวเท่า อายุงานของ”สุวรรณชัย” อย่าง “วโรทัย เรียนหัตถกรรม” ก็กล่าวเช่นเดียวกันว่า ใจรักในความประณีต บรรจง บวกกับการใช้สมาธิและความอดทน เป็น “เสน่ห์” ของงานลิขิตที่อยู่เหนือกาลเวลา “วโรทัย” กล่าวด้วยว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่งานเขียนของเขาได้รับการลงพระปรมาภิไธยโดยพระเจ้าแผ่นดิน
 
    ในขณะที่เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งอย่าง “วโรทัย” เรียนจบสายศิลปกรรมมาโดยตรง เจ้าหน้าที่ลิขิตอีกส่วนอย่าง “บุญเพ็ง แก้วยอด” วัย 59 ปี มีพื้นฐานมาจากทางสมณเพศ ด้วยประสบการณ์บวชเรียนจนจบเปรียญธรรม 7 ประโยค ทำให้ “บุญเพ็ง” มีฝีไม้ลายมือในการเขียนตำรา คาถา ด้วยลายมือวิจิตรบรรจงและอ่านง่าย “ทำงานนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 เคล็ดลับในการทำงานคือต้องมีฉันทะ มีความพอใจในวิชาชีพ รักในการเขียน” บุญเพ็งกล่าว

ภารกิจ  "ลิขิตด้วยมือ"     รัฐธรรมนูญ 279  มาตรา

(เจ้าหน้าที่ลิขิตทั้งเก้า กับผลงานลิขิต "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560")
 
    ทางด้าน “สมโภชน์” ในฐานะผู้บริหารระดับสูงของ สลค. ก็ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ลิขิต ไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ จะมีลักษณะคล้ายกันคือนิยมชีวิตเรียบง่าย สมถะ “แต่ถึงอย่างนั้นทางเราก็คำนึงถึงการเติบโตทางการงานของเจ้าหน้าที่ลิขิตด้วย เนื่องจากเป็นสายงานที่ใช้ความชำนาญเฉพาะทางมาก เมื่อ พ.ศ.2558 เราเคยเจรจากับทาง ก.พ. ว่าต้องการรักษาเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้เอาไว้ ทำให้ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 6 คนที่ได้ตำแหน่งที่ซี 7 เป็นกรอบสูงสุดของข้าราชการที่จะได้ในระดับการศึกษาไม่เกินปริญญาตรี” สมโภชน์กล่าว
 
    นอกจากเจ้าหน้าที่ลิขิตแล้ว อีกตำแหน่งที่มีความสำคัญ และใช้ความอุตสาหะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ “เจ้าหน้าที่ประทับพระราชลัญจกร” รับผิดชอบโดย “สมทรง ฉ่ำกลาง” อดีตเจ้าหน้าที่ลิขิตที่ผันตัวมารับตำแหน่งนี้เมื่อ 12 ปีก่อน
 
     ในแต่ละวัน สมทรงพร้อมลูกมือชายอีกหนึ่งคน มีหน้าที่ประทับพระราชลัญจกรบนเอกสารสำคัญต่างๆ เป็นจำนวนมากที่สุดราว 2,000 ฉบับต่อวัน และโดยเฉลี่ยถึงราว 200,000 ฉบับต่อปี

ภารกิจ  "ลิขิตด้วยมือ"     รัฐธรรมนูญ 279  มาตรา

(พระราชลัญจกรมหาโองกา พระราชลัญจกรไอราพตองค์ใหญ่ และพระราชลัญจกรหงสพิมาน ประทับบนหน้ารัฐธรรมนูญฉบับสมุดไทย)
 
    “พระราชลัญจกรนี้เป็นตัวแทนของพระเจ้าแผ่นดินนะ ตามธรรมเนียมจะให้ผู้หญิงแตะต้องไม่ได้ ก่อนหยิบจับก็ต้องยกมือไหว้” สมทรงกล่าวพลางยกมือประนมไหว้ “พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำแผ่นดิน” ในรัชกาลที่ 10 ทำจากทองคำแท้ หนัก 1.5 กิโลกรัม
 
    นอกจาก “พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำพระองค์” ที่เริ่มทำการนับตั้งแต่รัชกาลปัจจุบันเริ่มทรงราชย์เมื่อเดือนธันวาคมแล้ว ยังมี “พระราชลัญจกรมหาโองการ” ทำจากงาช้าง และ “พระราชลัญจกรหงสพิมาน”จากงาช้างเช่นกัน มีอายุตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6  และ “พระราชลัญจกรไอราพตองค์ใหญ่”ทำด้วยโลหะสีเงินด้ามงาช้าง “พระราชลัญจกรไอราพตองค์กลาง” ทำด้วยหินโมราสีน้ำผึ้งด้ามโลหะสีทองกุดั่น ทั้งสององค์นี้ทำในสมัยรัชกาลที่ 4

ภารกิจ  "ลิขิตด้วยมือ"     รัฐธรรมนูญ 279  มาตรา

(“พระราชลัญจกรไอราพตองค์กลาง” หินโมราสีน้ำผึ้ง ทำขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4)


 
    แม้จะมีการเก็บรักษาพระราชลัญจกรเหล่านี้เป็นอย่างดี แต่งานประทับตรากว่าหนึ่งศตวรรษก็ทำให้หน้าองค์พระราชลัญจกรเลือนลางไปบ้างตามเวลา “ทำได้แต่เพิ่มแรงกดให้มากขึ้น” สมทรงกล่าว “ทุกอย่างต้องพอดีหมดนะ ทั้งหมึกชาด แต่ละล็อตมาความข้นก็ไม่เท่ากัน เราต้องเคี่ยวให้ข้นได้ที่ ทั้งน้ำหนักที่ลง ตอนออกแรงกดก็ขยับไม่ได้ ผ้าที่รองใต้เอกสารที่จะประทับก็สำคัญ จะนิ่มไปก็ไม่ได้”
 
    สมโภชน์ยอมรับว่า “หาคนมาแทนพี่สมทรงยาก งานประทับพระราชลัญจกรเป็นงานที่หนัก อดทน จริงๆ พี่สมทรงเกษียณแล้ว แต่ทางเราขอให้ช่วยทำงานต่อ”
 
    “แต่ก็เป็นงานที่ผมเลือกนะ” สมทรงกล่าวพลางสาธิตท่าประทับให้ทาง “คม ชัด ลึก” ได้ชม

ภารกิจ  "ลิขิตด้วยมือ"     รัฐธรรมนูญ 279  มาตรา

(สมทรง ฉ่ำกลาง สาธิตวิธีการประทับพระราชลัญจกร)

------------

วรรษมน อุจจรินทร์