คอลัมนิสต์

วันนักเขียนขัดแย้ง-ปรองดอง ฉบับ “สมคิด สิงสง”

วันนักเขียนขัดแย้ง-ปรองดอง ฉบับ “สมคิด สิงสง”

04 พ.ค. 2560

วันนักเขียนขัดแย้ง-ปรองดอง ฉบับ “สมคิด สิงสง”


          เวียนมาอีกปี “วันนักเขียน” 5 พฤษภา สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้จัดงานสังสรรค์เป็นประจำทุกปี แต่บรรยากาศอาจไม่อบอุ่นเหมือนในอดีต เพราะสิบปีมานี้ ในแวดวงนักเขียนไทย ไม่ต่างจากวงการอื่นๆ ที่การเมืองเรื่อง “ขั้วสี” ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรง ถึงขั้นบางกลุ่มบอยคอตไม่ร่วมสังฆกรรมกับสมาคมนักเขียนฯ

          พูดประเด็นการเมืองเรื่องขัดแย้ง-ปรองดอง เมื่อวันก่อน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 เปิดประชุมกลุ่มย่อย เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 1 ณ ห้องศรีพัชรินทร์ สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา

          กอ.รมน.ภาค 2 ได้เชิญกลุ่มการเมืองท้องถิ่น,กลุ่มนักวิชาการ นักศึกษา สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม,กลุ่มข้าราชการ กำนันผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรที่ทำงานร่วมกับส่วนราชการ,กลุ่มผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป จำนวน 194 คน ไปร่วมแสดงความคิดเห็น

          ในนัั้น มี “สมคิด สิงสง” นักเขียน และนักพัฒนา  ผู้มากไปด้วย “อดีต” แห่งยุคสงครามเย็น และช่วงหนึ่ง สมคิด เป็นประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ในยุคเปิดสะพานวรรณกรรมข้ามโขง

          หลังออกจากห้องประชุมเรื่่องปรองดอง “สมคิด” ได้โพสต์ความเห็นในเฟซบุ๊ค Somkhit Singsong ว่าด้วยความขัดแย้งและการปรองดองดังนี้

          1. ความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมชาติ_ธรรมดา

          2. ความขัดแย้งมี 2 ลักษณะคือ (1) ความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ และ (2) ความขัดแย้งที่ไม่เป็นปฏิปักษ์

          3. ความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ เป็นด้านลบของความขัดแย้ง ให้โทษ_ไม่เป็นประโยชน์

          4. ความขัดแย้งที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ เป็นด้านบวกของความขัดแย้ง มีประโยชน์ สามารถพัฒนาไปสู่ความคิดและการปฏิบัติที่สร้างสรรค์

          5. ไม่จำเป็นต้องยกประเด็น “ความปรองดอง” ขึ้นมาอภิปราย เนื่องจากในความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ คงไม่สามารถสถาปนาความปรองดองที่เป็นรูปธรรมขึ้นได้ ส่วนในความขัดแย้งที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ ย่อมมีความปรองดองเป็นธรรมชาติ_ธรรมดาอยู่แล้ว

          6. ความปรองดองกลายเป็นเพียงวาทกรรม และกลายเป็นเงื่อนไขในการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มคนที่แสวงหาผลประโยชน์เท่านั้น

          สรุปแบบคนซ้บแดงก็คือ ความคิดขั้วสีนั้น มันเป็นปฏิปักษ์ ไม่สามารถสถาปนาความปรองดองที่เป็นรูปธรรมขึ้นได้

          อย่างไรก็ตาม นี่คือความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ และไม่ใช่ “วาทกรรมปรองดองแบบ กอ.รมน.”