
รู้เท่าทัน “เฟซบุ๊ก” ปุ่มแจ้งลบด่วน !
ทั่วโลกกำลังกังวลกับการเสนอเนื้อหารุนแรงผ่านทางโซเชียลมีเดีย แต่ก่อนการถ่ายทอดสดแบบนี้มีเฉพาะช่องทีวีหรือสื่อหลัก ที่มีกระบวนการควบคุมดูแล
รู้เท่าทัน “เฟซบุ๊ก” ปุ่มแจ้งลบด่วน !
คลิปพ่อแขวนคอลูกวัย 11 เดือน กลายเป็นโศกนาฏกรรมสร้างความสะเทือนใจให้สาวกออนไลน์ไปทั่วโลก ความเศร้าสลดใจยิ่งเพิ่มทวีคูณหลังรับรู้ตัวเลขว่า มีผู้กดดูและกดแชร์โพสต์นี้มากถึง 3 แสนกว่าคนในเวลาไม่กี่ชั่วโมง !?!
ทำให้เกิดประเด็นน่าสนใจ 2 ประการ ได้แก่ 1 ผู้ชมและผู้แชร์ เปิดดู “เฟซบุ๊กไลฟ์ฆ่าคนตาย” นั้น มีความผิดหรือไม่อย่างไร ?
ประการที่ 2 คลิปนี้ถูกเผยแพร่นานกว่า 24 ชั่วโมง กว่าจะถูกเฟซบุ๊กลบออกไป หลังจากหน่วยงานรัฐของไทยแจ้งไป มีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้เห็นคลิปดังกล่าวบางคนต้องการแจ้ง แต่ไม่รู้วิธีการแจ้งลบฉุกเฉินไปยังผู้ดูแลเฟซบุ๊ก ?
“รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์” คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายคอมพิวเตอร์ อธิบายว่า หากภาพที่ปรากฏในคลิปเป็นภาพลามกอนาจาร สามารถเอาผิดได้ทั้ง “ผู้ผลิตเนื้อหา” “ผู้เผยแพร่ออกสู่สาธารณะ” และ “พวกคนกดดู” ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “กฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์”
แต่กรณีที่เกิดขึ้นนั้น หากผู้ผลิตเนื้อหาหรือตัวพ่อเด็กไม่ได้เสียชีวิตไปด้วยจะมีความผิดตามกฎหมายอาญา แต่ในส่วนของกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์นั้น ถือว่าตัวพ่ออาจไม่ได้ทำผิด และคนดูก็ไม่ผิดด้วย เมื่อพิจารณาตามตัวอักษรของกฎหมายคอมพิวเตอร์ “มาตรา 14 และ มาตรา 16” ที่จะเริ่มมีผลใช้บังคับในเดือนพฤษภาคม 2560
โดยมาตรา 14 มีสาระสำคัญดังนี้
“ผู้ใดทำการโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง หรือนำเข้าสู่ข้อมูลลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ มีโทษปรับ 1 แสนบาท จำคุกไม่เกิน 5 ปี และถ้าหากมีผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษปรับ 6 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 3 ปี”
รศ.คณาธิปอธิบายต่อว่า เนื่องจากภาพในคลิปที่เกิดขึ้นเป็นเฟซบุ๊กไลฟ์ ไม่ได้มีการตัดต่อ ทำปลอม บิดเบือนหรือหลอกลวง ดังนั้นจึงไม่มีความผิดในข้อหานี้ และคนดูก็ไม่มีความผิดเพราะไม่รู้ว่าระหว่างที่ดูถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์นั้น จะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเป็นการดูคลิปเดียวกันเสร็จแล้ว ไปกดแชร์ส่งต่อให้ผู้อื่น อาจถูกตีความว่ามีความผิดได้ ตามมาตรา 16 ที่มีเนื้อหาสรุปไว้ว่า
“ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง...ที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และ ถ้าเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ผู้จะมีโทษเช่นเดียวกัน”
ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายข้างต้นยอมรับว่า กฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่กำลังจะบังคับใช้นั้น มีเนื้อหาหลายส่วนที่ต้องรอคดีตัวอย่างว่าหากมีใครฟ้องร้องแล้วศาลจะพิจารณาเป็นคดีตัวอย่างเช่นไร เช่น การแชร์คลิปคนฆ่าคนตายนั้นผู้ดูและกดแชร์จะมีความผิดอย่างไรบ้าง และการแชร์ภาพศพหลังจากฆ่าคนตายแล้วจะมีการตีความอย่างไร
ขณะที่ “นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน” ผอ.สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา และในฐานะโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ออกมาเรียกร้องผ่านสื่อมวลชนให้ผู้บริหารเฟซบุ๊กออกมารับผิดชอบต่อเครื่องมือถ่ายทอดสด “เฟซบุ๊กไลฟ์” (facebook live) เพราะถือว่าได้ผลประโยชน์จากช่องทางดังกล่าว ขณะที่คนในครอบครัวอยากลบคลิปออกแต่ไม่สามารถทำได้เอง ส่วน กสทช.ต้องมารับผิดชอบเพราะการถ่ายทอดสดให้ดู เนื่องจากการดูซ้ำ หรือแชร์ซ้ำ ยิ่งทำให้ญาติ ครอบครัว คนที่เสียชีวิตเกิดความหดหู่ เศร้าเสียใจ หรือคนทั่วไปที่มีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้วได้เห็นคลิปแบบนี้ อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้
“ทั่วโลกกำลังกังวลกับการเสนอเนื้อหารุนแรงผ่านทางโซเชียลมีเดีย แต่ก่อนการถ่ายทอดสดแบบนี้มีเฉพาะช่องทีวีหรือสื่อหลัก ที่มีกระบวนการควบคุมดูแล วิเคราะห์ กลั่นกรอง ก่อนนำเสนอหรือเผยแพร่ออกอากาศ แต่ปัจจุบันทุกคนสามารถที่จะแชร์ภาพหรือสื่อสารกันเองได้ ทำให้ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาได้อย่างเดิม อยากเสนอให้มีกลไกมาควบคุม หรือมีองค์กรกลางมากำกับดูแล” นพ.ทวีศิลป์
ทั้งนี้ “ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยอมรับว่า กรณีถ่ายทอดสดเนื้อหารุนแรง เช่น วินาทีฆ่าตัวตาย ผูกคอตาย หรือข่มขืนรุมโทรมนั้น “กสทช.” ไม่สามารถปิดกั้นหรือสั่งปิด สั่งลบได้ เพราะบริษัทของผู้ให้บริการเฟซบุ๊กหรือยูทูบอยู่นอกประเทศไทย สิ่งที่ทำได้เพียงประสานขอความร่วมมือโดยตรงไปยังผู้ให้บริการ เกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหา รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอที่ไม่เหมาะสม ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยแต่เกิดขึ้นทั่วโลก
เมื่อกฎหมายยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาผิดได้หรือไม่ และกสทช. ก็ไม่มีอำนาจสั่งปิด !?!
สิ่งที่ประชาชนทำได้ในขณะนี้คือ การรู้เท่าทันสื่อโซเชียลมีเดีย และร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือกันเอง
กรณีศึกษาที่เกิดขึ้น จากคลิปปลิดชีวิตเด็กวัย 11 เดือน ความยาวประมาณ 4 นาที 2 คลิป ถูกแชร์ออกไป มีคนกดดูคลิปแรกประมาณ 1.12 แสนคน และคลิปที่ 2 ประมาณ 2.58 แสนคน และเผยแพร่แชร์ต่อกว่า 24 ชั่วโมง ก่อนเฟซบุ๊กจะได้รับแจ้งจาก กสทช. ให้ลบทิ้ง
ข้อมูลนี้ แสดงให้เห็นว่าคนดูกว่า 3 แสนคนนั้น มีบางส่วนต้องการแจ้งลบเนื้อหาในเฟซบุ๊กนั้นแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร
สำหรับขั้นตอนการ “กดปุ่มแจ้งลบด่วน !” ไปยังเฟซบุ๊กโดยตรง เมื่อพบข้อความ รูปภาพ คลิปวิดีโอที่ไม่เหมาะสม มีดังนี้
1.กดคลิกที่มุมขวาด้านบนสุดที่เป็นรูปเครื่องหมายคล้ายตัว “v” จากนั้นจะปรากฏข้อความขึ้นมาให้กดเลือก “รายงานปัญหาโพสต์”
2.ให้แจ้งเฟซบุ๊กว่าเกิดอะไรขึ้น “ฉันคิดว่าโพสต์นี้ไม่ควรอยู่บน Facebook” เสร็จแล้วกดปุ่มดำเนินการต่อ
3.จะมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ให้เลือกกดปุ่มตอบว่าตามเนื้อหาที่พบเช่น ไม่สุภาพ ก้าวร้าว ลามกอนาจาร มีคำพูดแสดงความเกลียดชัง ความรุนแรง การฆ่าตัวตาย ฯลฯ
4.จากนั้นจะมีวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นปรากฏขึ้นมา ถ้าต้องการแจ้งลบด่วนให้เลือกข้อความว่า “ขอให้พิจารณาโพสต์นี้” จากนั้นกดปุ่มยืนยัน ถ้ายิ่งมีผู้ “กดปุ่มแจ้งลบ” ไปจำนวนมากเท่าไร ทางเฟซบุ๊กจะได้รับการแจ้งเตือนถี่ขึ้น ทำให้การลบทิ้งเกิดได้เร็วขึ้นกว่าการแจ้งเตือนด้วยคนไม่กี่คนด้วย
พวกเราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้าง “สังคมออนไลน์” ให้งดงามน่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา เพื่อกวาดล้างเนื้อหาสกปรก รุนแรง ลามกอนาจาร รวมถึงสิ่งที่ผิดกฎหมาย ออกไปให้เร็วที่สุด...
ใครดูแล “เฟซบุ๊ก” 24 ชม.?
เมื่อเจอโพสต์ไม่เหมาะสม พลเมืองดี “กดปุ่มแจ้งลบด่วน !” ไปแล้ว “เฟซบุ๊ก” จะทำอย่างไรต่อไป ?
ผู้ใช้เฟซบุ๊กทั่วโลกมีประมาณเกือบ 2 พันล้านคน เฉพาะในประเทศไทยมี 40 ล้านคน เป็นอันดับ 8 ของโลก ดังนั้นทีมงานรับเรื่องร้องเรียนที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับมากกว่า 20 ภาษานั้น ต้องมี “ภาษาไทย” อยู่ด้วยแน่นอน
กลุ่มรับเรื่องร้องเรียน (User Operation Teams) แบ่งเป็น 4 ทีม คือ ทีมดูแลความปลอดภัย (Safety), ทีมดูแลเนื้อหาสร้างความเกลียดชังหรือการล่วงละเมิดต่างๆ (Hate and Harassment), ทีมรับผิดชอบการกลั่นแกล้งอื่นๆ (Abusive) และทีมดูแลการเข้าถึงเนื้อหา (Access)
เมื่อรับเรื่องร้องเรียนเข้ามา เจ้าหน้าที่จะพิจารณาก่อนว่า ผิดกฎหมาย รุนแรง ละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ถ้าประเมินเบื้องต้นว่าผิดจริง เฟซบุ๊กจะเตือนผู้โพสต์ให้ลบทันที แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็จะลบให้เอง พร้อมแจ้งเตือนแบบใส่ในแบล็กลิสต์หรือหมายหัวไว้ว่า “ให้ระวัง อย่าทำอีก !” ถ้าใครไม่เชื่อทำซ้ำ จะโดนลบแอ็กเคาน์ (Account) เพื่อนๆ ผู้ติดตามหายหมดเกลี้ยง ต้องแอบไปเปิดชื่อใหม่แทน...
ทีมข่าวรายงานพิเศษ



