
หยุด...อาชญากรรมในค่ายทหาร?
“การซ้อมทรมานทั่วโลกถือเป็นอาญาที่ร้ายแรง ถ้ามีกฎหมายออกมา มีขั้นตอนที่จะเข้ามาดูแลคุ้มครองเรื่องเหล่านี้และอาจจะลงโทษไปถึงผู้บังคับบัญชาด้วย” สุรพงษ์ กองจันทึก
หยุด...อาชญากรรมในค่ายทหาร?
“แทบทุกปี ช่วงมีการเกณฑ์ทหารใหม่ ก็จะมีเรื่องร้องเรียน ที่น่าเศร้าก็คือ มีการเสียชีวิต กระทบกระทั่ง บาดเจ็บก็มี กรณีการเสียชีวิตเราก็พบว่ามีลักษณะเป็นการกระทำที่ทารุณกรรม” อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว
“พบว่าทุกเคสมีการทำร้ายร่างกายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกัน เช่น ขัดคำสั่งของหายตามที่ผู้บังคับบัญชาจะช่วยดูแล ก็ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปเกี่ยวข้องด้วย ก็ถือโอกาสซ้อมเลย บางคนอาจจะหนีราชการโดนซ้อม ทนไม่ไหวออกไป จับได้กลับเข้ามา แทนที่จะดูแลเขาให้ดี เพื่อไม่ให้เขาไปอีก ก็กลับซ้อมหนักขึ้น ทำนองนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้มันผิดกฎหมายทั้งนั้น” สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ กล่าว
ภาพและเรื่องราวที่ปรากฏเป็นข่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในพื้นที่ที่ควรมีระเบียบวินัยและมีความปลอดภัยมากที่สุด
และปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคือพฤติกรรมที่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรม และเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร
และคงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ ถ้าชายไทยจำนวนไม่น้อยจะแสดงอาการดีใจแบบสุดขีด เพราะรู้ว่าจะไม่ต้องเข้าไปอยู่ในค่ายทหารและเผชิญกับการฝึกอย่างหนักและอาจจะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากครูฝึก
ยุทธกินันท์ บุญเนียม วัย 22 ปี ทหารเกณฑ์สังกัดมณฑลทหารบกที่ 45 ค่ายวิภาวดีรังสิต จ.สุราษฎร์ธานี ถูกสั่งขังและถูกทำร้ายร่างกาย จากข้อหาเข้าเวรสาย
ยุทธกินันท์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลวันที่ 31 มีนาคม และเสียชีวิตในวันต่อมา
พลทหารยุทธกินันท์เป็น 1 ใน 5 ทหารเกณฑ์ที่ต้องสังเวยชีวิตให้แก่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในค่ายทหารในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
ทหารเกณฑ์เหล่านี้เป็นเหยื่อของพฤติกรรมที่เรียกกันว่า การ “ซ่อมวินัย”
ปีที่แล้ว พลทหารทรงธรรม หมุดหมัด อายุ 23 ปี สังกัด ร.152 พัน.1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ถูกซ่อมวินัยจนบาดเจ็บสาหัส เสียชีวิตสองวันหลังจากถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลยะลา
ผลตรวจของแพทย์ระบุถึงความบอบช้ำตามร่างกาย และมีเลือดออกในสมอง
การสอบสวนภายหลังพบว่า มีทหาร 6 นาย ร่วมกันลงโทษวินัยพลทหารทรงธรรม ด้วยการรุมซ้อม
รายที่เป็นข่าวใหญ่ สะเทือนกองทัพมากเป็นพิเศษ คือ “พลทหารปริญญาโท” วิเชียร เผือกสม วัย 25 ปี
วิเชียรเสียชีวิตหลังจากสมัครเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ในค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ได้ไม่ถึง 2 เดือน
ข้ออ้างของผู้บังคับบัญชาคือ พลทหารนายนี้ถูกลงโทษเพราะหลบหนีการฝึก
แม้พลทหารวิเชียรจะเสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่คดีเพิ่งกลายเป็นข่าวเพราะญาติพยายามร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อ จนกลายเป็นคดีความฟ้องร้องทหารรวม 11 นาย ทั้งครูฝึก และนายทหารระดับผู้บังคับบัญชา
ต้นปี 2557 พลทหารสมชาย ศรีเอื้องดอย อายุ 20 ปี ทหารประจำค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ เสียชีวิตในโรงพยาบาล หลังถูกทหาร 3 นาย ลงโทษด้วยการใช้ปี๊บคลุมศีรษะ และใช้อาวุธตีที่ศีรษะและตามร่างกาย
กลางปี 2552 การเสียชีวิตของ พลทหารอภินพ เครือสุข อดีตทหารรับใช้ เป็นข่าวใหญ่ พลทหารอภินพเสียชีวิตในบ้านพักของแม่ทัพภาคที่ 1 ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ แพทย์ตรวจสภาพศพพบว่า กะโหลกศีรษะร้าว
พลทหารอิสมาแอ นะดารานิง สังกัดกองร้อยปืนเล็กที่ 4 กองพันทหารราบที่ 8 ค่ายกรมหลวงสงขลานครินทร์ ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา หายตัวไปอย่างลึกลับในปี 2553 ครอบครัวยืนยันว่าหลังจากเขาโทรศัพท์หาแม่ก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย
แม้ครอบครัวจะได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่า พลทหารอิสมาแอออกจากค่ายทหารไปแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่พบตัว จนครอบครัวต้องแจ้งเป็นบุคคลสูญหาย
พลทหารอเนก พลทองวิจิตร ตัดสินใจหนีออกมาจากบ้านผู้บังคับบัญชา ทั้งๆ ที่มียางรถยนต์ล่ามไว้ที่เอว และขอให้ญาติๆ พาเข้าแจ้งความ ร้องทุกข์ต้นสังกัด และทำเรื่องถึงทำเนียบรัฐบาลว่าถูกลงโทษอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว
สุรพงษ์ กองจันทึก ให้ข้อมูลว่า “มีหลายเคสที่เราช่วยเหลือ ทั้งในนามของสภาทนายความและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม หลายเคสก็พบว่าเป็นความจริงตามที่ร้องเรียนมา เพราะเรามีการสืบสวนสอบสวนลงไปก็พบว่ามีการใช้ความรุนแรงในทหารระดับผู้บังคับบัญชาบางคน มีการใช้ให้ทหารอื่นเข้ามาซ้อม หรือที่เรียกว่าซ่อมพลทหาร ให้เกิดความบาดเจ็บ หลายครั้งก็ถึงขั้นเสียชีวิต แล้วเรื่องนี้ก็ไม่มีการออกมายอมรับว่าเกิดจากอะไร ส่วนใหญ่จะออกมาในแง่ว่า เป็นอุบัติเหตุบ้าง เป็นเรื่องของการกระทำความผิด และถูกลงโทษตามกระบวนการที่ถูกต้องบ้าง”
การลงโทษวินัยทหารอย่างรุนแรงถึงขั้นทารุณกรรม กำลังถูกสังคมตั้งคำถามว่า เป็นพฤติกรรมที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ หรือมันเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายหรือไม่ด้วยซ้ำ เพราะไม่มีบทลงโทษทางวินัยทหารข้อใดที่อนุญาตให้มีการทำร้ายร่างกาย
พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร 2476 มาตรา 8 กำหนด ทัณฑ์ที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดต่อวินัยทหาร 5 สถาน คือ 1.ภาคทัณฑ์ 2.ทัณฑกรรม 3.กัก 4.ขัง 5.จำขัง
“ที่เราเข้าไปดูในระเบียบการสอบวินัย เราก็พบว่า ระเบียบก็เขียนไว้ครอบคลุมชัดเจน เช่น ไม่ให้มีการถูกเนื้อถูกตัว หรือเกิดแผล ลักษณะการซ่อมวินัย เท่าที่ได้รับทราบ เวลาที่จะมีการซ่อมก็ต้องดูว่า พลทหารผู้นั้นไม่ได้ทำให้เขาเหนื่อยยาก ทุกข์ทรมานเกินไป ระเบียบเขียนไว้ชัด แต่อยู่ที่วิธีการปฏิบัติ และทัศนคติ ปัญหาน่าจะเป็นเรื่องตัวบุคคล มากกว่าเรื่องของกฎระเบียบหลักการ” อังคณา นีละไพจิตร กล่าว
ขณะที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ชี้แจงต่อสังคมกรณีล่าสุดว่า “ผมเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องขอโทษสังคม เรื่องนี้เป็นนโยบายหลักของผมที่สั่งการไว้ว่า ไม่ให้มีการทำร้ายร่างกาย โดยเฉพาะพลทหาร”
ถึงแม้เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายทหารเกณฑ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความพยายามที่จะขอสถิติหรือข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้จากกองทัพไม่ใช่เรื่องง่าย และดูเหมือนกองทัพจะไม่มีตัวเลขให้ด้วยซ้ำ
แม้ระดับผู้นำรัฐบาลก็ยังไม่ได้ให้ความมั่นใจว่าความรุนแรงในค่ายทหารจะหยุดลงได้เมื่อไหร่
“สอบสวนแล้ว ลงโทษ เบื้องต้นต้องติดคุกกันก่อน จากนั้นสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีทั้งปลดออก งดบำเหน็จบำนาญ และคดีอาญา มีหรือไม่ก็ว่ากันไป เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งทหารมี 2 อย่าง พอโดนวินัยทหารแล้วจะโดนคดีอาญาหรือเปล่าก็ต้องฟ้องร้องกันไป กรณีนี้มันไม่ควรเกิดอยู่แล้ว ผมห้ามมานาน ก่อนหน้าสมัยผมเป็น ผบ.ทบ.ห้าม ก็ยังเกิดขึ้น ต้องไปดูสาเหตุว่าเกิดขึ้นจากอะไร ทำไมต้องไปทำแบบนั้น ผมก็ไม่เห็นด้วย ไม่ชอบอยู่แล้ว กระทรวงกลาโหมและกองทัพบกต้องดำเนินการ” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าว
"ผมก็บอกทางสัสดีไป และบอกทางผู้บังคับบัญชาทุกระดับไป บอกให้ชี้แจงให้เกิดความเชื่อมั่น อย่างนี้มันไม่ได้เกิดบ่อยหรอก และไม่ได้เกิดทุกๆ ภาค ผู้บังคับบัญชาทุกระดับพยายามเหลือเกินที่จะทำเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาเป็นโรคจิตหรือเปล่าผู้บังคับบัญชาที่ไปทำคนเป็นลูกน้อง“ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าว
องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมที่เข้าไปช่วยเหลือเหยื่อของความรุนแรงในค่ายทหาร เชื่อว่ามีเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายและการทำทารุณกรรมทหารเกณฑ์เกิดขึ้นตลอดเวลา เพียงแต่อาจไม่ตกเป็นข่าวเท่านั้น
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นล่าสุดทำให้เกิดกระแสเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะเป็นพฤติกรรมที่ละเมิดทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ
รัฐบาลไทยที่ผ่านๆ มาก็ยังไม่ได้ปฏิบัติตามพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีใน “อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ.1984” ซึ่งมีผลบังคับใช้มาแล้ว 10 ปี ตั้งแต่ปี 2550
มาถึงยุครัฐบาลทหาร คสช.ก็เริ่มมีความชัดเจน เมื่อร่างกฎหมายป้องกันและต่อต้านการซ้อมทรมาน ที่ครอบคลุมถึงปัญหานี้ ได้ผ่าน ครม.และส่งให้กฤษฎีกาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่ากลับถูกแขวนในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้กลับไปพิจารณาเรื่องการมีส่วนร่วม
“กระทรวงยุติธรรมก็พยายามรณรงค์ให้มีกฎหมายตั้งแต่ปี 2555 ก็มีการรับฟังความเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายสามารถรับกันได้ กรรมการสิทธิ์ก็เช่นกัน เราก็ผิดหวังที่ สนช.แขวน แต่จริงๆ มีการรับฟังมาหลายครั้งมาก” อังคณา นีละไพจิตร กล่าว
“อยากให้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาอย่างจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันบ้านเรายังใช้กฎหมายอาญาปกติ ซึ่งการซ้อมทรมานทั่วโลกเขาถือเป็นอาญาที่ร้ายแรง ร้ายแรงมากกว่า ถ้ากฎหมายออกมา จะมีกระบวนการ มีขั้นตอนที่จะเข้ามาดูแลคุ้มครองเรื่องเหล่านี้และอาจจะลงโทษไปถึงผู้บังคับบัญชาด้วย ทำให้ผู้บังคับบัญชาต้องเข้มงวดกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น หากให้เกิดขึ้นก็ต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วย มันจะมีกระบวนการหลายอย่างที่ทำให้เรื่องเหล่านี้จะเกิดยากขึ้น เมื่อเกิดแล้ว การตรวจสอบก็จะทำได้ง่ายขึ้นเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น” สุรพงษ์ กองจันทึก กล่าว
ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมพบว่าแต่ละปีกองทัพต้องการกำลังพลเพิ่มขึ้นทุกปี
โดยปี 2557 ทั้ง 3 เหล่าทัพต้องการ 100,865 คน มีผู้สมัครใจ 33,500 คน ปี 2558 ต้องการ 99,373 คน มีผู้สมัครเพิ่มเป็น 43,446 คน ปี 2559 ต้องการ 101,307 คน สมัครใจ 47,172 คน และปี 2560 ต้องการ 103,097 คน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศต่างๆ ที่ร่วมรบ อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี รวม 103 ประเทศ ได้ยกเลิกการเข้ารับราชการทหารโดยบังคับ มาเป็นการคัดเลือกโดยสมัครใจเพียงอย่างเดียว
ขณะที่มีเพียง 24 ประเทศ ที่ยังคงคัดเลือกโดยถูกบังคับ และมี 45 ประเทศ รวมทั้งไทยที่คัดเลือก แบบบังคับและโดยสมัครใจ
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายทหารจนเสียชีวิตบ่อยครั้ง ทำให้เกิดภาพลักษณ์ไม่ดีต่อระบบทหาร จนทำให้ชายไทยจำนวนไม่น้อยไม่อยากเข้ามารับใช้ชาติ
กระแสเรียกร้องให้ยกเลิกเกณฑ์ทหารจึงปะทุขึ้นเป็นระยะ โดยชี้ว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักมนุษยชน เสียสิทธิ์ในการประกอบอาชีพ พร้อมทั้งเสนอให้เปลี่ยนเป็นรูปแบบสมัครใจ โดยเทียบกับประเทศที่มีศักยภาพทางกองทัพสูง อย่างสหรัฐ และอังกฤษ ที่ไม่มีการเกณฑ์ทหาร แต่เต็มใจทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
ในฐานะประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม สุรพงษ์ กองจันทึก เสนอว่า กองทัพสามารถลดสัดส่วนการเกณฑ์ และเพิ่มคนสมัครมากขึ้น ด้วยแรงจูงใจ ด้านสิทธิประโยชน์ ความก้าวหน้าในอาชีพ เชื่อว่าจะได้ทหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งสามารถไปถึงจุดที่รับสมัครทหารได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์
แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่ยกเลิกระบบการเกณฑ์ทหาร เพราะกำลังพลสำรองยังมีความจำเป็น แต่สำคัญคือ รัฐบาลทหารยุคนี้ จะแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อลดความรุนแรงในค่ายทหาร
ในความเห็นของหลายฝ่าย การผ่านกฎหมายป้องกันและต่อต้านการซ้อมทรมานอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
ทีมข่าวไพรม์ไทม์ www.facebook.com/primetimeN22



