
วิธีปลดล็อก “สวัสดิการอนาคต” แรงงานชั้น 2
แรงงานนอกระบบถูกจัดเป็น “แรงงานชั้น 2” หรือ “ประชาชนชั้น 2” มาตลอด เนื่องจากรัฐมักเน้นการดูแลคนที่มีนายจ้างเป็นหลัก
วิธีปลดล็อก “สวัสดิการอนาคต” แรงงานชั้น 2
อีกไม่นานคำว่า “แรงงาน” อาจหายไปจากภาษาไทย อนาคตคงไม่มีใครใช้คำเรียกนี้อีกแล้ว เนื่องจากกระแสสังคมพยายามกดดันให้เปลี่ยนชื่อเรียกคนทำงานจาก “แรงงาน” เป็น “ทรัพยากรมนุษย์” แทน แม้กระทั่ง “กระทรวงแรงงาน” ยังเห็นด้วยกับแนวคิดเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงทรัพยากรมนุษย์” เพื่อให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศไทยที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงประเทศด้วยหัวสมองของมนุษย์ไม่ใช่แค่พละกำลังแรงงาน...
หากเป็นเช่นนั้นจริง 1 พฤษภาคม “วันแรงงานแห่งชาติ” อาจถูกปรับเปลี่ยนเป็น “วันทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ” เช่นกัน
ปัญหาเร่งด่วนของไทย ณ จุดนี้ คือ การแบ่งแยกแรงงานเป็น แรงงานในระบบ กับ แรงงานนอกระบบ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) รายงานข้อมูลว่า ในอนาคตคนไทยจะหันไปทำอาชีพอิสระและทำงานนอกระบบมากขึ้น โดยตัวเลขประมาณการปี 2560-2564 ประเทศไทยมีผู้อยู่ในวัยแรงงาน 38.8 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานนอกระบบถึง 21.4 ล้านคน แรงงานในระบบ 16.9 ล้านคน พร้อมระบุว่า แรงงานนอกระบบถูกจัดเป็น “แรงงานชั้น 2” หรือ “ประชาชนชั้น 2” มาตลอด เนื่องจากรัฐมักเน้นการดูแลคนที่มีนายจ้างเป็นหลัก
แรงงานชั้น 2 มีใครบ้าง ? ตัวอย่างเช่น ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน คนขายหมูปิ้ง วินมอเตอร์ไซค์ แม่ค้าข้าวราดแกง เจ้าของแผงตลาดนัด ฯลฯ หรือในอนาคตอาจเรียกชื่อใหม่ว่า “ทรัพยากรมนุษย์นอกระบบ” พวกเขาเหล่านี้ไม่เคยได้รับความเสมอภาคในระบบสวัสดิการหรือหลักประกันสังคมที่รัฐจัดหาให้ ทั้งค่าชดเชยเจ็บป่วย ค่าทำศพ ค่าคลอดบุตร ฯลฯ แถมไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานด้วย
ทั้งที่ “แรงงานชั้น 2” คือ “ตัวจริง” หรือพระเอกนางเอก ผู้ขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีชื่อเสียงไปทั่วโลก สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นยกย่องเมืองไทยว่ามีอาหารสตรีทฟู้ดดีที่สุดในโลก คนที่ทำอาหารข้างถนนอร่อย ราคาถูก พวกเขาคือประชาชนชั้น 2 ไม่ใช่หรือ? รวมถึง เครื่องจักสาน สมุนไพร ผลงานศิลปะ งานฝีมือภูมิปัญญาชาวบ้านที่กวาดรางวัลต่างๆ มาทั่วโลกก็เกิดจากแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบของรัฐนั่นเอง
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาพูดหยอดให้แรงงานได้ฝันหวานถึงสวัสดิการในอนาคตผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา สรุปความได้ว่า
ความมั่นคงก้าวหน้าของไทยสัมพันธ์โดยตรงกับพี่น้องแรงงานทุกประเภท ทั้ง มนุษย์เงินเดือน และแรงงานนอกระบบหรือแรงงานอิสระ ที่มีอยู่ 2 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมด ส่วนมากเป็นผู้มีรายได้น้อย ไม่มีความมั่นคง หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ย่อมส่งผลกระทบในมิติสังคมและความมั่นคง
2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือหลายด้าน เช่น 1.การแพทย์ฉุกเฉิน 72 ชั่วโมงแรกถ้าผู้ป่วยอันตรายถึงชีวิตเข้าได้ทุกโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน 2.คลินิกหมอครอบครัว กำลังสร้างระบบเครือข่ายแพทย์ปฐมภูมิทั่วประเทศ 6,500 ทีมให้ได้ภายในปี 2570 3.กองทุนยุติธรรม ช่วยเหลือคดีความ ให้ความรู้กฎหมาย หรือช่วยเมื่อถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน 4.กองทุนการออม และ 5.เปิดลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการภาครัฐ
“จะมีมาตรการ “ลดค่าครองชีพ” สำหรับแรงงานรายได้น้อย เช่น ให้ส่วนลดค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่ารถ ขสมก. ลดค่ารถ บขส. ใครอยู่ในเกณฑ์ให้รีบมาลงทะเบียนกัน...เราต้องยกระดับ “ผู้ใช้แรงงาน” เป็น “ผู้ใช้พลังสมอง” หรือที่เรียกว่าจาก Manpower สู่ Brainpower ยกระดับตนเองเป็นแรงงานมีฝีมือ แรงงานคุณภาพ แรงงานที่มีนวัตกรรม และแรงงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ให้ได้ ต้องรู้จักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างเหมาะสมด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวให้ความหวัง
ทั้งนี้ ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา “สิทธิ” ที่พี่น้องแรงงานนอกระบบพยายามต่อสู้เรียกร้องมาตลอด คือ การได้เข้าระบบประกันสังคมอย่างเท่าเทียมกับคนอื่น โดยเฉพาะได้รับความคุ้มครอง 7 กรณี ได้แก่ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน
แม้ว่ารัฐบาลยังให้ได้ไม่ครบทั้ง 7 กรณี แต่ก็มีความพยายามจะปรับปรุงโดยเฉพาะ “ของขวัญปี 2560” นั้น รัฐบาลสั่งปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานนอกระบบหรือผู้ไม่มีนายจ้าง ตามมาตรา 40 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม โดยให้ 3 ทางเลือก ดังนี้
ทางเลือก (1) จ่ายเดือนละ 70 บาท รัฐสมทบ 30 บาท รวมเป็น 100 บาท รับสิทธิประโยชน์ 3 กรณี 1.เงินทดแทนเมื่อเจ็บป่วย เพิ่มจากวันละ 200 เป็น 300 บาท ไม่เกิน 30 วันต่อปี 2.เมื่อทุพพลภาพได้ 500-1,000 บาทต่อเดือน จำนวน 15 ปี และ 3.เงินค่าทำศพ 2 หมื่นบาท พร้อมเงินสงเคราะห์เพิ่มอีก 3,000 บาท
ทางเลือก (2) จ่าย 100 บาท รัฐสมทบ 50 บาท รวมเป็น 150 บาท รับสิทธิเพิ่มข้อ 4 เงินบำเหน็จชราภาพ
ทางเลือก (3) จ่าย 300 บาท รัฐสมทบ 150 บาท รวมเป็น 450 บาท รับสิทธิข้อ 5 เงินสงเคราะห์บุตร 200 บาทต่อเดือน
นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่กองทุนประกันสังคมเปิดโอกาสยกระดับสิทธิประโยชน์ให้ทรัพยากรมนุษย์ไทย 21 ล้านคน
แต่ปัญหาที่พบคือ จำนวนผู้ประกันตนภาคสมัครใจ ตามมาตรา 40 ยังมีจำนวนน้อย หากดูย้อนสถิติระหว่างปี 2555-2560 เดือนมีนาคม 2555 มีจำนวน 7.6 แสนคน ผ่านไป 5 ปี เดือนมีนาคม 2560 มีจำนวนเพียง 2.26 ล้านคน นับว่าน้อยมากหากเทียบกับตัวเลข 21 ล้านคน
“อรุณี ศรีโต” ตัวแทนศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ จ.สมุทรปราการ กล่าวถึงของขวัญจากรัฐบาลที่เพิ่มสวัสดิการบางอย่างสำหรับคนทำงานที่ไม่มีนายจ้างตามมาตรา 40 ว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่อยากให้จำกัดว่าคนสมัครใหม่ต้องอายุไม่เกิน 60 ปี เพราะหลายคนอายุ 70-80 ปีก็ยังต้องทำงานหาเงิน เพราะไม่มีเงินออมมาก่อน หรือไม่มีใครเลี้ยงดู รัฐบาลเองก็ไม่ได้จ่ายเงินสมทบจำนวนมากนัก ส่วนตัวเลขผู้สมัครเข้าระบบประกันสังคมยังน้อย เพราะไม่มีแรงจูงใจที่ดีพอ และต้องจ่ายทุกเดือน บางเดือนแรงงานก็มีเงินเหลือบ้าง ไม่มีเงินเหลือบ้าง ควรคิดระบบใหม่ให้ยืดหยุ่น เปิดกว้างและให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายกว่านี้
ป้าอรุณีแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การปฏิรูประบบประกันสังคมที่เครือข่ายแรงงานต้องการมากที่สุด คือ การแยกสำนักงานประกันสังคมออกมาจากหน่วยงานรัฐ ให้เป็น “องค์กรอิสระ” มีระบบการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เพราะต้องบริหารเงินมากถึง 1.6 ล้านล้านบาท
“ถ้ายังใช้ข้าราชการย้ายไปย้ายมาจากกรมอื่น เพื่อรอวันเกษียณ การพัฒนาเงินกองทุนเหล่านี้ก็จะไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ คิดแบบข้าราชการ ไม่ได้คิดโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างจริงจัง อยากให้จ้างคนเก่งมืออาชีพมีสัญญาจ้างเป็นรายปี ดูจากผลงานกันเลย และต้องให้ผู้ใช้แรงงานมาเป็นกรรมการ ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม เปิดเผยบัญชี เปิดให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ โปร่งใส แต่ระบบทุกวันนี้รัฐเอาเงินมาลงสมทบนิดเดียว แต่เข้ามาบริหารงานเหมือนเป็นกองทุนของรัฐ ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นเงินของพวกเราทุกคน” ป้าอรุณี เสนอทางแก้ไข
การเสนอให้รื้อระบบกองทุนประกันสังคมสอดคล้องกับข้อเสนอของ “ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์” ผอ.การพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่วิเคราะห์ว่า ในอนาคตแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน พวกเขาอาจกลายเป็นภาระสำคัญของประเทศไทย หากรัฐบาลยังไม่เร่งหาวิธีให้มีเงินออมและมีหลักประกันทางสุขภาพ รวมถึงหลักประกันรายได้เมื่อชราภาพไม่สามารถทำงานต่อไปได้อีก
“ตอนนี้แรงงานกว่า 20 ล้านคน ยังพอมีแรง ในจำนวนนี้มีคนจน 7 ล้านคน และเริ่มอายุมากขึ้นเรื่อยๆ บางคน 70 ปียังทำงานอยู่เลย เพราะว่าจนไม่มีเหลือเงินเก็บในบ้านเลย ทำงานหาเงินเช้ากินค่ำ ใช้เงินวันต่อวัน รัฐต้องรีบหาวิธีอุดหนุน เช่น การช่วยให้มีออมเงินรัฐจ่ายสมทบเยอะๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจ รวมถึงเกษตรกรที่ทำงานเป็นฤดูกาล หากราคาพืชผลไม่ดี เจ๊งกลายเป็นหนี้ก้อนโตทันที ลักษณะการจัดสรรทรัพยากรตอนนี้ยังไม่เท่าเทียม ควรรื้อทิ้งระบบประกันสังคม ไม่แบ่งแยกแรงงานนอกระบบกับในระบบ ทำให้ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการเท่าเทียม ปีนี้รัฐบาลจัดทำข้อมูลขึ้นทะเบียนคนจน มีตัวเลขและข้อมูลล่าสุดในมือ ต้องเอาบิ๊กดาต้ามาช่วยวิเคราะห์แบ่งเลยว่า คนจนมีกี่ระดับ หาวิธีให้พวกเขาช่วยเหลือตัวเองให้ได้ ลดการพึ่งพา” ดร.ยงยุทธกล่าวแนะนำ
ข้อมูลกองทุนประกันสังคมระบุว่า ในปี 2559 มีเงินลงทุนทั้งหมด 1.64 ล้านล้านบาท ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน 52,736 ล้านบาท
ตัวเลขผลตอบแทนปีละ 5.2 หมื่นล้านบาทนั้น บางฝ่ายมองว่าน้อยไป บางฝ่ายมองว่าเยอะแล้ว แต่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า
ควรปลดล็อกเอากองทุนนี้ออกจาก “ระบบราชการ” ให้เป็น “องค์กรอิสระ”
ให้ รัฐ เอกชน แรงงาน นายจ้าง นักวิชาการ ฯลฯ ทุกฝ่ายเข้ามาเป็นภาคี มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน และบริหารแบบมืออาชีพ จะทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ดีขึ้น การลงทุนมีอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ กลายเป็นกองทุนประกันสังคมที่มีอนาคตมากกว่านี้อย่างแน่นอน !
วิธีสมัคร “ผู้ประกันตน ม.40”
- ใช้หลักฐาน “บัตรประชาชน” ใบเดียว
- จ่ายเงินสมทบได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสร้านสะดวกซื้อ/ไปรษณีย์
- ไม่ต้องตรวจสุขภาพ
- ใช้สิทธิควบคู่บัตรทอง ไม่ตัดสิทธิรักษาพยาบาล
ทีมข่าวรายงานพิเศษ



