คอลัมนิสต์

เจอแล้ว!! 'คนถอนหมุด' มีสองกลุ่มการเมือง

เจอแล้ว!! 'คนถอนหมุด' มีสองกลุ่มการเมือง

20 เม.ย. 2560

“หมุดหาย” กลายเป็นความขัดแย้งในสังคมไทยอีกครั้ง เหมือนฉายหนังม้วนเก่า


               ฝ่ายไม่ชอบทหาร ก็ทวงถามว่า “หมุดอยู่ไหน” ส่วนฝ่ายเชียร์ทหาร ไชโยโห่ฮิ้ว “หายไปก็ดีแล้ว”

               ในสื่อโซเชียลเต็มไปด้วย “เรื่องเล่า” อันเกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ต่างคนต่างเล่า ต่างขั้วต่างค่าย ประหนึ่งเป็น “สงครามประวัติศาสตร์”

               ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังงุนงงว่า ใครขุดหมุดออกไป?

               จากการตรวจสอบผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย และข่าวสารล่าสุด พบว่ามี 2 กลุ่มการเมือง ที่แสดงตัวว่า ได้ “ถอนหมุด” เชิงสัญลักษณ์ไปแล้ว

 

เจอแล้ว!! 'คนถอนหมุด' มีสองกลุ่มการเมือง

 

               กลุ่มแรก - ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ นำโดย สมาน ศรีงาม

               เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 เม.ย. สมาน ศรีงาม ได้ประกาศตัวผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

               "เราขบวนการประชาธิปแห่งชาติ สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ และพรรคการนำใหม่ประชาชนปฏิวัติสันติ และสถาบันปฏิวัติสันติพุทธอหิงสาธรรมประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ฯลฯ ได้เสนอไว้มาหลายสิบปีแล้ว..และได้ทำพิธีถอนหมุดแห่งมิจฉาทิฎฐินี้ออกไปถึง 3 ครั้งแล้วในอดีตที่ผ่านมา..."

               พร้อมกับนำภาพประกอบพิธีกรรมการถอนหมุดในเชิงสัญลักษณ์ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559

 

เจอแล้ว!! 'คนถอนหมุด' มีสองกลุ่มการเมือง

 

               "ถอนหมุดคณะราษฎร..ช่วยชาติช่วยประชาชนอย่างมากมายยิ่งใหญ่ที่สุด ทำลายความเห็นผิด สร้างความเห็นถูก..ดังนั้น การถอนหมุดความเห็นผิดมิจฉาทิฎฐิ หมุดแห่งเผด็จการ หมุดแห่งทำลายชาติทำร้ายประชาชน หมุดกลบฝังประชาธิปไตย...จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่งไม่ว่าจะพิจาณาในด้านใดๆ ชอบธรรมอย่างยิ่งอย่างปราศจากเงื่อนไข (Righteousness) ไม่ว่าผู้ใดจะขุดถอนหมุดจะเป็นใครก็ตาม"

               “สมาน” ผู้สานต่อเจตนารมณ์ของ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ตามทฤษฎีปฏิวัติประชาธิปไตย ที่วิจารณ์การเปลี่ยนแปลงของคณะราษฎรมาโดยตลอด

               เมื่อ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ถึงแก่กรรม ปลายปี 2537 เขาจึงเป็นผู้สืบทอดความคิดลัทธิประชาธิปไตย ที่ตรงข้ามกับความคิดของ “คณะราษฎร”

 

เจอแล้ว!! 'คนถอนหมุด' มีสองกลุ่มการเมือง

 

               กลุ่มที่สอง - ชมรมธรรมาธิปไตยแห่งชาติ นำโดย บุนสิน หยกทิพย์

               เมื่อวันที่ 20 เม.ย. บุญสิน หยกทิพย์ ฝ่ายประสานงานชมรมธรรมาธิปไตยแห่งชาติ เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ พ.ต.อ.มนตรี เทขัน ผกก.สน.ดุสิต เพื่อขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานและให้ช่วยติดตามหมุดคณะราษฎร สัญลักษณ์เหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 ที่อยู่บริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ที่หายไป

               “บุญสิน” เป็นกลุ่มคนที่ประกาศต่อสาธารณชนว่า การกระทำในอดีตคณะราษฎร ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม และเป็นเผด็จการรัฐธรรมนูญ

               เหตุที่ต้องมาแจ้งความ บุญสินอธิบายว่าตนต้องการเดินทางมาแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันเพื่อให้ติดตามหาหมุดดังกล่าว ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บอกว่า ประเทศไทยก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย อยากให้เข้าหน้าที่ตำรวจติดตามกลับคืนมาให้ได้ และเมื่อได้คืนมาแล้วขอให้นำไปเก็บรักษา ไม่ใช่นำไปวางไว้กับพื้น

               บุญสินก็คิดเหมือนกับ “สมาน ศรีงาม” แห่งขบวนการปฏิวัติสันติ ที่อยาก “ถอนหมุดคณะราษฎร”

               “เดิมทีผมตั้งใจจะไปขุดออกมาเก็บไว้อยู่ แต่มีคนขุดเสียก่อน”

               หากเข้าไปส่องเฟซบุ๊ก “บุญสิน หยกทิพย์” ก็จะเห็นการเคลื่อนไหวเผยแพร่แนวคิด “ธรรมาธิปไตย” โดยมีการอัดคลิปลงในเฟซฯ ทุกวัน

 

เจอแล้ว!! 'คนถอนหมุด' มีสองกลุ่มการเมือง

 

               “รัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยเป็นสื่งเดียวกัน หรือคนละสิ่ง คำตอบของชาวบ้านและประชาชนทั่วไปคือคนละสิ่ง แต่นักการเมืองและผู้นำและผู้จบการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปตอบเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะเขาติดตำราสอนจาก นายปรีดี พนมยงค์ เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญคือประชาธิปไตย ประเทศไทยกำเนิดรัฐธรรมนูญ”

               นี่คือความคิดของบุญสิน

               วันรัฐธรรมนูญปีที่แล้ว บุญสิน ไปถ่ายรูปกับหมุดคณะราษฎร แล้วขึ้นสเตตัสในเฟซบุ๊กว่า “วันนี้มาชี้หลักฐานการเกิดรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตย”

               บุญสินเป็นคนที่ก่อการประท้วง ด้วยการปีนขึ้นไปเผ่าพานรัฐธรรมนูญ เอาสีทาทับชื่ออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนถูกจับ ถูกปรับ และถูกส่งฟ้องศาลมาแล้ว

               ความเชื่อทางการเมืองแบบบุญสิน ปรากฏอยู่ในตำนานการเมืองไทยมานานแล้ว สมัยหนึ่งที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เปิดเวทีไฮด์ปาร์คที่ท้องสนามหลวง ทำให้มี “คนการเมือง” จำนวนมากได้ไปใช้พื้นที่นั้นแสดงความคิดความเห็นกันคึกคัก

               แต่ยุคนี้ มีสื่อโซเชียลอย่างเฟซบุ๊กเป็น “พื้นที่เปิด” อันไม่ต่างจากเวทีไฮด์ปาร์คในอดีต