คอลัมนิสต์

7วันอันตราย จำนวนครั้งเพิ่ม ยอดตายลด มาตรการรัฐได้ผล?

7วันอันตราย จำนวนครั้งเพิ่ม ยอดตายลด มาตรการรัฐได้ผล?

20 เม.ย. 2560

ธนัชพงศ์ คงสาย

     สิ้นสุดไปแล้วสำหรับมาตรการดูแลและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน "7 วันอันตราย" ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 12-17 เมษายน ตามแนวคิด “ขับรถมีน้ำใจรักษาวินัยจราจร” โดย "ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน" (ศปถ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่องค์กรกลางของภาครัฐ สั่งการควบคุมและขับเคลื่อนแผนลดยอดเจ็บ-ตายช่วงเทศกาลปีใหม่ไปถึงเทศกาลสงกรานต์ทุกปี

     จากการรวบรวมสถิติในปีนี้สรุปออกมาได้ว่า ตลอด 7 วันมีอุบัติเหตุ 3,690 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 3,808 คน และมีผู้เสียชีวิต 390 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับเทศกาลสงกรานต์ 2559 มีอุบัติเหตุ 3,447 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 3,656 คน ผู้เสียชีวิต 442 ราย จะเห็นได้ว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตลดลง 52 ราย ผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น 152 ราย ขณะที่อุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 243 ครั้งเช่นกัน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็น "เมาแล้วขับ" ร้อยละ 43.06 "ขับรถเร็ว" ร้อยละ 27.86 ส่วนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด "รถจักรยานยนต์" มากถึงร้อยละ 84.91 และ "รถปิกอัพ" ร้อยละ 6.83 ที่สำคัญพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เสียชีวิตและบาดเจ็บ 5 อันดับแรกยังเป็นสาเหตุเดิมๆ 1.ไม่สวมหมวกนิรภัย 2.เมาแล้วขับ 3.ขับรถเร็ว 4.ตัดหน้ากระชั้นชิด และ 5.รถจักรยานยนต์ไม่ปลอดภัย

     ส่วนจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี 161 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา 17 ราย และจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี 168 คน ขณะที่จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต 4 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ นราธิวาส แม่ฮ่องสอน และสมุทรสงคราม จังหวัดที่ไม่มีผู้บาดเจ็บ 1 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ

7วันอันตราย จำนวนครั้งเพิ่ม ยอดตายลด มาตรการรัฐได้ผล?

     เมื่อมองจาก "ปัจจัย" สำคัญที่ช่วยลดยอดผู้เสียชีวิตในปีนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการเข้มงวดการเรียกตรวจยานพาหนะได้มากถึง 5,380,482 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดีรวม 914,172 ราย 2 อันดับแรกแบ่งเป็นความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัยมากที่สุด 261,675 ราย รองลงมาไม่มีใบขับขี่ 244,157 รายขณะที่ถนนสายรองซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เสี่ยง มีการจัดตั้งด่านชุมชน 21,526 ด่าน มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานกว่า 173,556 คน ศปถ.เชื่อว่าแผนกวดขันวินัยจราจรอย่างจริงจังเป็นส่วนหนึ่งที่บีบให้ "กราฟผู้เสียชีวิต" ในปีนี้ลดลง  

     สถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2560 มีจำนวนครั้งในการเกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงกว่าปีที่ผ่านมาร้อยละ 11.76 ซึ่งจำนวนครั้งที่เพิ่มขึ้น ศปถ.วิเคราะห์ว่า เนื่องจากมีการใช้รถใช้ถนนในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตลดลง โดยเฉพาะอัตราการเสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุลดลงเหลือร้อยละ 50 จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 53 แสดงให้เห็นว่า "ดัชนีความรุนแรง" ของอุบัติเหตุลดลงอีกทั้งอุบัติเหตุจากรถกระบะยังลดลงเหลือร้อยละ 6.83 จากปีที่ผ่านมาร้อยละ 8.85 น่าจะมาจากปัจจัยสำคัญจากความร่วมมือของประชาชน โดยเฉพาะการใช้ "อุปกรณ์นิรภัย" และการห้ามบรรทุกผู้โดยสารท้ายกระบะเกิน 6 คน ตามมาตรการพิเศษจากคสช. ทำให้ประชาชนรู้สึกเกรงกลัวต่อความผิดในมาตรการเข้มงวดของเจ้าหน้าที่รัฐที่ออกมาครั้งนี้

     แต่ปัจจัยทั้งหมดยังคงพ่ายแพ้ให้แก่พฤติกรรม "เมาแล้วขับ" และ "ขับรถเร็ว" พุ่งเป้าไปที่ความคะนองจากการขับขี่รถจักรยานยนต์และรถที่บรรทุกคนโดยสารท้ายกระบะ จากสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตสูงสุด 3 อันดับแรก 1.ขับรถเร็ว 146 ราย 2.เมาแล้วขับ 124 ราย และ 3.ทัศนวิสัยไม่ดี 77 ราย และสาเหตุอื่นๆ 43 ราย รวมผู้เสียชีวิต 390 ราย !!!

     สำหรับมาตรการ “ลงโทษ” ผู้กระทำผิดขับรถขณะเมาสุราในเบื้องต้น ภาครัฐจะให้ทำงานบริการสังคมในสถานพยาบาลตั้งแต่ห้องฉุกเฉินหนักสุดไปที่ "ห้องดับจิต" เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกผู้กระทำผิดให้รับรู้ถึงความสูญเสียและผลกระทบที่เกิดจากอุบัติเหตุทางถนน โดยขณะนี้มีผู้ถูกคุมประพฤติมาทำงานบริการสังคมในโรงพยาบาล 2,314 ราย ล่าสุดมีผู้ถูกคุมประพฤติมาทำงานบริการสังคมที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จำนวน 20 ราย โดยเจ้าหน้าที่จะให้ทำความสะอาดอ่างล้างศพและตู้เย็นเก็บศพ แต่ไม่อนุญาตให้แตะต้องศพ ซึ่งมาตรการนี้ ทำให้การกระทำผิดซ้ำลดลงเหลือเพียงร้อยละ 4.6

     นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า ในปีนี้พบว่ามีพฤติกรรมเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 จากปีที่แล้วร้อยละ 34 ส่วนพฤติกรรมการขับรถเร็วลดลงร้อยละ 27 จากปีที่แล้วร้อยละ 32 จากการวิเคราะห์ตัวเลขผู้เสียชีวิตในปีนี้ลดลง แต่อุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นนั้น เชื่อว่ามาจากสิ่งที่นายกรัฐมนตรีสื่อสารไปยังประชาชน โดยมีหน่วยงานต่างๆ ช่วยกัน ทำให้ประชาชนมีความระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กรมการขนส่งทางบก หรือกระทรวงสาธารณสุข ก็ใช้มาตรการของตัวเองในการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดูแลรถโดยสาร ยังมีด่านชุมชนอีกกว่า 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งนักวิชาการที่ได้พูดคุยยังวิเคราะห์ด้วยว่าในปีนี้ถือว่าดัชนีความรุนแรงของอุบัติเหตุลดลง เพราะประชาชนขับรถช้าลง และใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยมากขึ้น

     “เรื่องการเมาเยอะขึ้น จากนี้คงต้องหามาตรการควบคุมพฤติกรรมเมาแล้วจะขับ โดยจะประสานไปยังผู้ประกอบการ หากจะจัดงานที่ไหนจะต้องมีเงื่อนไขมากขึ้น ต้องช่วยดูแลประชาชนที่อยู่ในงานด้วย หากใครเมาต้องห้ามขับรถทันที ซึ่งคงต้องใช้กฎหมายควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกของประชาชน” รองอธิบดีปภ. ระบุ

     ด้าน นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ วิเคราะห์ว่า ในแง่ยอดผู้เสียชีวิตลดลงถือว่าพอใจ เพราะถือว่าไม่มีอะไรสำคัญที่สุดเท่าชีวิต แต่สถิติอุบัติเหตุและผู้ได้รับบาดเจ็บกลับเพิ่มขึ้นกว่าช่วงสงกรานต์ปี 2559 จึงวิเคราะห์ได้ว่า ระบบการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุหลังอุบัติเหตุดีขึ้น ระบบกู้ชีพสามารถเดินทางเข้าพื้นที่ได้เร็ว เมื่อผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลก็ดูแลต่อได้ทันที ทำให้รักษาชีวิตไว้ได้ ขณะเดียวกันคิดว่าความรุนแรงเมื่อเกิดเหตุแล้วลดลง เพราะคนหันมาใช้อุปกรณ์นิรภัยมากขึ้นด้วยหรือไม่ เช่นเดียวกับการขึ้นกระบะหลังน้อย เมื่อเกิดเหตุอาจจะไม่ถึงกับชีวิต ส่วนมาตรการที่ภาครัฐต้องทำต่อหลังจากนี้ ต้องขจัดคนเมาและจำกัดความเร็วให้ได้ เพราะทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นสาเหตุสำคัญ หากแก้ 2 เรื่องนี้ไม่ได้สถิติอุบัติเหตุต่างๆ ก็จะยังมากอยู่

     “ถ้าแก้ 2 เรื่องนี้ได้ความเสี่ยงจะลดลงมาเอง ต้องทำให้คนผิดได้รับโทษจริงๆ อีกทั้งภาครัฐต้องส่งเสริมให้สังคมติดกล้องหน้ารถ ถ้าใครขับรถไม่ดีนำภาพขึ้นโซเชียลมีเดีย เพื่อให้สังคมช่วยประจานกันเอง เพราะสังคมกลัวความอายมากกว่ากลัวตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็นำหลักฐานนั้นไปดำเนินคดีได้อีก เรียกว่าต้องใช้จุดอ่อนคนไทยมาบังคับคนไทยด้วยกันเอง เหมือนคำที่คนไทยชอบพูดว่า เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” นพ.แท้จริง ระบุ

     อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปี 2560 “องค์การอนามัยโลก” ได้จัดให้ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับ 2 ที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดของโลก โดยประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2 หมื่นคนต่อปี โดยข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า มีผู้บาดเจ็บเกือบ 1 ล้านคนต่อปี พิการมากกว่า 6 พันคนต่อปี ขีดเส้นใต้ 3 เส้นในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ กราฟอุบัติเหตุจะพุ่งขึ้นมากกว่าช่วงวันปกติถึง 2 เท่า

     ที่สำคัญสังคมส่วนหนึ่งสนับสนุนให้ภาครัฐมองนอกกรอบกับแผนเดิมๆ ในเมื่อแอลกอฮอล์คืออีกตัวการสำคัญสู่หายนะจากอุบัติเหตุทางถนนหาก "บิ๊กตู่" ไม่พอใจตัวเลขผู้เสียชีวิตเทศกาลสงกรานต์ ต้องกล้า "เปลี่ยน" มาตรการเดิมๆ ไม่ปล่อยให้เทศกาลแห่งความสุข สุ่มเสี่ยงตีคู่ไปกับเทศกาลแห่งความตาย ไม่เช่นนั้นยอดอุบัติเหตุและเสียชีวิต จะเป็นแค่ตัวเลขรูทีนผ่านมาและจบไปในช่วงเทศกาลเท่านั้นเอง