
ทางวิบากโครงการ"มัสยิด300ปี" เดินหน้าต่อ-ชะลอ-เลิกสัญญา?
นลิน สิงหพุทธางกูร NOW 26
ปัญหาการเดินหน้าโครงการปรับปรุงแหล่งเรียนรู้ตะโละมาเนาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส หรือที่รู้จักกันในนาม “มัสยิด 300 ปี” นั้น ยังคงคาใจคนในพื้นที่จำนวนมาก
เพราะที่ผ่านมาชมรมอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น อ.บาเจาะ รวมถึงคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส แสดงท่าทีผ่านสื่อมวลชนมาหลายครั้ง เรียกร้องให้ยุติโครงการ
ความหมายไม่ใช่ว่าไม่สนับสนุนให้เกิดโครงการนี้ แต่เนื่องจากการจัดจ้างผู้รับเหมามีปัญหา และมีประเด็นการไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะชมรมอิหม่าม อ.บาเจาะ ทำให้เกิดข้อเรียกร้องที่น่าจับตาดังว่านี้
การจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษภายใต้งบประมาณ 149 ล้านบาทเศษ ถูกตั้งคำถาม เพราะ 1 ใน 2 บริษัทที่รวมตัวกันเป็น “กิจการร่วมค้า” ที่เข้ามาเป็น “คู่สัญญา” ถูกเปิดเผยหลักฐานว่าเป็นบริษัทที่น่าจะเข้าข่ายล้มละลายแล้ว เพราะมีคำสั่งศาลให้ “พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด”
คำสั่ง “พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด” ทำให้เจ้าของหรือผู้บริหารชุดเดิมในบริษัทไม่สามารถทำการใดๆ ได้ อำนาจการบริหารจัดการกิจการเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้เกิดคำถามว่า แล้วโครงการจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หรือจะให้ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” อีกแห่งหนึ่งที่รวมตัวเป็น “กิจการร่วมค้า” รับงานต่อไป แต่ก็มีปัญหาว่าจะผิดสัญญาหรือไม่
คำถามมีมากกว่านั้น เพราะเมื่อ “ทีมข่าว” ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการกลับพบว่ามีการปรับพื้นที่และตอกเสาเข็มบางส่วนแล้วโดยบริษัทรับเหมา 3 แห่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หาใช่ “กิจการร่วมค้า” ที่เป็นคู่สัญญากับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ท่ามกลางกระแสข่าวว่า บริษัทที่รับงานไว้เดิมขายงานต่อให้ หรือไม่ก็ “จ้างช่วง” (subcontract) ให้บริษัทในพื้นที่ 3 แห่งนี้ทำงานแทน
คำถามก็คือการขายงานต่อหรือจ้างช่วง สามารถทำได้หรือไม่ ผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 หรือเปล่า
ยิ่งไปกว่านั้นงานในส่วนที่เดินหน้าต่อ และศอ.บต.ไปปักป้ายว่ากำลังมีการก่อสร้าง เป็นงานเพียง 4 ส่วนจาก 6 ส่วนที่จะดำเนินการภายใต้งบประมาณ 149 ล้านบาทเศษ คือ อาคารบริหารจัดการ ศูนย์อาหาร ห้องประชุมและศูนย์เรียนรู้ และบ้านพัก 5 หลัง 2 ห้องนอน ใช้งบประมาณ 104 ล้านบาทเศษ ทั้งหมดก่อสร้างด้านนอกบริเวณมัสยิด 300 ปี
ขณะที่อีก 2 ส่วนที่ยังไม่เริ่มลงมือเลย คือ อาคารศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) และปรับปรุงภูมิทัศน์รอบมัสยิด เพราะผู้รับเหมาเข้าพื้นที่ไม่ได้เนื่องจากชาวบ้านและชมรมอิหม่ามไม่ยินยอม
นี่คือสภาพปัญหาทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน...
ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ทีมข่าวอิศรา” ชี้แจงข้อข้องใจทุกข้อ และแนวทางที่ศอ.บต.ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการและงบประมาณว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
“ตอนนี้ไม่มีการก่อสร้าง ชะลอไว้ก่อน 2 เดือนแล้ว” เป็นคำตอบแรกของคำถามที่ว่าเหตุใดการก่อสร้างจึงยังคงเดินหน้าอยู่
เมื่อถามต่อถึงข่าวบริษัทคู่สัญญาอยู่ในภาวะล้มละลาย รองฯไกรศร อธิบายเอาไว้แบบนี้...
“คู่สัญญาเป็นกิจการร่วมค้า จดทะเบียนเมื่อปี 2556 และยื่นเสนอราคามาที่ศอ.บต.ในปี 2558 ลงนามในสัญญาวันที่ 20 มกราคม 2559 จากนั้น 1 ใน 2 บริษัทที่เป็นกิจการร่วมค้า ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราก็ไปตรวจสอบสัญญา ในสัญญาบอกว่าถ้าบริษัทล้มละลายต้องยกเลิกสัญญาอย่างเดียว แต่พอเราไปตรวจสอบคำสั่งศาล ปรากฏว่าไม่ใช่ล้มละลาย แต่เป็นคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ส่งหนังสือไปยัง 2 หน่วยงาน เพราะท่านนายกฯ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็ให้สัมภาษณ์ให้เราไปตรวจสอบ เราก็ไปเช็ก ส่งหนังสือไปที่กรมบัญชีกลาง กับกรมบังคับคดี ถามว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น บริษัทจะทำต่อได้ไหม สิ่งที่ทำไปแล้วเป็นโมฆียะหรืออะไรกันแน่ ตอนนี้ก็รอคำตอบอยู่”
ประเด็นจึงย้อนกลับไปที่คำถามแรกว่า แล้วเหตุใดจึงยังมีการก่อสร้างในพื้นที่อยู่อีก...
“มีการให้ซับฯ ในพื้นที่ไปดำเนินการ (หมายถึงบริษัทรับจ้างช่วง หรือซับคอนแทร็ก) น่าจะเป็นการถมที่ ตอกเสาเข็ม ผมกำลังตรวจสอบเรื่องการจ้างงาน การตรวจงาน รู้สึกว่าไม่ถูกต้องที่มีซับคอนแทร็กมาทำงาน ก็ส่งหนังสือไปยังบริษัทคู่สัญญาให้ไปตรวจสอบมา เพราะในเอกสารที่มีอยู่ไม่ได้บอกว่าบริษัทคู่สัญญาไปจ้างซับฯ เพื่อทำการก่อสร้างได้ ต่อมาบริษัทคู่สัญญาตอบว่าไม่ใช่ซับฯ เขาไปทำเอง เป็นงานของเขา แต่ตัวซับฯ เข้าใจว่าได้รับมอบอำนาจให้ทำ มีชื่อระบุไว้ให้ซับฯ มาทำงานธุรการ แต่ไม่ได้ให้มาทำงานก่อสร้าง”
รองฯ ไกรศร ย้ำว่า ไม่ว่างานก่อสร้างจะเป็นการดำเนินการของบริษัทคู่สัญญาเอง หรือบริษัทรับจ้างช่วง แต่รัฐก็ยังไม่เสียหายอะไร
“ที่ทำๆ กันอยู่นี้ยังไม่ได้เบิกเงินให้เลย เบิกงวดงานไม่ได้ ฉะนั้นจึงไม่ได้เรียกว่ามีการก่อสร้าง”
ส่วนที่ศอ.บต.ไปขึ้นป้ายโครงการบริเวณไซต์งานก่อสร้างที่มีรถแบ็กโฮ และการปรับพื้นที่ รองฯ ไกรศร มีคำอธิบาย...
“เรื่องการสั่งให้ขึ้นป้าย ทำให้เข้าใจว่า ศอ.บต.ไม่หยุด จริงๆ อยากให้รู้ว่าโครงการนี้ยังอยู่ ไม่ได้จะทำต่อ ณ ตอนนี้ เพราะถูกสั่งชะลอมานานแล้ว ที่มาก่อสร้างก็ต้องตรวจสอบ และยังไม่เคยให้เงิน ยังไม่เคยเห็นเลยว่ามีการจ้างซับคอนแทร็กจริงหรือไม่ ศอ.บต.กำลังทำเรื่องค้างเก่าที่ผ่านมาให้ถูกต้อง”
“เท่าที่ตรวจสอบในสัญญาเบื้องต้น ระบุว่าจ้างซับคอนแทร็กได้ แต่ต้องได้รับการยินยอมจากศอ.บต.ก่อน การจัดจ้างวิธีพิเศษ ศอ.บต.ก็ต้องดูความเชี่ยวชาญ ดูคุณสมบัติ ฉะนั้นต้องดูว่าคู่สัญญามีการซิกแซ็กหรือเปล่า เช่น จ้างแล้วไม่บอกเรา หรืออ้างว่าเป็นตัวเองทำ หรือจ้างงานหนึ่ง แต่ทำมากกว่าที่จ้าง เพราะงบประมาณเยอะ แต่ทั้งหมดมีสเปกระบุไว้อยู่แล้ว การจะให้ใครทำแค่ไหน ศอ.บต.ต้องรับทราบ ตอนนี้งานที่ทำแค่ถมที่ยังไม่ได้ใช้ความชำนาญพิเศษ แต่ถึงอย่างนั้น ศอ.บต.ก็ต้องรู้ก่อนอยู่ดี ฉะนั้นเราก็ไม่จ่ายเงิน ไม่ยินยอม”
“เบื้องต้นทราบว่ามีบริษัทรับเหมาในพื้นที่มาทำงานแทนก็จะกลับไปดูสัญญาว่าจ้างซับฯ หรือไม่ ศอ.บต.เคยยินยอมหรือไม่ จ้างซับฯ มาทำอะไร ส่วนไหนบ้าง ที่ผ่านมาถ้ามีการทำงานโดยบริษัทที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาก็จะเป็นเหตุให้ยกเลิกสัญญาได้ ฉะนั้นขอเวลาตรวจสอบก่อนประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ตอนนี้ตั้งแต่เริ่มทำมา บริษัทคู่สัญญาขอถอนเรื่องการส่งงวดงานทั้งหมดก่อน ตั้งแต่เริ่มมีปัญหาถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และไม่ได้เบิกเงินค่างวดงานเลย”
รองฯ ไกรศร บอกด้วยว่า โครงการนี้มีปัญหามาตั้งแต่ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งรองเลขาธิการ ศอ.บต. โครงการเคยถูกสั่งชะลอมาครั้งหนึ่งแล้วจากปัญหา 3 ประการ หนึ่งในนั้นคือการไม่มีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เมื่อตนเข้ามาก็พยายามแก้ไขปัญหานี้ มีการตั้งคณะกรรมการสร้างการมีส่วนร่วมขึ้นมา ดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมมือกัน แต่ชมรมอิหม่ามก็ไปแถลงแยก และเรียกร้องให้ยุติโครงการ แต่เรื่องนี้ยืนยันว่ายุติไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อ จึงอยากให้ทุกฝ่ายมาเปิดใจพูดคุยกัน



