
“ออทิสติก”มีสิทธิเลือกตั้ง...ผู้ปกครองอย่าปิดกั้น
ทีมข่าวรายงานพิเศษ
หลังจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ประกาศใช้ 6 เมษายน ที่ผ่านมา คนไทยส่วนใหญ่เริ่มคึกคักเตรียมความพร้อมสำหรับวันเลือกตั้งผู้แทนราษฎรที่กำลังจะมาถึง แม้แต่กลุ่มผู้พิการจำนวนกว่า 1.7 ล้านคน ก็เริ่มเคลื่อนไหวต้องการส่งเสริมให้คนพิการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะการไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง...
ตัวเลขผู้พิการในประเทศไทยนั้น อาจสูงถึงเกือบ 10 ล้านคน หากพิจารณาตามตัวเลขมาตรฐานสากลขององค์การอนามัยโลกที่ประเมินว่าผู้พิการสัดส่วนร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด แต่ที่ไปขึ้นทะเบียนรับบัตรคนพิการกับรัฐบาลไทยนั้นมีเพียง 1.7 ล้านคนเท่านั้น
ย้อนไปอดีต 40 กว่าปีที่แล้ว ถือเป็นช่วงแรกที่ “คนพิการไทย” ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง หลังรัฐธรรมนูญปี 2517 ระบุว่า ผู้ที่หูหนวกและเป็นใบ้และไม่สามารถอ่านเขียนหนังสือได้ ห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ช่วงนั้นภาคีสมาคมคนพิการร่วมมือกันคัดค้านให้ยกเลิกการกำจัดสิทธินั้น พร้อมอ้างว่าบางประเทศมีการแต่งตั้งคนหูหนวกเป็นรัฐมนตรี จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2534 มีการยกเลิกข้อความดังกล่าว และรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เนื่องจากสภาพร่างกายหรือสุขภาพ จากนั้นเป็นต้นมาผู้พิการนอกจากจะได้สิทธิไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้แล้ว ยังมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย…
ล่าสุด รัฐธรรมนูญปี 2560 ในมาตรา 50 (7) กำหนดให้บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสําคัญ และใน “มาตรา 95” ระบุคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า (1) มีสัญชาติไทย (2) อายุ 18 ปีในวันเลือกตั้ง (3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 90 วัน
ส่วนมาตรา 96 ระบุถึงผู้ห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ (1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ (3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล (4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
ดังนั้น ผู้พิการส่วนใหญ่ในประเทศไทยจึงมีสิทธิไปเลือกตั้ง ทั้งตาบอด หูหนวก นั่งรถเข็น ออทิสติก พิการทางสติปัญญา คนพิการทางการเรียนรู้ ฯลฯ ยกเว้นผู้ที่มีอาการ “วิกลจริต” หมายถึงผู้มีกิริยาผิดปกติ สติวิปลาสไม่สามารถประกอบกิจกรรมของตนเองได้
แต่ปัญหาที่พบคือ การจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการยังไม่ดีพอ มีการเลือกปฏิบัติและขาดเจ้าหน้าที่ผู้เข้าใจสิทธิของคนพิการ !?!
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 มีการจัดเสวนาหัวข้อ “บทบาทของสื่อในการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิการเลือกตั้งของคนพิการ” โดย เครือข่ายเพื่อการเข้าถึงการเลือกตั้งทั่วไปของคนพิการ (AGENDA) สำนักสื่อเพื่อคนพิการ (Thisable.me) มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน (FCEM) และมูลนิธิอัลเฟรด
“พรสวรรค์ เมตตาประเสริฐ” ตัวแทนสมาคมผู้ปกครองทางสติปัญญา เล่าว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาจะพาลูกที่เป็นออทิสติกไปคูหาเลือกตั้งด้วย เพราะอยากให้เรียนรู้ว่าสิทธิการเลือกตั้งมีความหมายว่าอย่างไร แต่เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือหรืออำนวยความสะดวกให้เท่าไรนัก บางคนก็ไม่ให้ข้อมูลอะไรเลย และไม่รู้ด้วยว่า ผู้เป็นออทิสติกหากอายุเกิน 18 ปี มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนคนทั่วไป และรัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวกจัดสถานที่และอุปกรณ์เหมาะสมให้ด้วย เช่น ควรทำบัตรลงเลือกตั้งเป็นพิเศษมีช่องให้เลือกเป็นสีต่างๆ แทนที่จะเป็นการเขียนกากบาท
“ผู้เป็นออทิสติกหรือผู้บกพร่องทางการเรียนรู้ มีสิทธิไปลงคะแนนเลือกตั้งได้ เพียงแต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่รู้หรืออยากตัดปัญหา ไม่พาไปเลือกตั้งทั้งที่อายุเกิน 18 ปีแล้ว หรือบางครั้งเจ้าหน้าที่คูหาเลือกตั้งก็ไม่เข้าใจคิดว่าจิตบกพร่องไม่สมประกอบ อยากวอนขอให้ครอบครัวพาคนออทิสติกไปเลือกตั้ง ควรเล่าให้พวกเขาฟังว่าผู้แทนมีกี่คนมีนโยบายอย่างไร เพราะพวกเขามีสิทธิและควรมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะของประเทศ สามารถเรียกร้องสิทธิต่างๆ ได้เหมือนคนทั่วไป เช่น ทำไมคนที่มีหน้าตาเป็นดาวน์ซินโดรมไปเปิดบัญชีธนาคารไม่ได้ แต่พิการอย่างอื่นเปิดได้? ประกันชีวิตก็ทำไม่ได้? อยากให้เข้าใจไม่ใช่สงสาร อยากให้รู้ว่าผู้พิการทางสติปัญญาไม่ใช่คนปัญญาอ่อน” พรสวรรค์กล่าว
ด้าน “นุชจารี สว่างวรรณ” นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต อธิบายว่า คนพิการทางจิตมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ไปจดทะเบียนคนพิการมีสิทธิต่างๆ ตามที่รัฐบาลกำหนด และกลุ่มครอบครัวกีดกันไม่ให้เพื่อนบ้าน ชุมชน สังคมรับรู้เพราะอาย หรือมีความคิดว่าคนพิการคือบุคคลไร้ความสามารถ ซึ่งที่จริงแล้วไม่เกี่ยวกัน อยากให้สื่อมวลชน และคนในครอบครัว เข้าใจเรื่องสิทธิคนพิการให้มากขึ้น เพราะตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ พวกเขาทำทุกอย่างได้เหมือนคนทั่วไป
“ปัญหาที่พบคือ ครอบครัวปิดกั้นลูกตัวเองจากชุมชน เพื่อน เพราะกลัวสังคมไม่ยอมรับ คิดว่าเป็นคนไร้ความสามารถ เราไม่อยากให้สื่อเรียกว่า ‘คนผิดปกติ’ เพราะเราแค่ ‘ไม่ใช่คนปกติ’ เท่านั้น อยากให้ใช้คำว่า คนบกพร่องบางประการ อย่ามองพวกเราด้อยค่าหรือผิดปกติ เพราะอาการทางจิตผิดปกติบางครั้งกินยารักษาหายได้ บางคนอาจแค่พิการเดินไม่ได้ แต่สมองคิดได้ ไม่ได้ผิดปกติ สื่อควรดูว่าบกพร่องทางไหน อยากให้คนพิการ 1.7 ล้านคน ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แม้จะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ รัฐควรมีช่องทางพิเศษให้ เช่นกรณีที่คนปกติอาจรอคิวได้ แต่คนพิการทางจิตไม่ชอบรอนาน และอยากให้มีการผลิตสื่อที่เหมาะสมทำให้พวกเขาเข้าใจได้ง่าย เมื่อมีสิทธิเลือกตั้ง ก็ควรมีสิทธิเข้าถึงสื่อและข้อมูลการเลือกตั้งเหมือนคนทั่วไปด้วย”
ทั้งนี้ ข้อมูลตัวเลขปี 2557 จากกรมสุขภาพจิต สำรวจประชากรไทยผู้มีกลุ่มอาการออทิสติก พบว่ามีจำนวน 3.7 แสนคน หรือประมาณร้อยละ 0.6 หมายความว่ามี 6 คนต่อประชากร 1 พันคน
เดือนกันยายน 2559 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เตรียม “ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ....” โดยมาตรา 69 กำหนดให้อำนวยความสะดวกคนพิการหรือทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุเป็นพิเศษ จัดให้มีการช่วยเหลือในการลงคะแนนเลือกตั้ง จึงกลายเป็นความหวังของผู้พิการว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึงนั้นจะได้รับการปฏิบัติเหมาะสมขึ้นกว่าเดิม
“ปรียานุช ศศิธรวัฒนสกุล” ผู้แทนสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย เปิดเผยความรู้สึกให้ฟังว่า ตนเองตามคุณพ่อไปคูหาเลือกตั้งมาตลอดตั้งแต่เป็นเด็ก จนกระทั่งโตขึ้นมามีสิทธิไปเลือกตั้ง แต่ไม่เคยมีข้อมูลว่านักการเมืองหรือพรรคการเมืองไหนเป็นอย่างไร มีนโยบายหาเสียงอย่างไรบ้าง ได้แต่ทำตามผู้ใหญ่บอกตอนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไปหลายครั้งแล้วบางครั้งเจอเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ดี
“เหมือนไม่อยากสื่อสารด้วยเพราะเราเป็นคนใบ้ อยากบอกว่าคนใบ้คนหูหนวกแต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน บางคนอ่านออกเขียนได้ บางคนรู้ภาษามือ บางคนไม่รู้ภาษามือ ทำให้การรับรู้ข้อมูลไม่เท่ากัน แต่ทุกคนรู้สึกเหมือนกันว่า ไม่อยากให้เรียก ไอ้ใบ้ คนใบ้ หรือบางทีเห็นเราสื่อสารภาษามือ ก็ทำท่าตลกหัวเราะ ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีการอบรมในชุมชนว่า ขั้นตอนการเลือกตั้งเป็นอย่างไร มีการทำสื่อเป็นภาพเข้าใจง่ายๆ ให้คนหูหนวกสามารถเข้าใจวิธีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ด้วย และควรมีล่ามภาษามือในช่องทีวีที่ให้ข้อมูลหรือนโยบายการเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ" ตัวแทนคนหูหนวกกล่าว
ทั้งนี้ ในการเสวนาดังกล่าวได้มีการสรุปถึงการอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ 3 ขั้นตอน คือ 1.การเตรียมความพร้อมก่อนเลือกตั้ง หมายถึงการทำสื่อวัสดุหรือวิธีการเผยแพร่ข้อมูลที่เหมาะสมให้ผู้พิการแต่ละประเภทมีโอกาสได้ติดตามรับรู้ความเคลื่อนไหวและขั้นตอน วิธีการไปเลือกตั้ง เช่น อักษรเบรลล์ ล่ามภาษามือ ฯลฯ 2. ระหว่างการเลือกตั้งหรือวันเลือกตั้ง ควรจำลองสถานการณ์ให้ผู้พิการได้ฝึกหัดว่าเมื่อเข้าคูหาควรทำอย่างไรบ้าง และ 3. หลังวันเลือกตั้ง ควรเผยแพร่ผลข้อมูลการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่างๆ ให้ผู้พิการได้รับทราบอย่างทั่วถึง
ด้าน “สมชัย ศรีสุทธิยากร” หนึ่งในคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ข้อมูลในงานสัมมนาเพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาการจัดที่เลือกตั้งสำหรับผู้พิการฯ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมาว่า จะพยายามสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งของคนพิการและผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นผู้พิการสายตา หู และทางกาย รวมถึงผู้พิการทางสติปัญญา โดยมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 1 ปีก่อนถึงวันเลือกตั้ง โดยหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศมีประมาณ 9 หมื่นหน่วย และในร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้งฉบับใหม่ได้กำหนดให้มีผู้ช่วยการเลือกตั้งด้วย หมายถึงผู้สามารถเข้าไปในคูหาเลือกตั้งเพื่อช่วยให้ผู้พิการได้ลงคะแนนเสียงอย่างถูกวิธี ตัวอย่างเหมือนของฟิลิปปินส์ที่มีศูนย์ลงคะแนนให้ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว พร้อมยอมรับว่าจะเพิ่มการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีทัศนคติที่ถูกต้องและเข้าใจวิธีการสื่อสารกับผู้พิการ
สุดท้ายที่เครือข่ายสนับสนุนสิทธิเลือกตั้งของคนพิการต้องการ คือ อยากให้ครอบครัวสนับสนุน ไม่ปิดกั้นผู้พิการในการเลือกตั้ง เพราะถือเป็นการทำหน้าที่พลเมือง
หวังว่าในอนาคตพรรคการเมืองจะเล็งเห็นฐานเสียงตรงนี้ และช่วยกันเสนอนโยบายเพื่อพวกเขาจะได้ดำรงชีวิตได้สง่างามเหมือนคนทั่วไป
ทีมข่าวรายงานพิเศษ



