คอลัมนิสต์

“ป่าในเมือง”..ต้นไม้1ต้น=แอร์กี่เครื่อง?

“ป่าในเมือง”..ต้นไม้1ต้น=แอร์กี่เครื่อง?

16 เม.ย. 2560

ปี 2560 ไทยร้อนพุ่ง 42-43 องศา พื้นที่สีเขียวมาตรฐานสากล 16 ตร.ม./คน คนไทยเฉลี่ย 6.1 ตร.ม. คนกรุงเทพฯ มีแค่ 3 ตร.ม....ทีมข่าวรายงานพิเศษ

     ปีนี้หลายคนอยากให้เล่นสงกรานต์ต่อเนื่องมากกว่า 3 วัน เพราะเป็นปีที่โลกร้อนระอุมากกว่าปกติ... “องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก” เผยแพร่รายงานพยากรณ์ล่าสุดว่า ปีนี้โลกจะอุ่นขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม และมีค่าอุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติประมาณ 1.09-1.12 องศา

     เนื่องจากสภาพภูมิอากาศโลกได้รับผลกระทบจาก “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” รุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ความร้อนที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคเกษตร จะมีประชากรไม่ต่ำกว่า 60 ล้านคนทั่วโลกได้รับผลกระทบ

     สำหรับประเทศไทย “กรมอุตุนิยมวิทยา” ประกาศว่า 3 มีนาคม 2560 เป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อน พร้อมพยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรระหว่างมีนาคม–พฤษภาคมว่า ปีนี้มีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าค่าปกติเล็กน้อย และเดือนเมษายนจะมีอุณหภูมิสูงสุด 42-43 องศา

     คนในเมืองโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ บ่นอากาศร้อนผิดปกติมาตั้งแต่เดือนมีนาคม นักวิชาการพยายามช่วยหาทางออก โดยชูประเด็น “ป่าในเมือง” ต้องช่วยกันปลูกต้นไม้ และไม่ใช่แค่ต้นไม้เล็กๆ แต่เป็นต้นไม้ใหญ่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ให้ข้อมูลว่า ต้นไม้ขนาดใหญ่มากๆ 1 ต้น ช่วยดูดซับพลังงานความร้อนได้เท่ากับแอร์ขนาดเล็ก 2 เครื่อง ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ทั่วไป 1 ต้น ทำความเย็นได้ขนาด 12,000 บีทียู/ชม. หรือเท่ากับแอร์ขนาด 1 ตัน

     เป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าอาย ที่ต้นไม้ใหญ่ในเมืองใหญ่ถูกโค่นทิ้งจากสาเหตุหลายอย่าง โดยเฉพาะการทำพื้นที่ก่อสร้างหรือกิจกรรมต่างๆ ทั้งของเอกชนและหน่วยงานรัฐ

     ข้อมูลปี 2557 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน คนไทยมีพื้นที่สีเขียวต่อตารางเมตรน้อยที่สุด เช่น สิงคโปร์มี 66 ตร.ม./คน กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียมี 44 ตร.ม./คน ส่วนคนกรุงเทพฯ มีแค่ 3 ตร.ม./คน และตัวเลขเฉลี่ยของคนไทยทั้งประเทศคือ 6.18 ตร.ม. หมายความว่า คนกรุงเทพฯ มีพื้นที่เขียวน้อยกว่าคนสิงคโปร์ 2,100 เปอร์เซ็นต์

     องค์การอนามัยโลกถึงกับเตือนว่า หากไม่อยากให้ประเทศไทยเข้าสู่ปัญหาภาวะ “ประเทศร้อน” ก่อน “โลกร้อน” ควรเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างเร่งด่วนให้เป็นอย่างน้อย 9 ตร.ม./คน

     “เครือข่ายบิ๊กทรี” (BIG Trees) หรือกลุ่มอนุรักษ์ “ต้นไม้ใหญ่” ในเมืองเคยวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เมืองใหญ่ของไทยขาดแคลนพื้นที่สีเขียวโดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ เนื่องจากประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐมองไม่เห็นคุณค่าของต้นไม้ใหญ่ ไม่มีจิตสำนึกเรื่องการประหยัดพลังงานโดยใช้ต้นไม้ให้ความเย็นแทนเครื่องปรับอากาศ อาจมีบางคนหรือบางหน่วยงานที่อยากรักษาต้นไม้ไว้ในพื้นที่ของตน แต่ว่าไม่รู้วิธีการหรือขาดองค์ความรู้ดูแลต้นไม้ใหญ่ในเมืองอย่างถูกต้อง

     ปัญหาที่พบบ่อยคือ หน่วยงานที่เบิกงบประมาณไปปลูกต้นไม้ แต่ไม่รู้ว่าการเลือกชนิดต้นไม้ให้ถูกต้องเป็นอย่างไร ไม่รู้วิธีการปลูกและตำแหน่งเหมาะสมที่ปลูก ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ดูแลตัดแต่งกิ่งไม้ ก็ไม่เคยเรียนรู้ว่าต้องตัดแต่งกิ่งไม้ รากไม้อย่างไรให้มีรูปทรงสวยงามหรือไม่ทำให้ต้นไม้เกิดอันตราย

     ทำให้ต้นไม้ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะต้นไม้กรุงเทพฯ นอกจากเหลือน้อยแล้วยังมีสภาพคล้าย “ต้นไม้อนาถา”

     ล่าสุด วันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณทิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และคณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาหัวข้อ “ป่าในเมืองกับความยั่งยืน สู่ไทยแลนด์ 4.0” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มาร่วมให้ข้อมูลว่า นโยบายของกระทรวงคือการน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” มาปฏิบัติ เพราะถือว่าป่าช่วยรักษาพื้นที่ให้น้ำและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ  

     “ตามมาตรฐาน 1 คน ควรมีพื้นที่สีเขียว 16 ตร.ม. แต่คนไทยมีเพียง 6.1 ตร.ม. กรุงเทพฯ มีสวนสาธารณะ 12 แห่ง พื้นที่ประมาณ 3,700 ไร่ ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ 102 ล้านไร่ อีก 20 ปีข้างหน้าตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นเป็น 128 ล้านไร่ คนไทยต้องร่วมใจกัน ป่าในเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมพื้นที่สีเขียว กระทรวงมุ่งส่งเสริมให้มีการปลูกป่า โดยเฉพาะป่าเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมากขึ้น มีความหลากหลายทางชีวภาพ เติมส่วนที่ขาดให้เต็มโดยทวงพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก”

    ดร.วิจารย์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายคือ 1 หมู่บ้านต้องมีต้นไม้ใหญ่ 1,000 ต้น กรุงเทพมหานครและเมืองอื่นๆ ควรปรับเปลี่ยนให้ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากเพื่ออนุรักษ์ไว้โดยอาศัยความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่ และพยายามขับเคลื่อนให้ทุกคนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่าทรัพยากรต้นน้ำในพื้นที่ห่างไกล เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน

    ขณะที่ “สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง” ผอ.สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงอุปสรรคสำคัญคือ โครงการขนาดใหญ่ก่อสร้างเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลง การหาพื้นที่มาทดแทนทำได้ยาก กทม.มีนโยบายปลูกป่าในใจคน เช่น ปลูกป่าชายเลน 3,000 ไร่ในเวลา 10 ปี เช่น ปลูกต้นรวงผึ้งเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 10 จำนวน 110 ต้น เพื่อเป็นต้นไม้ประจำพระองค์ รวมถึงภารกิจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของ กทม.จาก 35 แห่ง ประมาณ 3,500 ไร่ ปีนี้จะเพิ่มให้ได้อีก 950 ไร่ เป้าหมายในอนาคตคือมีพื้นที่สีเขียว 9 ตร.ม./คน ภายใน 10 ปี

    “ต้องส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการปลูกป่าในเมืองมากขึ้น และเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมพื้นที่สีเขียว เช่น กิจกรรมดูนกในสวน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวและความหมายของต้นไม้แต่ละชนิด การจัดค่ายเยาวชน การเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ต่างๆ ให้ประชาชนมีความรู้และสามารถดูแลปลูกต้นไม้ได้อย่างถูกต้อง"

    ปัญหาคือ คนไทยเข้าใจคำว่า “ป่าในเมือง” มากน้อยเพียงไร ?

    “ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ” ผอ.สกว. วิเคราะห์ว่า ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 มุ่งเน้นการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนอย่างยั่งยืน แต่ตอนนี้ผลวิจัยพบว่า คนเมืองมีความต้องการพื้นที่ป่าในเมืองสูง แต่ยังไม่เข้าใจแนวคิดป่าในเมือง จึงต้องเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแนวคิดนี้ รวมถึงการมีองค์กรต้นแบบที่มีระบบการจัดการป่าในเมืองที่เป็นรูปธรรม

    ปัญหาภาวะโลกร้อนและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ทำให้โลกมนุษย์อุ่นร้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพื้นที่ในเมืองใหญ่ที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ช่วยบรรเทาอากาศที่ระอุอบอ้าว

    ทั่วโลกมีการรณรงค์แนวคิดสร้าง “ป่าในเมือง” แต่ “ป่าในเมือง” ไม่ได้มีความหมายแบบเดียวกับ ป่าสงวน ป่าชายเลน ป่าพรุ ป่าต้นน้ำ ป่าดิบชื้น ฯลฯ และป่าในเมืองไม่ใช่แค่ สวนสาธารณะ หรือพื้นที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับเท่านั้น

    แต่หมายถึง การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ มีระบบการจัดการต้นไม้และสิ่งแวดล้อมให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ใช้สอย ให้ “คน” กับ “ธรรมชาติ” ได้อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนและยั่งยืน

    ไม่ใช่แยกกันอยู่เหมือนแนวคิด “ป่าสงวน” หรือ “สวนต้องห้าม” !?!

 

ไทย “ผลาญป่าไม้” 1 ล้านไร่/ปี

     สำนักจัดการที่ดินป่าไม้ สำรวจข้อมูลปี 2557-2558 พบพื้นที่ป่าไม้เหลือเพียง 102 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศ เปรียบเทียบปี 2551 มี 108 ล้านไร่  7 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าไม้ลดลงกว่า 6 ล้านไร่ หรือร้อยละ 2.37 สรุปคือปีละกว่า 1 ล้านไร่ เฉพาะภาคใต้ 14 จังหวัด มีพื้นที่ทั้งหมด 46 ล้านไร่ เป็นป่าไม้ 11 ล้านไร่ หรือเพียงร้อยละ 23 ส่วน “ปัตตานี” พื้นที่ป่าเหลือน้อยสุด มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น