คอลัมนิสต์

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

14 เม.ย. 2560

ในยุคที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "ไทยแลนด์ 4.0" คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนต้องปรับตัวเท่าทันเทคโนโลยี

          เรื่องโดย : ชนิกานต์ พุ่มหิรัญ          

          ไม่เว้นแม้แต่ องค์กรอิสระ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ที่มีแม่บ้านมือฉมัง ดีกรีนักเรียนทุน อย่าง "รักษเกชา แฉ่ฉาย" คอยดูแล

          เรียกได้ว่า "รักษเกชา" เป็นลูกหม้อ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ก็ว่าได้ เพราะเลขาธิการฯท่านนี้ เข้ามาตั้งแต่รุ่นบุกเบิก ก่อตั้งสำนักงานครั้งแรกเมื่อปี 2543 สมัยที่ยังใช้ชื่อ "ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา" อยู่เลย 

          "น้าเก" คำเรียกติดปากของสื่อมวลชนสายองค์กรอิสระ เล่าถึงเส้นทางแรกก่อนเริ่มทำงานในสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ว่า ผมเริ่มต้นทำงานครั้งแรก คือ กรมวิเทศสหการ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทำงานทางด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ประมาน 14 ปี จนได้เป็นหัวหน้าโครงการสหประชาชาติญี่ปุ่น แคนนาดา และได้รับทุนเรียนต่อจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ด้านเศรษฐศาสตร์เชิงนโยบาย ที่มหาวิทยาลัยอิลินอยส์ 2 ปี จนกระทั่งประเทศไทยมีการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งกำหนดให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา 

 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

          "น้าเก" เล่าว่า ในขณะนั้นขอพูดตรงๆ เลยว่ายังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามากเท่าไหร่ แต่เมื่อท่าน "พิเชต สุนทรพิพิธ" ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาคนแรก ท่านเคยเป็นอดีตอธิบดีกรมนิเทศสหการ ท่านคงเห็นหน่วยก้านเรา ก็เลยชักชวนให้มาทำงานด้วย เราจึงได้มาทำงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหน้าที่ช่วยงานด้ารการต่างประเทศที่เราถนัด 

          แม่บ้านมือฉมังท่านนี้ เล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นเริ่มเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จนมาเป็นผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่องร้องเรียนต่างๆ จนกระทั่งมีการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงของประเทศอีกครั้ง เราก็ได้กลับมาทำงานด้านต่างประเทศ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน เราได้ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับสวีเดน และยังได้เป็นเลขานุการจัดการประชุมใหญ่สามันสมาคมผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งเอเชีย ครั้งที่ 11 เมื่อปี 2552 รวมถึงยังได้เป็นตัวแทนธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชียไปดูงานด้านไอที ในการช่วยเหลือประชาชน ที่ประเทศเกาหลี ขณะนั้นยังเป็นแค่ผู้อำนวยการอยู่เลย 

 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

          "ผมอยู่ในตำแหน่งรักษาการรองเลขาธิการฯ อยู่ 6 เดือน จนได้เป็นรองเลขาธิการฯ 3 ปี  และยังทำหน้าที่โฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินด้วย จนกระทั้งเมื่อปี 2557 ตำแหน่งเลาธิการฯว่างลง ผมก็ได้ทำหน้าที่รักษาการเลขาธิการฯประมาน 2-3 เดือน ช่วงเวลานั้นก็เริ่มมีคนมาสมัครประมาน 7 คน แต่สุดท้ายแล้วทางคณะกรรมการคัดเลือกก็ได้เลือกผมมาทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน"

 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

          เลขาธิการฯ ระบุว่า เส้นทางสายนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นถึง "แม่บ้าน" ขององค์กรต้องเตรียมรับมือ ได้ทุกสถานการณ์ เพราะธรรมชาติการทำงานมียากมีง่าย แต่ที่สำคัญ คือ ต้องสร้างความเข้าใจร่วมกัน หากมีความขัดแย้ง ต้องใช้เหตุและผลในการพูดคุย เมื่อมีข้อยุติก็ต้องเป็นไปตามนั้น เพราะท้ายที่สุดเมื่อมีเรื่องผิดพลาด มันไม่ใช่แค่เราเสียคนเดียว แต่จะเสียหมดทั้งองค์กร บางครั้งเมื่อมีความกดดันหรือท้อในการทำงาน ก็จะนึกถึงพระพุทธเจ้า และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงงานหนัก ไม่เคยปริปากบ่น และตัวท่านเองยังถูกเข้าใจผิด เราเลยต้องพยายามให้กำลังใจตนเอง แต่ก็ให้กำลังใจในทางลบด้วย เช่น หากทำงานนี้ไม่สำเร็จ ก็จะเกิดผลเสียต่อประเทศชาติ ทำให้เกิดกำลังใจได้เช่นเดียวกัน 

 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

          "แนวทางพวกนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องมีความเข้าใจ มีความพร้อมจะรับคำติชม ซึ่งผมคิดว่า มันเป็นหน้าที่ของ "แม่บ้าน" ที่จะคอยบอกว่า สิ่งไหนดีไม่ดีอย่างไร ด้วยเหตุและผล ซึ่งจะรับฟังหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลหรือองค์กร แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการที่เราไม่ได้บอกอะไรเลย เราก็มีหน้าที่สนองนโยบายเพื่อให้งานสำเร็จ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีที่ผู้ตรวจฯทุกยุคทุกสมัยสนับสนุงานอย่างเต็มที่"

          "น้าเก" เล่าอีกว่า ยิ่งในยุคของดิจิทัล เราตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2562 ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะต้องกลายเป็น "Smart Ombudsman" เพราะงานของผู้ตรวจการแผ่นดินก็เป็นงานด้านบริการด้วยส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาที่รวดเร็วขึ้นต้องใช้ระบบไอทีเข้ามาเกี่ยวข้อง  ซึ่งรัฐบาลก็ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็น "ไทยแลนด์ 4.0"  เราเองก็ต้องปรับตัว ต้องทำแผนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ทำให้องค์กรเป็น “Learning Organization” องค์กรแห่งการเรียนรู้ เพราะเราได้เป็นสมาชิกสมาคมผู้ตรวจการแผ่นดินเอเชีย (AOA) และสมาชิกของสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศด้วย ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้กับเพื่อนร่วมอาชีพ การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็น “Learning Organization” จะเป็นฐานให้ต่างประเทศเข้ามาเรียนรู้จากเรา และต่างประเทศยังอยากให้ไทยเป็น “Regional Training Center” หรือศูนย์พัฒนาฝึกอบรมในระดับภูมิภาคอีกด้วย

 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

          "ดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามคิดและบอกกับผู้รับงานก็คือ เราต้องมีนวัตกรรมใหม่ในทุกปี เช่น การทำรถ Mobile Unit ที่เรียกว่า “Ombudsman Care” คอยลงพื้นที่ตามถ้องถิ่นเพื่อประชาสัมพันธ์ และจะมีแอพพลิเคชั่นที่ใช้ยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านมือถือได้ นอกจากนี้ เราพยายามพัฒนาตัวบุคลากรอลกเปลี่ยนความรู้จากต่างชาติ เช่น อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เพราะหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ได้ปกป้องเฉพาะคนไทยเท่านั้น แต่คุ้มครองคนที่มาจากทั่วโลกอีกด้วย"

 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

          ภารกิจรัดตัวขนาดนี้ "น้าเก" ยังสมารถจัดสรรเวลาพักผ่อนได้อย่างดีเยี่ยม โดยเล่าว่า ส่วนตัวเป็นคนสนใจพระเครื่อง มักจะเดินไปตามศูนย์พระเครื่องเพื่อส่องพระ อาจจะมีเข้าวัด สวดมนต์บ้าง ไปกราบพระตามวัดต่างๆ และพูดคุยกับเพื่อนฝูง เล่นกอล์ฟ แต่เราชอบพระตั้งแต่เด็กๆ พ่อก็เอาพระมาให้คล้องห้อยคอ ถือเป็นเครื่องยึดเหนียวจิตใจ ซึ่งการที่เราสนใจพระเครื่องก็เป็นประโยชน์ เช่น มีชาวบ้านมาร้องเรียน เห็นเขาใส่แหวนหลวงปูดู่(อยุธยา) เราก็ทักทายชวนคุยเรื่องพระ ถือเป็นการสร้างบรรยากาศไปในตัว อีกอย่างตนชอบแต่งกลอน ซึ่งการแต่งกลอนก็เช่นกัน เป็นการฝึกเราให้มีความคิดรวบยอด และการแต่งกลอนที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจมากที่สุด คือ การแต่งกลอนของโครงการประกวดภาพวาดพระราชกรณียกิจ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจัดขึ้น เพื่อทำเป็นปฏิทิน ซึ่งจะมีรูปภาพ 12 รูปและกลอนที่ตนแต่งในแต่ละเดือน เมื่อยามที่เราท้อใจ เราจะนึกถึงพระองค์ท่าน เพราะพระองค์ท่านทรงงานหนักกว่าเรามาก แต่พระองค์ก็ยังไม่ย่อท้อ ทำให้เราสามารถทำงานต่อไปได้ 

 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

          เมื่อย้อนกลับไปในวัยเด็ก "น้าเก" เล่าว่า ครอบครัวคือเกราะป้องกัน และเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราต้านทานปัญหาต่างๆในการทำงานได้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านนอก พยายามต่อสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก เพราะฐานะทางบ้านไม่ดี ขัดสน ขาดแคลน เวลาจะอ่านหนังสือก็ต้องอ่านจากแสงไฟที่ลอดผ่านเตาฝืนที่ทุกวันเราเองต้องตื่นมาต้มข้าวให้หมู บ้านเราเป็นใต้ถุนสูงชั้นเดียว เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงหมู ตื่นเช้ามาก็ต้องลงไปเก็บไข่เป็นไข่ไก่ สับผักให้หมูกิน 

 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

          "แม้ความเป็นอยู่จะไม่ได้สะดวกสบาย แต่เราก็อาศัยความอดทน รับซ่อมรถจักรยาน ทุกเช้าได้รับมอบหมายจากครูให้ไปเปิดโรงเรียน ก็ต้องปั่นจักรยานไปทุกเช้า เพราะนักการภารโรงไม่มี หกล้มบ้าง หมาวิ่งไล่รถล้มก็มี ผ่านชีวิตแบบนี้มาทั้งสิ้น การจะกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้าแต่ละครั้ง ต้องรอแม่เข้าไปทำธุระในเมือง แม่จะซื้อมาฝากและมาขออนุญาตครู แม่มานั่งตรงบันได แล้วป้อนราดหน้า พูดเรื่องนี้ทีไรจะร้องไห้ทุกที เราอาจจะได้ดีเพราะราดหน้าของแม่ก็ได้"

 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

          เลขาฯคนเก่ง เล่าความหลังให้ฟังว่า ตอนนั้นมีนายอำเภอคนหนึ่งชื่อนายเชื้อ เสนวงษ์ ท่านชอบภาษอังกฤษ ท่านมาเยี่ยมรร.บ้านเขาย้อยที่เราเรียน ท่านชอบถามภาษาอังกฤษให้เด็กตอบ ซึ่งเราก็ตอบได้หมด ด้วยความรวดเร็ว ท่านให้รางวัลมา หนึ่งบาท เราได้คนเดียวทั้งอำเภอ พอ ป.เจ็ด ครูก็ส่งให้ไปเป็นตัวแทนแช่งขันสัปดาห์การอ่าน ไปอ่านภาษาอังกฤษแข่งกันในจังหวัด ซึ่งเราก็ได้รางวัลที่หนึ่งมา ซึ่งเป็นความภูมิใจของเรามาก พอเข้าสู่ช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย เราก็สอบติดม.เชียงใหม่ เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ เราชอบเล่นดนตรี ก็ได้ร่วมเป็นนักดนตรีของมหาวิทยาลัย เมื่อมาเรียนต่อปริญาโทที่นิด้า ก็มาเล่นดรตรี เป็นนักร้องนำเล่นกีต้าร์ เป็นประธานชมรมนิด้าแบรนด์ด้วย ได้แต่งเพลงมาร์ชนิด้าฉลองนิด้า ครบ 2 ทศวรรษด้วย 

 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

          "ในวัยพวกนั้นผมผ่านอะไรมาเยอะ เป็นประสบการณ์ให้เรามีความแข็งแกร่ง ผ่านโลกมาเยอะ สามารถมาปรับใช้ในการทำงานของเราได้ เพราะเราขัดสนมาก่อน ไม่มีอะไรที่จะไปหยิบยืมเทคโนโลยีก็ไม่มี เราต้องคิดเอง สมัยทำงานช่วงแรก สมัยนั้นไม่มีงบประมาณแม้กระทั่งจะซื้อวงเวียน ผมใช้กะละมังทำกราฟวงกลม คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ และนี่คือสิ่งที่ผมพยายามบอกกับน้องๆเสมอว่า ตัวทัศนคติสำคัญ ถ้าเราจำนนต่อความขาดแคลนก็จะไม่มี ดังนั้น เมื่อทัศนิคติดี พฤติกรรมก็ดี ผลลัพธ์ก็จะดีตามมาด้วย" 

เส้นทางชีวิต "แม่บ้าน" สนง.ผู้ตรวจฯ ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ