คอลัมนิสต์

อิสรภาพแห่งน้ำ!

อิสรภาพแห่งน้ำ!

13 เม.ย. 2560

อิสรภาพแห่งน้ำ

             นาทีนี้ ผู้คนอีกมากมาย ยังคงสำเริงสำราญกับการเล่นน้ำสงกรานต์ เย็นชุ่มฉ่ำใจกันทั่วหล้า เพราะว่ากันตามจริง ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี ต่อให้ไม่มีประเพณีสาดน้ำ ทุกๆ คนก็คงต้องมุ่งหน้าหาแหล่งน้ำกันทั้งนั้น ด้วยเหตุที่อากาศมันร้อนแบบสุดๆ ฝนหลงฤดู หรือพายุฤดูร้อน ถึงจะมีหรือไม่มีก็ไม่เป็นนัยสำคัญอะไร แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งต้องดิ้นรนหาน้ำด้วยเหตุผลที่ต่างกัน

              “จัดรูปที่ดินเสร็จปุ๊บ ทำนาครั้งแรกก็ได้ข้าว 20 เกวียนทันที ทั้งๆ ที่นาจาก 20 ไร่ เหลือแค่ 19 ไร่” จำลอง โพธิ์ทอง เกษตรกรชาวนาวัย 53 ปี เอ่ยประโยคแรกเปรียบเทียบผลผลิตข้าวก่อนและหลังการจัดรูปที่ดินในพื้นที่ ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี โดยระบุว่าแต่ก่อนมี 20 ไร่ได้แค่ 13-15 เกวียน เก่งที่สุด 18 เกวียนเท่านั้น

              เธอตัดสินใจเข้าร่วมโครงการจัดรูปที่ดินทันทีที่สำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี เข้ามาสอบถามความสมัครใจเข้าร่วมโครงการ และจัดรูปที่ดินเสร็จเมื่อมิถุนายน 2559 พอทันทำนาปี

               “ของเดิมมันลำบากทุกอย่าง พูดตรงๆ เป็นที่ดินตาบอด พอจะเอาน้ำเข้านา หรือเอาน้ำทิ้ง ก็ต้องผ่านที่นาคนอื่น เวลาจะไปเข็นข้าว เราก็ต้องขอผ่านที่นาแปลงอื่นเป็นทอดๆ ไม่สะดวกเลย ต้องขอ ต้องง้อเขาตลอด พอเขามาถามความสมัครใจ ฉันก็เซ็นให้เลย โดยที่ยังไม่ทันรู้เลยว่าต้องเสียที่ดินเท่าไหร่ เสียค่าจัดรูปที่ดินกี่ตังค์” นางจำลองเล่าถึงแรงดลใจจัดรูปที่ดิน และย้ำถึงความยากลำบากที่ต้องพึ่งพาคนอื่น

              นอกจากสะดวกมีถนนเข้าถึงที่นา จะเข้าไปตอนไหนก็ได้ รูปแปลงที่ดินใหม่เป็นรูปสี่เหลี่ยมสวยงามแทนที่แปลงเดิมที่คดๆ งอๆ แม้จะห่างจากจุดเดิมเกือบ 1 กิโลเมตรก็ไม่มีปัญหาสำหรับเธอ มีบางคนอาจงอแงว่า ไม่อยู่บริเวณจุดเดิม แต่สำหรับเธอ เนื้อดินไม่ต่างกันนัก แต่เอาความสะดวกเรื่องถนนและน้ำดีกว่า เพราะความลำบากในการทำนาช่วงก่อนจัดรูปที่ดิน เธอจึงให้เพื่อนบ้านแปลงที่ต้องผ่านเช่าทำนา มาถึงตอนนี้เธอสบายใจขึ้นมาก เพราะสะดวกไปหมด จะน้ำจะถนนก็ละม้ายคล้ายกับโครงการบ้านจัดสรร

             “ฉันไม่ขายหรอก ถึงที่ดินจะขึ้นราคา จะเก็บเอาไว้ให้ลูกๆ” เธอหมายถึงลูก 3 คนที่ส่งเสียเล่าเรียนจนจบการศึกษาและทำงานกันหมดแล้ว

จำลองกำลังเฝ้ารอดูการเปลี่ยนแปลงนาแปลงที่สองจำนวน 20 ไร่ บริเวณต.เดิมบางนางบวช อ.เดิมบางนางบวช ซึ่งเป็นของพี่สาวที่ให้เธอดูแลอยู่ และกำลังจัดรูปที่ดินเสร็จสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 ที่จะถึงนี้

              “พอได้ยินข่าวว่าจะมาจัดรูปที่ดินตรงนี้ พี่สาวฉันก็เหมือนฉันที่ตั้งท่ารอเซ็นร่วมโครงการเหมือนกัน” เธอเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

              ครอบครัวนี้ตระหนักถึงอิสรภาพในการทำนาที่ไม่ต้องคอยง้อพึ่งพาคนอื่นอีกแล้ว เพราะในหลักการจัดรูปที่ดินจะมีคูส่งน้ำเข้าถึงหน้าแปลง และคูระบายน้ำอยู่หลังแปลง แถมยังมีถนนหรือเส้นทางลำเลียงอยู่หน้าแปลงเช่นกัน เรียกว่าน้ำถึง ถนนถึง ผิดไปจากในอดีตโดยสิ้นเชิง

             จำลอง ผ่านมาทั้งอาชีพวิ่งข้าวหรือรับจ้างบรรทุกข้าวด้วยรถหกล้อจากแปลงนาไปโรงสี เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว จนธุรกิจไม่ดี เมื่อมีคนวิ่งรถมากขึ้น เธอจึงหยุดวิ่งข้าวหันมาทำนาเองเมื่อ 10 ปีก่อน

              ขณะที่ พิจิตร เวชภูติ หัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรียอมรับว่าการจัดรูปที่ดินเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองของเจ้าของที่ดิน ส่วนใหญ่เป็นที่ดินตาบอด จะชักน้ำเข้าแปลงนาตัวเองหรือชักน้ำออกก็ต้องพึ่งแปลงอื่น จะขนปัจจัยการผลิต หรือผลผลิตก็ต้องพึ่งแปลงอื่นเป็นทอดๆ แต่พอจัดรูปที่ดินปุ๊บก็ไม่ต้องพึ่งใครอีกแล้ว

             อย่างไรก็ตาม การเข้าไปอธิบายถึงการจัดรูปที่ดินต่อเกษตรกรนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่ใช่น้อย บางรายอธิบายให้เห็นถึงสิ่งที่ได้มา คุ้มค่ากว่าสิ่งที่เสียไป คือเสียที่ดินสำหรับใช้เป็นส่วนกลาง 7% หรือไร่ละ 280 ตารางวา และเสียค่าจัดรูปไม่เกิน 20% แต่ราคาที่ดินกลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัว ก็ตัดสินใจเข้าร่วมเลย

              “เป็นเรื่องของความคิดของแต่ละคน คนหัวไวอธิบายแค่นี้เอาเลย แต่บางคนชี้ให้เห็นตัวเลขมูลค่าที่นาก่อนและหลังจัดรูปที่ดินแตกต่างกันก็ยังไม่ยอม กระทั่งชี้ให้เห็นว่า สามารถควบคุมการผลิต เช่น จะเอาน้ำเข้านาไม่ต้องเสียค่าสูบน้ำฤดูละนับร้อยลิตร เป็นเงินนับพันบาท มีน้ำสม่ำเสมอ ก็ต้องชี้แจงหลายๆ ครั้ง รวมทั้งพาดูแปลงอื่นๆ ที่จัดรูปที่ดินไปแล้ว”

              การจัดรูปที่ดิน จึงเป็นการเดินทางไกล กว่า 40 ปีแล้วผลงานการจัดรูปที่ดินยังอยู่เพียง 2 ล้านไร่เศษในพื้นที่ 28 จังหวัด จากพื้นที่ชลประทานทั้งสิ้นกว่า 30 ล้านไร่ แต่ในอีกมุมหนึ่ง อิสรภาพที่เกษตรกรได้รับก็เป็นเรื่องประเมินค่าไม่ได้เลย 

              เกษตรกรหลายคนรวมถึง จำลอง โพธิ์ทอง ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า เหมือนยกภูเขาออกจากอก อยากไปดูแปลงนาตัวเองเมื่อไหร่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปดูได้ทันที จะเอาต้นกล้าไปดำ ปุ๋ยไปหว่าน ยากำจัดศัตรูพืชไปฉีด ทำได้ทุกเมื่อโดยปราศจากข้อจำกัด

              ยังไม่นับถึงการได้รับน้ำสม่ำเสมอ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ไม่ต้องจ้างคนเข็นข้าวหรือเข็นปุ๋ยเหมือนแต่ก่อน และพื้นที่ภาคกลางทำนากันได้อย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี จากในอดีตทำเพียงนาปีฤดูเดียว

               การจัดรูปที่ดินในประเทศไทยมาพร้อมๆ กับการทำนาปรังยุคใหม่ที่มีพันธุ์เหมาะสมกับนาชลประทานราวๆ ปี 2510 ส่งผลให้ชาวนาทำนาได้มากกว่านาปีเพียงครั้งเดียว และเป็นกำลังหนุนส่งให้ประเทศไทยส่งข้าวออกเป็นอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันเป็นเวลาร่วม 30 ปี จนถึงวันนี้

              “แรกๆ การส่งเสริมปลูกข้าวนาปรังทำด้วยความยากลำบาก เพราะนาปรังเคยทำก็นานแล้ว และต้องเลิกราไปเพราะผลผลิตไม่ดี ทั้งขาดแคลนน้ำ ทั้งขาดแคลนพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม ใช้พันธุ์ข้าวนาปีไปปลูก” จำลอง ย้อนอดีต

              จวบจนกระทั่งเมื่อประเทศไทยได้รับการสนับสนุนให้ปลูกข้าวเพื่อส่งออก โดยกรมชลประทานได้เข้าสู่ยุคชลประทานสมัยใหม่เมื่อ 50 กว่าปีก่อน ก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนหลักสำหรับกักเก็บน้ำปิงและน้ำน่านและส่งลงมาหล่อเลี้ยงที่ราบลุ่มภาคกลางที่เหมาะแก่การปลูกข้าว ขณะเดียวกัน กรมการข้าวยุคนั้นได้ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่แทนพันธุ์ข้าวนาปีที่ตอบสนองต่อนาปรังโดยเฉพาะ แต่ระยะเริ่มต้นก็ประสบปัญหาเกษตรกรไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ เพราะไม่เคยทำมาก่อน ต้องลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกันและทำแปลงตัวอย่างให้ดู ภายใต้โครงการจัดรูปที่ดินในระดับไร่นา จนประสบความสำเร็จในที่สุด  

 เจาะแผนการจัดรูปที่ดินปี2560 

               สิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยต่อ “คม ชัด ลึก” ว่า แผนงานการจัดรูปที่ดินในปี 2560 ของสำนักงานจัดรูปที่ดิน ได้วางแผนจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมทั่วประเทศ รวม 95,490 ไร่ ประกอบด้วยงานจัดรูปที่ดิน 4 รายการ กระจายในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ สุพรรณบุรี สกลนคร และบุรีรัมย์ รวมทั้งสิ้น 7,640 ไร่

                นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเร่งงานจัดระบบน้ำหรืองานคันคูน้ำเดิมจำนวน 54 รายการ กระจายอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของโครงการปฏิบัติการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมที่ 1-17 ครอบคลุมทั่วประเทศอีกจำนวน 87,850 ไร่ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนเดิมอยู่คนละส่วนงานกัน เพิ่งผนวกเข้าด้วยกันตาม พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2558 โดยมีลักษณะงานใกล้เคียงกันคือการแพร่กระจายน้ำในระดับไร่นา โดยงานจัดระบบน้ำไม่มีการจัดรูปที่ดินและการทำเส้นทางลำเลียง แต่ส่งน้ำผ่านคูน้ำเข้าสู่รายแปลงเหมือนกัน 

 ขั้นตอนดำเนินการจัดรูปที่ดินในไร่นา

               สำหรับการดำเนินการจัดรูปที่ดิน โดยสำนักงานจัดรูปที่ดิน กรมชลประทาน ดำเนินการภายใต้คณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้ดำเนินการจัดรูปที่ดินทั้งหมดของประเทศ เพื่อกำหนดแผนงานจัดรูปที่ดินระยะยาว ระยะปานกลาง (5 ปี) และสำรวจความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อวางโครงการ โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุนและระบบกระจายน้ำในสายหลักสายซอยว่า มีปริมาณเพียงพอต่อการสนับสนุนให้เกษตรกรเจ้าของที่ดิน สามารถดำเนินการเพาะปลูกพืช ทั้งในฤดูฝน และฤดูแล้ง มีการสำรวจระบบระบายน้ำในเขตพื้นที่โครงการ ควรจะมีแหล่งระบายน้ำ เช่น ลำห้วย ลำคลอง เพื่อการระบายน้ำจากพื้นที่โครงการได้ดี ตลอดจนขนาดการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของเกษตรกร เนื่องจากขนาดการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จะเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการจัดรูปที่ดิน หากการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีขนาดเล็กเกินไป จะมีผลต่อการแบ่งหักที่ดินในการดำเนินการก่อสร้างเป็นแนวคูส่งน้ำ, คูระบายน้ำ ทางลำเลียง อาจจะทำให้ที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์ลดน้อยลงไปอีก ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนในการทำการเกษตร 

                  หลังจากคณะกรรมการในระดับพื้นที่ได้สำรวจและกำหนดพื้นที่เพื่อวางโครงการเบื้องต้นแล้ว จากนั้นก็นำเสนอคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง เพื่อเสนอขออนุมัติวางโครงการ ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมเกษตรกร สอบถามความสมัครใจและจัดทำบันทึกยินยอม จากนั้นออกประกาศกำหนดท้องที่ที่จะสำรวจเป็นเขตโครงการจัดรูปที่ดิน เมื่อเจ้าของที่ดินยินยอมให้จัดรูปที่ดินเกินกึ่งหนึ่ง จัดทำร่างประกาศและแผนที่แนบท้ายประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทยแล้ว นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามร่วม 

                   จากนั้นสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดนำพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตโครงการจัดรูปที่ดินพร้อมบัญชีรายชื่อเจ้าของที่ดิน และหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินเสนอคณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัด นำไปปิดประกาศไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ ที่ทำการตำบล และที่ชุมชนในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน โดยผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิตรวจสอบเอกสารหลักฐานและ คัดค้านเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินภายในหกสิบวัน ก่อนดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                                                               ............................................