คอลัมนิสต์

เปิดสถิติ... 11 ปี "7 วันระวังอันตราย" ...แค่งานรูทีน!!??

เปิดสถิติ... 11 ปี "7 วันระวังอันตราย" ...แค่งานรูทีน!!??

11 เม.ย. 2560

11 ปี "7 วันระวังอันตราย" อย่าให้ตัวเลขความตาย เป็นแค่งานรูทีน : ธนัชพงศ์ คงสาย สำนักข่าวเนชั่น @tanatpong_nna

 

                  กว่า 10 ปีจากมาตรการคุมเข้มช่วงเทศกาลสงกรานต์ กำหนดเป็นช่วง "7 วันอันตราย" ที่ภาครัฐประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังการใช้ชีวิตช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย โดยเฉพาะอุบัติเหตุในช่วงการเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนา ถือเป็นสาเหตุ"การตาย" อันดับต้นๆในช่วงสงกรานต์ทั้งสิ้น

                  เพราะ 11 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2549-2559 "ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน" กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะองค์กรกลางของภาครัฐ ได้เก็บสถิติจำนวนอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต โดยพบว่าในปี 2549 มีอุบัติเหตุมากที่สุดถึง 5,327 ครั้ง และในปี 2549 ยังมีผู้บาดเจ็บมากที่สุด 7,287 คน ที่สำคัญในปี 2549 ก็มีผู้เสียชีวิตสูงสุดในรอบ 10 ปี จำนวน 485 ราย ขณะที่สถิติอุบัติเหตุน้อยที่สุดนั้นอยู่ในปี 2556 มีอุบัติเหตุจำนวน 2,828 ครั้ง ส่วนยอดผู้บาดเจ็บน้อยที่สุดอยู่ในปี 2556 เช่นกันจำนวน 3,040 คน และผู้เสียชีวิตช่วงสงกรานต์น้อยที่สุดเกิดขึ้นในปี 2554 จำนวน 271 ราย 

                  หากวิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่าในปีแรกๆของมาตรการลด "เจ็บ-ตาย" ยังสูงลิ่วในช่วงเริ่มต้น แต่ตลอด 10 ปี หากมองไปที่ตัวเลขเฉพาะ"ผู้เสียชีวิต" กลับไม่เคยต่ำกว่า 200 รายแม้แต่ครั้งเดียว (เปรียบเทียบในตาราง) โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ยังคงเป็นปัญหาการ"ขับรถเร็วเกินกำหนด" และ"เมาสุรา" ส่วนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ไม่พ้น กลุ่มรถมอเตอร์ไซค และรถปิกอัพ ขณะที่กายภาพทางถนนในเส้นทางตรง ถนนกรมทางหลวง และถนนใน อบต./หมู่บ้าน ก็เป็นพื้นที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด โดยกลุ่มผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ตลอด 10 ปีมักจะอยู่ในกลุ่มวัยแรงงาน 

                  ถึงแม้ในแต่ปีรัฐบาลจะออกมาตรการคุมเข้ม การลงโทษผู้กระทำผิด การตั้งเพดานยอดผู้เสียชีวิต หรือการคาดโทษผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ทุกมาตรการไม่ทำให้ลดพฤติกรรมของคนไทยบางกลุ่มไปได้เลย ซ้ำร้ายในบางปีรัฐบาลไม่ได้ตั้งเป้าตัวเลขผู้เสียชีวิต ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานไม่มีเป้าหมาย จำยอมให้การตายเกิดขึ้นไปตามพฤติกรรม"ปล่อยผี"ช่วงสงกรานต์ในสังคม 

                  ภาพที่เห็นได้ชัดเจนทุกปี ตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นชายหญิง จับกลุ่มขับมอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกกันน็อคหลายสิบคัน บิดคันเร่งเร้าอารมณ์ด้วยความคะนองที่โชยไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ ซิ่งตะเวนปะแป้งสาดน้ำกับวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ริมถนน บางจุดถึงขั้นปิดถนนประลองความเร็วบนถนนที่ลื่นเต็มไปด้วยน้ำและแป้ง ที่คอยดักจับความตายจากกลุ่ม "เมา-ซิ่ง" ได้ทุกเมื่อ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบางพื้นที่ไม่ออกปฏิบัติงานกวดขัน เพื่อหยุดพฤติกรรมเสี่ยงตาย ก็สอดคลองกับสิ่งที่สังคมเคยตราไว้ว่า เป็นเทศกาลที่กฎหมายหยุดงานไปด้วย

                  ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่าอุบัติเหตุครั้งใหญ่ๆช่วงสงกรานต์ มักเกิดในจังหวัดใหญ่ๆ หรือจังหวัดในเส้นทางสายหลักของการเดินทางทั้ง 4 ภาค ถึงแม้ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ประจำจุดจะออกสารพัดวิธีป้องกัน"พฤติกรรมเสี่ยง" ตั้งแต่ปรับกายภาพทางถนน ตั้งด่านตรวจความปลอดภัย แต่พฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่เอง ตั้งแต่ขับรถเร็ว เมาแล้วขับ ไม่สวมหมวกกันน็อค ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย สภาพถนน ป้าย เครื่องหมาย สัญญาณ ไม่สมบูรณ์ สภาพรถไม่พร้อมใช้งาน บวกกับสภาพความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ สุดท้ายก็จบด้วยยอดอุบัติเหตุที่ถูกบันทึกเป็นตัวเลขสถิติประจำวันโชว์ขึ้นบอร์ด ที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนทุกปี

                  นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ระบุว่า ที่มาที่ไปของ 7 วันอันตรายเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลทักษิณ 1 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ไม่ต่ำวกว่าร้อยคนต่อวัน ทำให้ภาครัฐมีการตั้งศูนย์ฯดังกล่าวขึ้นมา โดยใช้ช่วงเทศกาลเป็นตัวตั้ง แต่ในช่วงแรกตัวเลขผู้เสียชีวิตไม่ลดลง จากนั้นเมื่อภาครัฐดำเนินการต่อเนื่องตัวเลขผู้เสียชีวิตก็ลดลงมาทรงๆที่ 300 กว่าราย แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้ยอดผู้เสียชีวิตมีมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 มีผู้เสียชีวิตถึง 478 ราย ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะภาครัฐใช้มาตรการเดิมๆ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้จริง เรียกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้กวดขันหรือเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง แต่จะเลือกเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น ทั้งที่กฎหมายมีอยู่แล้ว ตรงนี้ถือเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งในช่วง 10 ปี

                  นพ.แท้จริง ระบุอีกว่า ส่วนเรื่องเมาแล้วขับเป็นสาเหตุอันดับต้นๆของอุบัติเหตุทั้งหมด แต่ที่ผ่านมาพฤติกรรมของสังคมเรื่องเมาแล้วขับกลับไม่เคยเปลี่ยน เพราะการสร้างจิตสำนึกต้องมีปัจจัยหลายอย่าง จะเห็นได้ว่าคนที่เมาแล้วขับสามารถเอาตัวรอดไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ การจ่ายเงิน การติดสินบน มีการช่วยเหลือคนผิดให้ลอยนวล ทำให้ในบางครั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติมีดีๆ ต้องเกรงกลัวต่ออิทธิพลการช่วยเหลือ การแก้ปัญหาเมาแล้วขับจึงไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายประเทศอื่นๆที่เข้มงวดอย่างมาก ดังนั้น ถ้ากฎหมายลงโทษไม่ได้ ก็ต้องให้สังคมลงโทษ การติดกล้องหน้ารถจะช่วยควบคุมพฤติกรรมการขับรถด้วยกัน เพราะทุกคนจะถูกจับจ้องตลอดเวลา หากใครขับรถไม่ดี กล้องจะจับพฤติกรรมเหล่านี้สังคมก็จะลงโทษกันเอง ภาครัฐควรให้ประชาชนมาช่วยกัน ดีกว่ามาบังคับประชาชนอย่างเดียว

                  "ผมเตือนมา 20 ปีแล้ว แต่ยุทธศาสตร์ภาครัฐต้องเปลี่ยน ต้องให้ประชาชนเป็นหูเป็นตา ใครมีภาพหรือมีคลิปต้องแจ้งให้ภาครัฐ เพื่อให้ภาครัฐเรียกผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่มาจัดการ ซึ่งเป็นการขันน็อตเจ้าหน้าที่ไปด้วย และควบคุมสังคมไปด้วย"นพ.แท้จริง ระบุ

                  ทั้งหมดจึงเป็นพฤติกรรมสังคมที่สะท้อนออกมาตลอด 10 ปี ซึ่งภาครัฐต้องมีหน้าที่ป้องกันและป้องปรามการกระทำผิดอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ไม่ใช่โฟกัสเฉพาะเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ เพื่อไม่ให้"ตัวเลขการตาย" ถูกมองเป็นแค่สถิติรูทีนธรรมดาๆ ของช่วงเทศกาลเท่านั้น

เปิดสถิติ... 11 ปี "7 วันระวังอันตราย" ...แค่งานรูทีน!!??