คอลัมนิสต์

คำถามถึง “งบพูดคุยดับไฟใต้”จำเป็นต้องเดินหน้าต่อจริงหรือ?

คำถามถึง “งบพูดคุยดับไฟใต้”จำเป็นต้องเดินหน้าต่อจริงหรือ?

10 เม.ย. 2560

เมื่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขจะได้ผลจริงหรือไม่

    เหตุรุนแรงเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งกราดยิงตำรวจหน้าโรงพักระแงะ จ.นราธิวาส (30 มี.ค.) โจมตีจุดตรวจกรงปินัง จ.ยะลา (3 เม.ย.) และระเบิดเสาไฟฟ้า 19 อำเภอใน 4 จังหวัด (6 เม.ย.) ทำให้มีคำถามถึงกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รัฐบาลกำลังพูดคุยอยู่กับกลุ่ม “มารา ปาตานี” ว่าจะสัมฤทธิผลได้จริงหรือ

   เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวมาตลอดว่า คนที่มาร่วมพูดคุยในนาม “มารา ปาตานี” ไม่ใช่แกนนำตัวจริงที่สั่งการกองกำลังในพื้นที่ได้

    การพูดคุยระหว่างคณะพูดคุยของรัฐบาลที่มี พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นหัวหน้าคณะ กับกลุ่มมารา ปาตานี ซึ่งเป็น “องค์กรร่ม” ของกลุ่มเคลื่อนไหวปลดปล่อยปัตตานี 6 กลุ่ม ขณะนี้เดินหน้ามาถึงการร่วมกันกำหนด “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างน้อย 1 อำเภอ ซึ่งมีรายงานว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง คณะทำงานเทคนิคร่วมฯ หรือ “คณะพูดคุยชุดเล็ก” ก็กำลังประชุมหารือกันอยู่ด้วย

    แต่เมื่อสถานการณ์ในพื้่นที่มีเหตุรุนแรงถี่ยิบแบบนี้ ก็ทำให้เกิดคำถามว่าจะสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ได้จริงหรือไม่ เพราะมีข่าวว่าเหตุรุนแรงระเบิดเสาไฟฟ้ากันเมื่อคืนวันที่ 6 เมษายน ก็มีบางจุดอยู่ในอำเภอที่เตรียมประกาศเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ด้วย

   เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าวเครือเนชั่นได้มีโอกาสเดินทางข้ามฝั่งไปประเทศเพื่อนบ้าน และได้พูดคุยสัมภาษณ์สมาชิกในขบวนการบีอาร์เอ็นที่ตัดสินใจวางอาวุธ และเตรียมเข้าโครงการพาคนกลับบ้าน โดยคนในขบวนการบีอาร์เอ็นพูดถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่รัฐบาลกำลังดำเนินการกับกลุ่มมารา ปาตานี ว่า

    “เรื่องการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มมารา ปาตานี เป็นการคุยผิดตัว เพราะมารา ปาตานี ไม่มีเพาเวอร์ ไม่มีกองกำลังก่อเหตุเหมือนกลุ่มบีอาร์เอ็น ฉะนั้นถ้าคุยต่อไปก็จะเสียงบประมาณเปล่าๆ” ส่วนกลุ่มบีอาร์เอ็นนั้น สมาชิกกลุ่มนี้บอกว่ามีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่พูดคุยเจรจา

    จากตรวจสอบงบประมาณที่ใช้ในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ปรากฏว่าในเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 งบในส่วนนี้อยู่ในแผนงานที่ชื่อว่า “เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี” โดยมี 2 หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จำนวน 25,121,500 บาท และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จำนวน 20 ล้านบาท รวม 2 หน่วยงานทำให้มีงบเพื่อการนี้มากกว่า 45 ล้านบาท

   นี่คืองบประมาณที่ใช้ไปกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะปีงบประมาณ 2560 เพียงปีเดียว!

    อย่างไรก็ดี จากการสอบถามไปยังหนึ่งในคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ กลับได้รับคำตอบว่า เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน (ทั้งๆ ที่อยู่ในเอกสารงบประมาณของสำนักงบประมาณ) เพราะตัวเลขงบประมาณรวม 45 ล้านบาทเศษนี้ เป็นงบของ กอ.รมน. และ ศอ.บต.ที่ใช้ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ซึ่งก็มีโครงการที่ทั้งสองหน่วยงานดำเนินการ

    ส่วนคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ ที่มี พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นประธานนั้น ไม่ได้ใช้งบในส่วนนี้ และไม่ได้ของบจากผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ครม.ส่วนหน้าด้วย แต่งบประมาณที่ใช้สำหรับการจัดกระบวนการพูดคุยของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯนั้น ทางคณะใช้งบของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และใช้จำนวนน้อยมาก

    “มีข่าวแบบนี้เดี๋ยวสังคมจะเข้าใจผิดว่าทำไมคณะพูดคุยฯใช้งบเยอะจัง แค่บินไปบินมาเพื่อพูดคุยกันเท่านั้น” แหล่งข่าวระบุ

   อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบเอกสารงบประมาณปี 2560 ของสำนักงานงบประมาณ ในส่วนของแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น แผนงานนี้ใช้งบทั้งสิ้น 12,510 ล้านบาทเศษ (ไม่รวมงบรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง เบี้ยเสี่ยงภัย และงบจังหวัด) มี 4 เป้าหมาย คือ

   1.พื้นที่มีระบบเฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยทั้งในเขตเมือง ชุมชน และหมู่บ้านเป้าหมาย

   2.เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

   3.ประชาชนและชุมชนได้รับบริการการศึกษาที่มีคุณภาพจากภาครัฐ รวมทั้งมีความเข้าใจหลักศาสนาที่ถูกต้อง สามารถดำเนินชีวิตร่วมกันได้อย่างปกติสุขในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

  4.ภาคส่วนต่างๆ มีความเข้าใจและสนับสนุนภาครัฐแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี

   ทั้ง 4 เป้าหมายมีหน่วยงานเจ้าภาพ คือ สมช. กอ.รมน. และ ศอ.บต. สำหรับเรื่องการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ในเป้าหมายที่ 4 กำหนดแนวทางว่า ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี มีตัวชี้วัด 2 ตัว ได้แก่

    1.จำนวนกลุ่ม องค์กร/เครือข่ายนอกภาครัฐที่เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อแสดงความคิดเห็นและการพูดคุยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ ศอ.บต. ใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท และสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ใช้งบระมาณ 2.5 ล้านบาท โดยสถานวิจัยความขัดแย้งฯ เป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มี ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี เป็นหัวหน้าสถานวิจัย

    2.กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขดำเนินไปตามแผนที่กำหนด หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กอ.รมน. ใช้งบ 25.12 ล้านบาท

   ทั้งนี้ งานที่เกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ไม่มีระบุงบประมาณสำหรับหน่วยงานอื่นใดอีก รวมทั้ง สมช.

    คำชี้แจงของตัวแทนคณะพูดคุยฯ เมื่อเทียบกับเอกสารของสำนักงบประมาณ ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการพูด “คนละเรื่องเดียวกัน” หรือไม่ เพราะงบประมาณ 45 ล้านบาทเศษ ระบุเป้าหมายและวิธีการไว้ชัดเจนว่าเป็นการ “สนับสนุน” และ “รักษา” ให้กระบวนการพูดคุยฯดำเนินไปตามแผนที่กำหนด

    ส่วนงบโครงการประเภทจัดเวทีรับฟังควาามเห็นอะไรเทือกนั้น จะเห็นได้ว่ามีงบประมาณแยกออกไป เช่น ที่จัดสรรให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินการ (2.5 ล้านบาท) ขณะที่ “โครงการพาคนกลับบ้าน” ที่เกี่ยวเนื่องแบบอ้อมๆ กับกระบวนการพูดคุยฯ ก็มีการตั้งงบเอาไว้ต่างหาก (ราว 106 ล้านบาท)

    แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม วันนี้มีคำถามดังขึ้นเรื่อยๆ ถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขฯ ว่าควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการ “กำหนดพื้นที่ปลอดภัย” จะทำได้จริงๆ หรือ

    ฝ่ายที่สนับสนุนให้การพูดคุยฯเดินหน้าต่อไป ให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ระหว่างกระบวนการพูดคุยหรือเจรจา จะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น หรือหนักหน่วงขึ้นจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการพูดคุย ฉะนั้นจึงควรเดินหน้าต่อไปเพื่อโดดเดี่ยวกลุ่มใช้ความรุนแรงให้ “หัวเดียวกระเทียมลีบ”

ส่วนฝ่ายที่คัดค้านการพูดคุยฯ ให้เหตุผลว่า กำลังคุยอยู่กับ “ตัวปลอม” ที่ไม่สามารถสั่งการหรือควบคุมกองกำลังได้จริง แล้วจะคุยทำไม (ต้องเข้าใจว่ากลุ่มนี้ไม่ได้คัดค้านกระบวนการสันติวิธีเพื่อสันติภาพ แต่ต้องการให้คุยถูกกลุ่ม ถูกตัว)

    จริงๆ แล้วกระบวนการพูดคุยที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่กับกลุ่ม “มารา ปาตานี” มีความย้อนแย้งมึนงงในตัวเองพอสมควร จนบางทีอาจไม่สามารถนำทฤษฎีพูดคุยเจรจาในพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ มาอธิบายได้

    โดยเฉพาะท่าทีและสถานะของ “มารา ปาตานี” จะเห็นได้ว่า เวลาเกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ จะรีบออกมาบอกทันทีว่ากลุ่มตนเองไม่ได้เป็นคนทำ คำถามก็คือ เมื่อคุณไม่ได้เป็นคนทำให้พื้นที่ “ไม่ปลอดภัย” แล้วคุณจะมาทำข้อตกลง “พื้นที่ปลอดภัย” ได้อย่างไร ที่สำคัญคุณอยู่นอกประเทศ หากมีเครือข่ายเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่จริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำ “ข้อตกลงใหม่” เพราะคุณไม่ใช่ต้นเหตุของความรุนแรง แต่ต้องการช่วยทำให้ความรุนแรงลดลง แบบนี้ก็สามารถมาร่วมในโครงการทุ่งยางแดงโมเดล หรือโครงการประชารัฐร่วมใจฯ ที่รัฐทำอยู่แล้วได้ทันที

    เมื่อพูดถึงประเด็น “แยกดินแดน” ทางมารา ปาตานี ก็บอกว่า พร้อมพูดคุยในแนวทางสันติวิธี และจะแก้ไขปัญหาภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ถ้าเป็นอย่างนี้ สถานะของ “มารา ปาตานี” ก็คือกลุ่มคนที่ไม่ชอบรัฐกลุ่มหนึ่ง อยากให้เปลี่ยนรูปแบบการบริหาร อยากมีส่วนร่วมในการปกครอง หรือกำหนดทิศทางนโยบาย ฉะนั้นก็ควรวางบทบาทแบบนั้น แต่ไม่ใช่บทบาทผู้สร้างสันติสุข

   เพราะการจะสร้างพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่หยุดยิง แล้วสุดท้ายทำไม่ได้ เนื่องจากคุยกันผิดฝาผิดตัว ผิดเรื่อง ผิดประเด็น ถึงที่สุดแล้วจะทำให้สังคมสับสน ประชาชนมึนงง และไม่เชื่อในกระบวนการพูดคุยหรือเจรจาสันติภาพอีกต่อไป

     ที่สำคัญการมี “ข้อตกลง” ใดๆ ที่ไม่ได้มีนัยสำคัญว่าความสงบจะเกิดขึ้นได้จริง ย่อมเป็นตัวเร่งให้ฝ่ายที่ไม่อยากพูดคุยเจรจาโหมก่อเหตุรุนแรง จนทำให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เดือดร้อน