คอลัมนิสต์

เกียร์ถอย“ไม่เป็นขบวน” “หลังสงกรานต์”...เจอกัน!

เกียร์ถอย“ไม่เป็นขบวน” “หลังสงกรานต์”...เจอกัน!

10 เม.ย. 2560

เมื่อรัฐบาลเจอศึกรถกระบะกระหน่ำจนเสียรังวัดต้องถอยไม่เป็นขบวน มาดูกันว่าหลังสงกรานต์ผ่านพ้นรัฐบาลจะกล้ายืนยันใช้กฎเหล็กนี้ต่อไปอีกหรือไม่

 

     การแถลงข่าวประกาศเลื่อนมาตรการ “เอาผิด” รถกระบะของตำรวจเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน ตามด้วยการคำชี้แจงออกมาเป็นระยะ จะเรียกว่า “ถอยไม่เป็นขบวน” หลังจากตำรวจรับมุกคำสั่งตามมาตรา 44 ไปขยายผลในแบบ “กลัดกระดุมผิดเม็ด”

     ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา จากคำถามที่ว่า มาตรการจับ-ปรับผู้โดยสารในรถทุกประเภทที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยแล้วจะทำอย่างไรกับห้องโดยสารในรถบางประเภทที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานติดรถมาให้ ซึ่งก็หมายถึง “ห้องแค็บ” ของรถกระบะตอนครึ่ง แรกๆ นั้นข่าวออกมาว่า “อนุโลม” แต่ไม่กี่วันให้หลัง กรมการขนส่งทางบก กับตำรวจก็ออกมายืนยันเสียงแข็งว่า มีความผิดแน่ๆ แต่ผิดกฎหมายอีกข้อ ไม่เกี่ยวกับคาดหรือไม่คาดเข็มขัด

     วันที่ 5 เมษายน ตอนเช้า พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วยผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเก็บตกจากเนชั่นว่า รถกระบะที่มีแค็บซึ่งประชาชนยังสับสนว่านั่งได้หรือไม่นั้น ทางบช.น.ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสตช.คือ ห้ามรถกระบะมีแค็บบรรทุกคนโดยสารหากพบเห็นจะถูกปรับทันที เพราะวัตถุประสงค์ของแค็บคือ มีไว้เพื่อตั้งวางสิ่งของเท่านั้น ที่ผ่านมากลับมีการใช้บรรทุกคนจนเคยชิน ซึ่งแค็บนั้นไม่มีอุปกรณ์สำหรับความปลอดภัยของผู้ที่นั่งอยู่ในแค็บ และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนนั่ง

    วันนั้นเกือบทั้งวัน ทั้งตำรวจ ทั้งกรมการขนส่งทางบก และน่าจะรวมไปถึงเจ้าของคำสั่งตามมาตรา 44 ด้วย ที่ต้องหูแฉะ เพราะสังคมออนไลน์พร้อมใจกันสวดชยันโตต่อเนื่องจากก่อนหน้า ทว่าแรงจัดขึ้นเป็นลำดับ

    พล.ต.ท.วิทยา บอกกับสื่อในตอนเย็นวันเดียวกันว่า ล่าสุด สตช.ได้หารือกับกรมการขนส่งทางบกแล้ว เห็นว่าเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะยังเตรียมตัวไม่ทัน จึงเห็นร่วมกันว่าควรขยายเวลาในการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนเพิ่มขึ้นอีก จากเดิม 15 วัน ซึ่งจะเริ่มจับออกไปเป็นหลังสงกรานต์

    วันถัดมา พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล แถลงว่า อนุโลมให้นั่งในแค็บได้ และในส่วนท้ายกระบะให้นั่งได้ไม่เกิน 6 คน ห้ามนั่งบนขอบกระบะ

    อาการถอยไม่เป็นขบวน คือข้อสับสนที่ว่า ในเมื่อเห็นว่า การนั่งแค็บ และท้ายกระบะเป็นอันตราย ยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เดินทางกันมา ก็จะยิ่งเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และความสูญเสียตามมาอีกมากมาย แต่ภาครัฐกลับบอกว่า ขอไปบังคับใช้กฎหมายหลังสงกรานต์ซะยังงั้น

    เรียกว่า บทจะถอยก็ถอยจนลืมหลักการ ถ้าเป็นรถยนต์ก็คงถอยไม่ดูตาม้าต้าเรือ ไปชนคนอื่นหรือตกเหวกันไปแล้ว

    อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคสช. ที่เป็น “ต้นทาง” ของมาตรการด้วยคำสั่งตามมาตรา 44 ก็ออกมาแถลงผ่านรายการโทรทัศน์ในค่ำวันเดียวกัน ด้วยแนวทางอะลุ้มอะล่วยและเห็นใจประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ จนเรียกเรตติ้งจากออนไลน์คืนมาได้

    “หลังสงกรานต์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือกันอีกครั้งเพื่อพิจารณาความเหมาะสมว่า จะปรับมาตรการอย่างไรให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จะมีห้วงเวลาอย่างไรให้ประชาชนมีโอกาสปรับตัว ปรับวิถีการเดินทางบนท้องถนน”

เกียร์ถอย“ไม่เป็นขบวน” “หลังสงกรานต์”...เจอกัน!

    แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กระบะบรรทุกคน กระบะแค็บโดยสารจะรอดพ้นจาก “เงื้อมมือ” ของตำรวจ ในนามกฎหมายขนส่งทางบกที่กำหนดเรื่องประเภทของการใช้รถ เพียงแต่ช่วงนี้อยู่ในระยะ “ผ่อนปรน”

พูดๆๆๆๆ และถกเถียงกันมามากพอสมควร สำหรับการใช้รถยนต์กระบะ ลองมาดูกันว่า รถกระบะที่ใช้กันอยู่ในเมืองไทยมีลักษณะใด และใช้งานกันอย่างไร

    อย่างแรกเรียกว่า กระบะตอนเดียว ใช้สำหรับการบรรทุกล้วนๆ คือเป็นรถบรรทุกเล็กเต็มรูปแบบ ฝรั่งเรียกปิกอัพ ทรัค เพื่อสามารถหยิบยกส่งของขึ้นไปวางได้เลย บ้านเราเรียก ปิกอัพ สั้นๆ

    กระบะแบบที่สอง กระบะตอนครึ่ง หรือ กระบะมีแค็บ ออกแบบมาค่อนข้างอเนกประสงค์ ลดความยาวของกระบะลงเพื่อมาทำแค็บ ซึ่งจะว่าไปคนตัวโตๆ คงนั่งไม่สะดวก ตำรวจกับกรมการขนส่งทางบกจึงพูดว่า ออกแบบมาเพื่อวางของ ไม่ได้ให้นั่ง ก็คงจะจริง ถ้าหากย้อนหลังกลับไปสัก 20-30 ปี แต่แค็บสมัยนี้ บริษัทรถยนต์แข่งกันดุเดือด ออกแบบให้นั่งสบายขึ้น เพราะตลาดรถแบบนี้ตอบโจทย์คนไทยถึงขนาดผลิต “แค็บเปิดได้” เมื่อหลายปีก่อนออกมาแข่งขันกัน

    แบบที่สาม เป็นรถกระบะ 4 ประตู เหมือนรถเก๋งผสมกับรถกระบะ ไม่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่จะใช้สอยประโยชน์เพื่อการทำมาค้าขาย หากแต่เป็นเรื่องรสนิยมของคนที่ชอบความแข็งแกร่งแบบกระบะ ประหยัด และบรรทุกสัมภาระได้ตามควรกับเนื้อที่มากกว่ากระโปรงรถเก๋ง แต่ก็น้อยกว่ากระบะรถปิกอัพทั่วไป

   โจทย์ต่างกัน การเลือกใช้สอยประโยชน์ด้วยเงินทองที่แต่ละคนเจียดจ่ายหาซื้อมาก็ย่อมต่างกันไปอออก ไป แต่ที่สำคัญก็คือ ทุกคนที่เลือกซื้อรถ ย่อมต้องรู้ว่า มันจะต้องคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่เขาจะได้รับ

   มีหลากประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาให้รอบคอบ

   ที่สำคัญคือ อย่าตีโจทย์ลุงตู่แบบผิดๆ ไปออกมาตรการสุ่มสี่สุ้มห้า เหาะเกินลงกา หรือทำเกินสั่ง กันอีก