
จะให้ขายทิ้งหรืออย่างไร? คำถามคาใจคนใช้กระบะแค็บ
สะท้อนความเห็นของผู้ที่ใช้รถกระบะแบบตอนครึ่ง ซึ่งเรียกกันติดปากว่า "กระบะแค็บ" ที่อยู่ๆ ก็ถูกชี้โครมลงไปว่า “ถ้ามีคนนั่งมาในแค็บจะถือว่าผิดกฎหมาย”
“จะให้ขายรถกระบะที่มีอยู่ แล้วให้ไปซื้อรถกระบะ 4 ประตู จะทำได้อย่างไร”
คือคำถามที่ สมโพช มะแม้น หนุ่มใหญ่นายท่ารถตู้โดยสาร ฝากถามถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ที่กำลังเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการกวดขันอื่นๆ เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งในวันนี้ รัฐบาล โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เริ่มรู้สึกหนักๆ แล้วกับความหย่อนยานของคนไทย ประมาณว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”
คำถามของ สมโพช เหมือนกับเป็นตัวแทนสะท้อนความเห็นของอีกหลายๆ คนในประเทศไทย ที่ใช้รถกระบะแบบตอนครึ่ง ซึ่งเรียกกันติดปากว่า กระบะแค็บ ที่อยู่ๆ ก็ถูกชี้โครมลงไปว่า “ถ้ามีคนนั่งมาในแค็บจะถือว่าผิดกฎหมาย”
เรื่องนี้คล้าย หมาป่ากับลูกแกะ หรือขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไป กลายเป็นบ้องกัญชา จากประเด็นคำถามของบรรดาผู้ใช้รถกระบะแบบมีแค็บหลังมาตรการกวดขันคาดเข็มขัดนิรภัยที่รัฐบาลประกาศออกมาว่า ในแค็บไม่มีเข็มขัดนิรภัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานติดมากับตัวรถ(จากโรงงาน)
คำตอบที่ได้จากทางเจ้าหน้าที่่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ก็คือ “ถึงอย่างไร รถกระบะที่มีคนนั่งในแค็บก็ผิดกฎหมายอยู่ดี”
ตำรวจบอกว่า เครื่องมือที่เขาจะใช้เล่นงาน “รถกระบะมีคนนั่งในแค็บ” ยังมีพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 21 เอาผิดได้
“ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถไม่ตรงตามประเภท ตามที่จดทะเบียนไว้” แต่ก็มีข้อยกเว้นของการใช้บางประเภท เช่น เอารถที่จดทะเบียนเป็นรถบริการสาธารณะมาขับใช้สวนตัว
เอาเป็นว่า ถึงอย่างไร ถ้าจะเอาผิดกันจริงๆ ตำรวจก็เล่นงานรถกระบะที่มีคนนั่งในแค็บได้อย่างแน่นอน ในข้อหาใช้รถผิดประเภทที่จดทะเบียนไว้ หรือพูดอีกอย่างก็คือ จดทะเบียนรถกระบะแล้วเอามาใช้เป็นรถนั่ง ทำนองนั้น
“บางครอบครัวมีกัน 3-4 คน จะให้ทำอย่างไร จะให้ซื้อรถใหม่ก็ทำไม่ได้ เรื่องนี้เหมือนกับการเพิ่มภาระ สร้างความเดือดร้อน ซ้ำเติมกันในภาวะเศรษฐกิจที่รายได้ฝืดเคืองอยู่แล้ว ให้เกิดความเครียดหนักเข้าไปอีก” สมโพช ขอความเห็นใจ โดยยืนยันว่า เขาเห็นด้วยกับมาตรการคาดเข็มขัดนิรภัยและห้ามนั่งท้ายกระบะ เพราะเห็นๆ กันอยู่ว่าเป็นอันตราย อันต่างจากนั่งในแค็บ
“ความเครียด” ที่เพิ่มขึ้นของหนุ่มใหญ่อย่างสมโพช ก็คงอยู่ในอาการเดียวกับ “ทนงศักดิ์ ปาระ” ที่มองประโยชน์ของการ “โดยสาร” ในกระบะมากไปกว่านั่งแค็บด้วยซ้ำ
“หากมีสมาชิกหลายคนก็จำเป็นต้องใช้นั่ง มาตรการที่ออกมาเปรียบเสมือนเป็นการจำกัดพื้นที่ให้ใช้สิทธิ์ได้ไม่เยอะ ประโยชน์ของกระบะไม่จำเป็นต้องใช้บรรทุกของอย่างเดียว” ทนง ซึ่งทำธุรกิจส่วนตัว ให้ความเห็นที่มองไปถึง “คนอื่นๆ” ในสังคม
เป็นความเห็นที่น่าจะสอดคล้องกับอีกหลายเสียงในต่างจังหวัด โดยเฉพาะที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม และใช้รถกระบะเป็นพาหนะสารพัดประโยชน์
“คนต่างจังหวัดหรือคนมีรายได้น้อยหากมีความจำเป็นต้องไปเดินทางไปไหนไกลๆ ต้องนั่งเยอะๆ จะทำอย่างไร ยิ่งมีรถเป็นจำนวนไม่มากด้วย” ทนง ตั้งคำถามถึงคนออกมาตรการ
ในอีกด้านหนึ่ง สำหรับมาตรการบังคับใช้กฎหมายจราจร กรณีทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะต้องรัดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งในรถทุกประเภท ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ตามคำสั่งกฎหมาย มาตรา 44 เป็นเรื่องที่หลายๆคนให้ความเห็นสนับสนุน เพราะกรณีนี้พูดได้ว่า “อันตรายเห็นๆ”
เช่นที่ สถาพร โอภาสกรุณา บอกเอาไว้ว่า การคาดเข็มขัดนิรภัยจะทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นในการใช้รถ แต่ยังต้องดูองค์ประกอบหลักอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น รถบางคันไม่ได้รับมาตรฐาน ไม่มีเข็มขัดให้ผู้โดยสาร และพฤติกรรมของประชาชนที่แตกต่างกัน มีทั้งผู้ที่ให้ความร่วมมือ และผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ
“ผมยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ไม่ได้คาดเข็มขัดทุกครั้ง แต่จะคาดเฉพาะเวลาที่นั่งข้างหน้ารถ เวลานั่งข้างหลังจะไม่คาด ด้วยความคิดที่ว่า หากเกิดอุบัติเหตุถ้านั่งหลังรถจะสามารถออกจากรถได้สะดวกและรวดเร็วกว่า” เป็นอีกมุมมองของหนุ่มวัย 26 เจ้าของธุรกิจส่วนตัว
สำหรับ สุวิทย์ บุญกอง บอกว่า เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ ทำให้รู้สึกปลอดภัยเวลาต้องเดินทางโดยรถโดยสาร ส่วนตัวคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง ไม่ว่าจะนั่งรถในตำแหน่งไหน เพราะเปรียบเสมือนการสร้างความปลอดภัยให้แก่ตนเอง และคิดว่าสาเหตุของผู้ที่ไม่คาดเข็มขัดอาจเพราะความมักง่าย
ศศินา บุญเลิศ นักศึกษาวัย 19 ปี กล่าวว่า รู้สึกดีและเห็นด้วยกับมาตรการคาดเข็มขัด เพราะจะสามารถสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถได้ และช่วยลดอุบัติเหตุ แต่ส่วนตัวกลับไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง “เพราะรู้สึกอึดอัด”
ชยิสรา คงยืน นักเรียนชั้น ม.2 อายุ 14 ปี กล่าวว่า รู้สึกดี เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะสร้างความปลอดภัยให้แก่ทุกคนที่เดินทางด้วยรถ ส่วนตนเองคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งเมื่อนั่งรถ เพราะรู้สึกอุ่นใจ และสร้างความปลอดภัยให้แก่ตนเอง สำหรับบุคคลอื่นที่ไม่คาดเข็มขัดนั้น คิดว่า อาจจะสร้างความรู้สึกเกะกะและไม่สบายตัวมากกว่า
ทั้งนี้ จากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน ศูนย์รับแจ้งเหตุบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด และเครือข่ายรับแจ้ง มีข้อมูลรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนนสะสมปี 2560 มีผู้เสียชีวิต 3,917 คน บาดเจ็บ 267,675 คน มีข้อมูลรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนน วันที่ 4 เมษายน 2560 มีผู้เสียชีวิต 46 คน บาดเจ็บ 2,749 คน
สำหรับสถิติอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ 7 วัน จากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ปี 56 มีอุบัติเหตุ 2,828 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 321 คน มีผู้บาดเจ็บ 3,040 คน ปี 57 มีอุบัติเหตุ 2,992 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 326 คน มีผู้บาดเจ็บ 3,225 คน ปี 58 มีอุบัติเหตุ 3,373 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 364 คน มีผู้บาดเจ็บ 3,559 คน
อย่างไรก็ตามยังมีรายงานอัตราการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้ใช้รถยนต์ในประเทศไทยปี พ.ศ.2554 จากมูลนิธิไทยโรดส์ และเครือข่ายเฝ้าระวังสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน ที่ได้รายงานผลสำรวจอัตราการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าเฉลี่ยภาพรวมทั่วประเทศ ร้อยละ 54 แบ่งเป็นอัตราการคาดเข็มขัดนิรภัยเฉพาะผู้ขับขี่ ร้อยละ 58 และเฉพาะผู้โดยสารตอนหน้าเพียงร้อยละ 40 เท่านั้น แม้การคาดเข็มขัดนิรภัยช่วยลดการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บได้ แต่ผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนไม่น้อยมักจะละเลยการคาดเข็มขัดนิรภัย โดยระบุว่ามีสาเหตุจากการเดินทางในระยะใกล้ ไม่ได้ขับขี่ออกถนนใหญ่ เร่งรีบต้องขึ้นลงรถบ่อย และลืม
ถ้าหากจำกันได้ ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถตู้โดยสารสายกรุงเทพฯ-จันทบุรี ชนประสานงากับรถกระบะ บนถนนสาย 344 หมู่ 4 ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ทำให้มีผู้โดยสารเสียชีวิต 25 คน บาดเจ็บ 2 คน ซึ่งเป็นภัยสาธารณะครั้งใหญ่รับปี 2560 ทำให้กระทรวงมหาดไทยต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจัง พร้อมกำชับให้ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินมาตราการจัดตั้งด่านชุมชนและจุดสกัดในหมู่บ้าน กวดขันผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ฯลฯ
ประกอบกับกรุงเทพมหานครได้รับการคัดเลือกจากมูลนิธิบลูมเบิร์กเพื่อสาธารณประโยชน์ (Bloomberg Philanthropies) ซึ่งมีสำนักงานที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ให้เป็น 1 ใน 10 เมืองที่เข้าร่วมโครงการความคิดริเริ่มเพื่อความปลอดภัยทางถนนทั่วโลก (Bloomberg Philanthropies Initiative for Global Road Safety : BIGRS) เป็นระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2558-2562) โดยมุ่งลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครให้ได้มากที่สุด ทั้งการรณรงค์สร้างจิตสำนึกเพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน อาทิ ดื่มไม่ขับ การใช้ความเร็วที่เหมาะสม การคาดเข็มขัดนิรภัย การสวมหมวกนิรภัย รวมถึงการออกแบบพัฒนาปรับปรุงถนนให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น
จากเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ประกาศ และประชาสัมพันธ์แล้วว่า วันที่ 5 เมษายน จะเป็นวันเริ่มบังคับใช้กฎหมายจราจรที่ว่านี้อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยตลอดช่วงเช้าของวันมีตำรวจแต่ละพื้นที่เริ่มกวดขันจับกุม แต่การเปิดตัวของนายตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพิ่งเริ่มขึ้นในเวลา 14.30 น. ที่จุดแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพมหานคร หรือของประเทศก็ว่าได้ นั่นคือที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณเกาะพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตพญาไท
โดย พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผบ.ตร. ร่วมกับ พ.ต.อ.เทียนชัย คามะปะโส รองผบก.น.1 พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสงสิ่ง ผกก.สน.พญาไท พ.ต.ท.บวรภพ สุนทรเรขา รอง ผกก.จร.สน.พญาไท เจ้าหน้าที่ตำรวจจากจราจรกลาง เจ้าหน้าที่ทหารกองพันทหารสื่อสารที่ 12 รักษาพระองค์ กว่า 50 นาย ได้ออกรณรงค์เข้มงวดกวดขันจับกุมการใช้เข็มขัดนิรภัย การโดยสารรถกระบะ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ที่ 14/2560 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2560 เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ข้อ 2 กำหนดว่า “ผู้ขับขี่ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าวต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย”
พล.ต.ท.วิทยา บอกว่า หลายภาคส่วนได้ร่วมกันทำงาน คาดหวังและห่วงใยประชาชนว่าจะให้ความร่วมมือ นอกจากนี้ยังอยากฝากถึงการใช้ความเร็วรถไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ไม่ขับรถฝ่าฝืนกฎจราจร ซึ่งในวันนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เริ่มต้นเปิดการรณรงค์กวดขันจับกลุ่มรถที่น่าจะเกิดอันตรายแก่ผู้โดยสาร เช่น รถกระบะ หรือรถโดยสาร
พล.ต.ท.วิทยา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ได้บังคับผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้คาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งผู้โดยสารไม่สามารถอ้างได้ว่าไม่ทราบ เพราะผู้ขับขี่รถสาธารณะต้องแนะนำผู้โดยสาร ไม่อย่างนั้นจะมีโทษปรับทั้งคู่ โดยกรมการขนส่งทางบกชี้แจงชัดเจนว่า ต้องใช้รถให้ถูกกับประเภทรถที่จดทะเบียนไว้ เช่น 1.รถกระบะที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (ป้ายสีขาว ตัวอักษรสีฟ้า) ซึ่งเป็นรถกระบะที่มีหลังคาและมีที่นั่งสองแถว “ไม่ห้าม” สามารถนั่งตามที่นั่งที่จัดไว้ได้ 2.รถกระบะที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (ป้ายสีขาว ตัวอักษรสีเขียว) และเดินทางบนถนนทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงระหว่างจังหวัด ทางหลวงระหว่างอำเภอ ทางหลวงชนบท และทางหลวงตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 “ห้าม” นั่งท้ายกระบะ มีความผิดฐานใช้รถผิดประเภท 3.รถกระบะมีแค็บ “ห้าม” นั่งในแค็บ เพราะไม่ได้ออกแบบให้เป็นที่นั่งแต่ไว้สำหรับใส่สิ่งของ มีความผิดฐานใช้รถผิดประเภท
“การยื่นแก้ไขประเภทรถให้ตรงกับการใช้งานนั้น สามารถทำได้ที่กรมการขนส่ง เพื่อให้พี่น้องปฏิบัติตามกฎหมายและเพื่อความปลอดภัยของประชาชนเอง ได้ประชาสัมพันธ์แล้วว่า อย่าเดินทางโดยรถกระบะ ให้เดินทางด้วยรถตู้โดยสารทั่วประเทศ อย่าไปโดยสารด้วยรถกระบะ หากเจ้าหน้าที่พบเห็นจะจับและถือเป็นความผิด ช่วงนี้อยู่ในช่วงประชาสัมพันธ์แนะนำ ตักเตือน ซึ่งหากเป็นรถกระบะยืนยันว่าไม่สามารถนั่งท้ายรถได้อย่างแน่นอน โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นรถราชการหรือไม่ก็ตาม” ผู้ช่วยผบ.ตร.ระบุ



