คอลัมนิสต์

เส้นทางวิบาก  29 เดือน  ก่อนคลอดรัฐธรรมนูญ 2560

เส้นทางวิบาก 29 เดือน ก่อนคลอดรัฐธรรมนูญ 2560

05 เม.ย. 2560

กว่าจะมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2560 ระหว่างทางต้องเจอกับอะไรบ้าง

หลังจากที่ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” เข้าสู่กระบวนการปกครองของประเทศไทย เป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ การจัดทำกติกาสูงสุดฉบับใหม่ที่ใช้บังคับถาวร แทน “รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557"

 

ซึ่งต้องยอมรับว่าในยุคสมัยของการบริหารของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.” ใช้เวลาดำเนินการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมเวลาประมาณ 29 เดือน (6 พ.ย.2557 – 6 เม.ย.2560 ) 

และผ่านมือการยกร่างเนื้อหา ของเซียนกฎหมาย ถึง 2 ชุดทำงาน คือ ชุดของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ในชื่อของ “กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ” และ ชุดของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ในชื่อ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”

 

นั่นทำให้แสดงให้เห็นว่าเส้นทางของ “รัฐธรรมนูญไทย ฉบับที่ 20” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่หมายถึงการวางกิ่งหนามและก้อนหินที่แหลมคมให้เบี่ยงหลบกระแสตลอดทาง

 

เส้นทางสายแรก ของ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 20 กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มนับ1 เมื่อมีการแต่งตั้ง “กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ” เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2557 และคณะได้นัดประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2557 เพื่อวางกรอบการยกร่างเนื้อหา ภายใน 120 วันหลังจากรับความเห็นและข้อเสนอแนะจาก “สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)” โดยตามปฏิทินการทำงานจริงๆ จะเริ่มต้นยกร่างบทบัญญัติจากความเห็นและกรอบของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 35 เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2557

 

ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนด ว่า เมื่อ “กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ” จัดทำร่างฉบับแรกแล้วเสร็จ ต้องส่งเนื้อหาเพื่อให้ สปช., คณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช. ให้ความเห็นและข้อเสนอแก้ไข โดยช่วง 20 -26 เม.ย. มีการประชุมสปช. เพื่อชำแหละรายมาตราและรายประเด็นสำคัญ

 

ทั้งนี้ภายใต้กระบวนการทำงาน “กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ” พยายามรับฟังความเห็นจากหลายๆ ภาคส่วน และใช้พลังพร้อมความเห็นของประชาชนเป็นกำแพงพิงหลัง หากจะเกิดการปะทะกับ “ฝ่ายการเมือง หรือ ผู้มากบารมีในคสช.” จนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ ถูกขนานามจากผู้ที่เห็นด้วย ว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป” ด้วยโจทย์สำคัญ คือ สร้างพลเมืองเป็นใหญ่, การเมืองใสสะอาดและสมดุล, หนุนสังคมให้เป็นธรรม, นำชาติสู่สันติสุข พ่วงด้วยแนวทางปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม 8 เรื่องใหญ่

โดยระหว่างทางนั้นมีการเรียกร้องให้ “ประชาชน” ร่วมออกเสียงประชามติ ตัดสินรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตนเอง

ซึ่งผลลัพท์ก็คือ “ครม.” เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ให้มีประชามติ และคำถามพ่วง แต่มีเงื่อนไข คือ ต้องผ่านการกลั่นกรองเนื้อหาและลงมติยินยอมจาก “สปช.” ก่อน

 

แต่ด้วยโจทย์ใหญ่ของฝ่ายการเมืองที่มองว่าภาพสะท้อนทางการเมือง ยังไม่เอื้อต่อสถานการณ์ ทำให้ “รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป” ไม่ผ่านด่าน “สปช.” จากผลลงมติ เมื่อวันที่ 6 ก.ย.58 สปช. เสียงข้างมาก 135 เสียงลงมติไม่เห็นชอบ ขณะที่สปช. 105 เสียงซึ่งน้อยกว่า ลงมติให้ผ่าน และการประชามติก็ไม่เกิดขึ้น

ทำให้ “กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ” ทั้งคณะต้องสิ้นสภาพ รวมถึง สถานะภาพของสมาชิก สปช. ด้วย

ในห้วงหลังจากครั้งนั้น “ครม.” ต้องเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) อีกครั้งเพื่อเปิดทางให้มีการตั้งคณะทำร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่

 

ต่อจากนั้นจึงเกิดเป็นกระบวนการตั้ง “คณะจัดทำรัฐธรรมนูญร่างสอง” เมื่อวันที่ 5 ต.ค.58 “พล.อ.ประยุทธ์” จรดปากกาตั้ง “มีชัย ฤชุพันธุ์" ทำหน้าที่หัวหน้าทัพทำรัฐธรรมนูญ” ร่วมกับคณะ อีก 20 คน และกำหนดระยะเวลาทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน

โดยเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ “มีชัย” นั้น เรียกได้ว่า แตกต่างอย่างมากจาก ฉบับของบวรศักดิ์ จนถูกภาคประชาชนขนานามว่า เป็นฉบับที่ทำให้เกิดรัฐราชการเป็นใหญ่ เพราะมอบอำนาจและให้ความสำคัญกับฝ่ายราชการ มากกว่าการส่งเสริมบทบาทของภาคประชาชน ซึ่งถูกนำไปเป็นประเด็นโต้แย้งของฝ่ายต่างๆ ในการรณรงค์ออกเสียงประชามติ วันที่ 7 ส.ค. 59

 

แต่ด้วยคำอธิบายของ “กรธ.” ที่สามารถหักล้างในประเด็นโต้แย้งของฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พ่วงกับ กลไกของภาครัฐที่ยังคุมได้เบ็ดเสร็จ ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ผ่านประชามติ ด้วยเสียง 16.8 ล้านสียง คิดเป็นร้อยละ 61.35

อย่างไรก็ดีในการออกเสียงประชามติรอบนั้น มีคำถามพ่วง 1 คำถาม ประเด็นภายใน 5 ปีแรก ที่ให้สิทธิ ส.ว. ลงกับ ส.ส. ลงมติเห็นชอบ บุคคลที่จะดำรงตำแหน่ง นายกฯ ซึ่งได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากเช่นกัน

 

ทั้งนี้ตามกติกาที่ปรับใหม่ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดให้เมื่อคำถามพ่วงถูกเห็นชอบ “กรธ.” ต้องกลับมาแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง จากนั้นให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจบรู๊ฟ

ผลการวินิจฉัยของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” รอบนั้น ชี้ว่าสิ่งที่ “กรธ.” แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่สอดรับกับผลประชามติ ต่อประเด็น “ห้วงเวลา 5 ปี” ที่ให้สิทธิ ส.ว. ร่วมเลือกนายกฯ กับส.ส. ทำให้ต้องยืดเวลาแก้ไข และการทูลทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงปรมาภิไธย ออกไป เป็นวันที่ 8 พ.ย. 59

 

ในภาวะเดียวกันที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเศร้าสลด เพราะการเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช เมื่อ 13 ต.ค. 59 ทำให้จังหวะของ “รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20” ต้องใช้เวลามากกว่าฉบับอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ดี เมื่อประเทศไทย มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ และร่างเนื้อหาของกติกาสูงสุดของประเทศผ่านพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว มีบทบัญญัติบางประเด็นที่ต้องกลับมาแก้ไขให้สอดคล้งเหมาะสมกับสถานการณ์

 

แต่ด้วยที่ “นายกฯ” ทูลเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญไปแล้วเมื่อเดือน พ.ย. 59 จึงทำให้กลไกต้องย้อนมาที่ “รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 โดยแก้ไขเนื้อหาให้ “มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นายกฯ ทูลเกล้าฯ ได้ กรรีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใด ภายใน 30วัน และแก้ไขคำปรารภของรัฐธรรมนูญให้สอดคล้อง ก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายใหม่”

 

และในวันที่ 6 เม.ย. นี้เอง เวลา 15.00 น. จะมีพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต

 

-------