คอลัมนิสต์

'เซฟตี้เบลท์'ไม่คาดไม่ได้แล้ว นะจ๊ะ!!

'เซฟตี้เบลท์'ไม่คาดไม่ได้แล้ว นะจ๊ะ!!

05 เม.ย. 2560

'เซฟตี้เบลท์'ไม่คาดไม่ได้แล้ว นะจ๊ะ!! จับจริง 5 เม.ย.60 นี้

 

          จะว่าไป ก็ไม่มากไม่น้อยสำหรับเวลา 10 กว่าวัน หลัง “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.ตัดสินใจใช้ยาแรงออกคำสั่งฉบับที่ 14/2560 ตามมาตรา 44 ว่าด้วยมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจรทางบก หวังกำราบคนใช้รถใช้ถนนจำพวกมักง่าย ไม่รักตัว ไม่กลัวตาย ซ้ำร้ายยังเป็นภัยสาธารณะ

          5 เมษายน 2560 คือกำหนดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติวางกรอบเอาไว้ว่า จะลงมิือเข้มงวดกวดขัน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล 

          หน่วยงานแรกที่จะดำเนินมาตรการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” คือกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่กำกับดูแลสถานีตำรวจทั่วกรุงเทพฯ 88 สถานี แม่งานในวันนี้จึงเป็น พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรับผิดชอบด้านงานจราจร ซึ่งโฟกัสไปยังมาตรการ “คาดเข็มขัดนิรภัย” เป็นลำดับแรก

          “ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายนเป็นต้นไป จะตรวจแบบเข้มข้น ถ้าพบว่ามีการกระทำความผิดต้องจับจริงปรับจริง ในกรณีไม่คาดเข็มขัดรถยนต์ส่วนบุคคลและแท็กซี่สาธารณะ”

          รถแท็กซี่คือรถสาธารณะที่ถกเถียงกันมาก ถ้าหากผู้โดยสารไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ว่าจะนั่งหน้าหรือนั่งหลัง ความผิดจะตกกับใคร คนนั่งหรือว่าคนขับ

 

'เซฟตี้เบลท์'ไม่คาดไม่ได้แล้ว นะจ๊ะ!!

 

          “ผู้โดยสารนั่งตอนท้าย หากไม่คาดเข็มขัดจะเริ่มปรับขั้นต่ำในอัตราที่นั่งละ 100 บาท เจ้าของรถต้องจัดให้มีเข็มขัด คนขับต้องแจ้งให้ผู้โดยสารทราบ ผู้โดยสารก็ต้องมีหน้าที่คาด ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งผิดก็ต้องมีการเทียบปรับ” พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ให้คำตอบ

          แต่ก็อย่างที่หลายคนเคยเห็นกันมา ในฐานะผู้โดยสาร เมื่อขึ้นนั่งประจำที่เบาะหลังแท็กซี่แล้ว มองหาเข็มขัดแบบรัดเอวไม่เจอ ซึ่งก็เป็นปัญหา แม้ที่ผ่านมาดูจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่คราวนี้เห็นทีประนีประนอมกันยาก

          “ที่พบมากก็คือ ตลอดช่วงที่ประชาสัมพันธ์ รถแท็กซี่ไม่มีที่ให้เสียบเข็มขัดนิรภัยบริเวณเบาะหลัง เพราะคนขับยัดไว้ใต้เบาะ ทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำแล้วว่า ให้เอาขึ้นมา เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถคาดได้”

          ทั้งๆ ที่กฎหมายก็มีอยู่แล้ว บางคนอาจจะคิดว่า ทำไมตำรวจเพิ่งจะมาฟิตเอาตอนนี้ พล.ต.ต.จิรพัฒน์บอกว่า ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้สั่งให้ใช้มาตรการเข้มข้นทุกโรงพัก ทั้งจุดสกัด และจุดกวดขันวินัยจราจร ซึ่งมีอยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่ในช่วงนี้ตลอดไปจนสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ จะเพิ่มมาตรการกวดขันวินัยจราจรมากยิ่งขึ้นอีก โดยเฉพาะจะเน้นไปที่ความผิด “เมาขับ” ด้วย

          “ได้ออกคำสั่งในการตั้งด่านกวดขันจราจร หัวหน้าผู้ควบคุมด่านต้องเป็นระดับสารวัตรขึ้นไป ที่ผ่านมาทุกด่านที่เราตั้งจะต้องมีสารวัตรจราจรหรือรอง ผกก.จราจรเป็นหัวหน้าคุมเท่านั้น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เรายังเพิ่มด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ในเวลากลางวัน ด่านที่มีในช่วงเช้ากับช่วงบ่ายต้องมีเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ด้วย ในส่วนรถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกกันน็อก ปีนี้ต้องทำให้ลดน้อยลงมากที่สุด" พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ระบุ

          หลังคำสั่งตามมาตรา 44 มีเสียงวิจารณ์กันมากว่า มาตรการนี้จะ “เข้าทาง” ตำรวจที่ได้ช่อง “ทำยอด” ใบสั่งและส่วนแบ่งค่าปรับ

          รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลบอกว่า ไม่ได้คาดหวังในผลการจับกุม ให้มียอดการปรับมากๆ แต่จะเป็นการช่วยกันเตือน ช่วยกันทำให้การเดินทางปลอดภัยยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับความหวั่นเกรงที่ว่า ตำรวจจะฉวยโอกาสเรียกรับผลประโยชน์ ได้กำชับไปว่า ต้องไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนั้น ต้องสร้างภาพลักษณ์ ความรู้สึก และความเชื่อมั่นใหม่แก่พี่น้องประชาชน

          พล.ต.ต.จิรพัฒน์ย้ำว่า การคาดเข็มขัดนิรภัย เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว ความรุนแรงจะลดลงหรือหนักก็เป็นเบา อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ตรวจสอบได้รับข้อมูลจากหลายๆ โรงพักว่า ผู้ใช้รถใช้ถนนให้การตอบรับด้วยดี 

          “ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เป็นความห่วงใยของรัฐบาล อุบัติเหตุที่เกิดทุกครั้งที่ผ่านมาทำให้มีการบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก” 

          ในวันนี้ (5 เม.ย.) พล.ต.ต.จิรพัฒน์พร้อมทีมงานจะลงพื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงต่อผู้ใช้รถเกี่ยวกับมาตรการเข้มงวดวินัยจราจร โดยเฉพาะการคาดเข็มขัดนิรภัย