
เตรียมรับมือแล้งยาว"ลุ่มเจ้าพระยา"
โดย - สุรัตน์ อัตตะ
แม้สถานการณ์น้ำในปีนี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมา เห็นได้จากปริมาณที่ใช้การได้ในเขื่อนขนาดใหญ่ 8 แห่ง ในปัจจุบัน (ณ 31 มี.ค.60) ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล 2,245 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ17 เขื่อนสิริกิติ์ 2,422 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 25 เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 360 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 38 เขื่อนอุบลรัตน์ 715 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 29 เขื่อนสิรินธร 372 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 19 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 377 ล้านลบ.ม.หรือร้อยละ 39 เขื่อนศรีนครินทร์ 2,719 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 15 และเขื่อนวชิราลงกรณ 1,663 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 19 ของปริมาณน้ำในเขื่อน โดยมีปริมาณน้ำในอ่าวเก็บน้ำรวมกันทั่วประเทศทั้งสิ้น 45,673 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด และมีปริมาณน้ำใช้การได้ 21,854 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มากกว่าปี 2559 รวม 7,941 ล้านลูกบาศก์เมตร
ในขณะที่สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสักฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 6,624 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 ทว่าก็ยังไม่มั่นใจว่าหน้าแล้งปีนี้จะรอดพ้นวิกฤติหรือไม่ เพราะยังมีปัจจัยบางประการที่ยังควบคุมไม่ได้ตามเป้า นั่นก็คือการปลูกข้าวนาปรังที่เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็รู้ดี และได้ติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีการวางแผนการแก้ปัญหาล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้พื้นที่การเกษตรเสียหายน้อยที่สุด เห็นได้จากการเตรียมการช่วยเหลือภัยแล้งด้านการเกษตรปี 2560 ซึ่งมีแผนที่เกี่ยวข้อง 4 แผนประกอบด้วย
1.แผนการจัดสรรน้ำ 2.แผนการเพาะปลูกพืช 3.แผนการปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี 2560 และ 4.แผน/มาตรการช่วยเหลือภัยแล้งด้านการเกษตรปี 2560 ซึ่งครม.ได้อนุมัติงบประมาณไปแล้ว (24 ม.ค.60) โดยใช้งบปกติ วงเงินประมาณ 17,334.82 ล้านบาท ประกอบด้วย 6 มาตรการ 29 โครงการ ได้แก่ 1.มาตรการส่งเสริมความรู้เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง 7 โครงการ 2.มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการเกษตร 5 โครงการ 3.มาตรการเพื่อปริมาณน้ำต้นทุน 8 โครงการ 4.มาตรการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เกษตรที่ประสบภัย 7 โครงการ 5.มาตรการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ 2 โครงการ และ 6.มาตรการจัดทําแผนชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง
“การลงพื้นที่ในวันนี้ เพื่อมาติดตามการดําเนินการมาตรการต่างๆ เช่น การสร้างความเข้าใจในเรื่องการพักนา เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินก่อนทํานารอบต่อไป ในส่วนของปศุสัตว์เป็นการปรับเปลี่ยนโดยใช้ Agri-Map ซึ่งเดิมเกษตรกรปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ใช้ต้นทุนสูง แต่ผลผลิตน้อย ตลอดจนการปรับเปลี่ยนการทํานาไปปลูกถั่วลิสง เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ทดแทนการทํานาได้ดีในช่วงหน้าแล้ง เป็นแบบอย่างการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ลดการใช้น้ำ และเกษตรกรมีรายได้ที่ดีกว่า จึงอยากให้มีการขยายผลให้กว้างขึ้น โดยหน่วยงานรัฐต้องเข้ามาสนับสนุนทั้งความรู้ ปัจจัยการผลิต และตลาด การแปรรูปโดยมีภาคเอกชนเข้ามาช่วยในรูปแบบประชารัฐ”
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ กล่าวในระหว่างตรวจเยี่ยมการป้องกันและช่วยเหลือภัยแล้งในพื้นที่ 3 จังหวัด ชัยนาท อ่างทอง และสิงห์บุรี เมื่อกลางเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ความรุนแรงของสถานการณ์แล้งในปีนี้น้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากปี 2559 มีฝนตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปลายปี ทําให้มีน้ำต้นทุนในแหล่งเก็บน้ำมากกว่าปีก่อนๆ เห็นได้จาก 34 เขื่อนหลัก (ณ 14 มี.ค.60) มีน้ำใช้การได้ 19,981 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าวันเดียวกันของปีที่แล้ว 7,502 ล้าน ลบ.ม. ขณะปีที่แล้วมีเพียง 12,479 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ส่วน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีน้ำใช้การได้ 6,624 ล้านลบ.ม. มากกว่าวันเดียวกันของปีที่แล้ว 3,426 ล้านลบ.ม. ซึ่งปีที่แล้วมี 2,996 ล้านลบ.ม. อีกทั้งสภาพอากาศนี้ปีนี้ มีโอกาสเกิดลานีญาสูง ทําให้ฝนมาเร็วกว่าปกติ ทำให้ช่วงนี้เริ่มมีพายุฤดูร้อน มีฝนตกเกือบทุกภาคของประเทศ
ส่วนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา สัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน ยอมรับว่า ปัจจุบันมีการทำนาปรังไปแล้ว 5.35 ล้านไร่ มากกว่าแผนที่วางไว้ 2.68 ล้านไร่ (แผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังลุ่มน้ำเจ้าพระยากำหนดไว้ 2.67 ล้านไร่) จะเห็นได้ว่าพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา เกินแผนไปแล้วกว่า 2 เท่า ทำให้มีการดึงน้ำจากภาคการใช้น้ำอื่นๆ ไปใช้ทำการเพาะปลูกมากขึ้น หากยังมีการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก จะกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด และอาจทำให้ผลผลิตเสียหายจากภาวะขาดแคลนน้ำได้
“จึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาพักการทำนารอบที่ 3 หรือนาปรังรอบที่ 2 ที่จะเริ่มเพาะปลูกในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยขอให้อดใจรอไปทำนาปีพร้อมกันในช่วงต้นฤดูฝน และขอให้ทุกภาคส่วนรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้าด้วย”
จากข้อมูลศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทานระบุชัดสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปัจจุบัน (31 มี.ค.60) ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสักฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 5,399 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 และกรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (1 พ.ย.59–30 เม.ย.60) รวมทั้งสิ้น 5,950 ล้านลบ.ม. ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจนถึงขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว 4,694 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 79 ของแผนการจัดสรรน้ำฯ มากกว่าแผนที่วางไว้ 457 ล้านลบ.ม.
ด้าน สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศของปี 2559/60 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนการปลูกข้าวนาปรังพบว่าสูงกว่าแผนที่กำหนดไว้ ประกอบกับในบางพื้นที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังแล้ว ทำให้มีแนวโน้มสูงที่จะมีการปลูกข้าวรอบที่ 3 จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำได้ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ สระน้ำ หรือน้ำใต้ดิน โดยมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการปลูกพืชที่สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ศักยภาพของพื้นที่ และช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากการแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการเกษตรและเกิดความเสียหาย ซึ่งการใช้มาตรการดังกล่าวด้วยการส่งเสริมการปลูกพืชที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่และการใช้น้ำ น่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งได้ดีกว่าที่จะมีการปลูกข้าวแล้วเกิดความเสียหายตามมาในภายหลัง
อย่างไรก็ตามปัจจุบันพื้นที่การปลูกข้าวทั่วประเทศประมาณ 11.06 ล้านไร่ เกินแผน 4.13 ล้านไร่ หรือ 60% จากแผนที่วางไว้เพียง 6.93 ล้านไร่เท่านั้น
เร่งพัฒนา3แก้มลิงรองรับน้ำท่วม-แล้ง
ปัญหาอย่างหนึ่งของพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็คือ ไม่มีที่ีระบายน้ำในช่วงหน้าฝนและไม่มีที่เก็บกักน้ำในช่วงหน้าแล้ง ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก กระทั่งรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการบูรณางานทุกภาคส่วนเพื่อบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยยึดแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการพัฒนาแก้มลิงขนาดใหญ่ 3 แห่ง เพื่อรองรับน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาทั้ง 3 ช่วง โดยช่วงต้นน้ำใช้แก้มลิงบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ รับน้ำจากลำน้ำน่าน ช่วงกลางน้ำใช้แก้มลิงทุ่งมะขามหย่อง ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา รับน้ำจากเจ้าพระยา-ป่าสัก และช่วงปลายน้ำใช้แก้มลิงคลองสนามชัย-มหาชัย เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมาณมณฑลฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
โดยกรมชลประทานได้วางแผนพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำของบึงบอระเพ็ดเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบจำนวน 15 โครงการ ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มดำเนินการโครงการต่างๆ ดังกล่าวได้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 เป็นต้นไป ส่วนทุ่งมะขามหย่องมีการขุดคลองส่งน้ำและสร้างประตูระบายน้ำปิด-เปิด พร้อมต่อระบบท่อเติมน้ำจากแม่น้ำเข้าพระยามาเติมไว้ในช่วงหน้าแล้งและสุดท้ายคลองสนามชัย-มหาชัยตามแนวพระราชดำริในพื้นที่เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เพื่อรับน้ำจากคลองสาขาในเขตกรุงเทพฯและสมุทรสาครเพื่อระบายออกสู่ทะเลอ่าวไทยและเป็นการป้องกันน้ำทะเลไหลกลับเข้ามาในช่วงหน้าแล้ง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ภาคเกษตร
ยก3ข้อแก้น้ำเค็มรุกสวนเกษตรซ้ำซาก
จากกรณีปัญหาแหล่งน้ำในเขตพื้นที่ อ.กระทุ่มแบน และบ้านแพ้ว (บางส่วน) จ.สมุทรสาคร ถูกน้ำเค็มไหลรุกเขตพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรและชาวสวนเพาะปลูกพืชและกล้วยไม้ สร้างความเดือดร้อนเป็นเหตุให้ขาดน้ำจืดไว้ใช้ในสวนไร่นา อันเนื่องมาจากช่วงฤดูแล้ง ปีนี้ (2560) ก็เช่นกัน ปรากฏการณ์น้ำเค็มรุกไม่ต่างจากปีที่ผ่านมาๆ เนื่องจากระดับน้ำแม่น้ำลำคลองมีสภาพลดลงต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่แหล่งน้ำจืดบางแห่งของ จ.สมุทรสาคร โดยขณะนี้ยังไม่มีมาตรการแก้ไขแบบถาวรแก่ผู้เดือดร้อนมากว่า 2 ปี เนื่องจากแหล่งเก็บกักน้ำและเขื่อน มีปริมาณน้ำน้อยส่งผลให้ไม่สามารถช่วยผลักดันน้ำเค็มไหลกลับลงสู่ทะเลได้
ธวัชชัย ใจบางยาง เกษตรกรผู้ยึดอาชีพปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ ต.บางยาง อ.กระทุ่มแบน ในฐานะผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์กล้วยไม้ไทย เปิดเผยว่า จากปัญหาวิกฤติช่วงฤดูแล้งที่มีผลทำให้คูน้ำลำคลองปริมาณน้ำน้อยหรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติธรรมชาติในปีนี้(2560) ทำให้บางยาง ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ต่ำที่สุด และตำบลข้างเคียง จึงถูกน้ำเค็มจากด้านฝั่งทะเลรุกล้ำเข้ามา ล่าสุดยอมรับว่า การแก้ไขเป็นไปค่อนข้างยาก เนื่องจากน้ำจืดตามเขื่อนต่างๆ น้ำระบายมาน้อยและไม่เพียงพอต่อการผลักไล่น้ำเค็มกลับออกไป เข้าสู่เขต อ.เมืองสมุทรสาคร เป็นด้านที่มีแม่น้ำท่าจีนถูกน้ำทะเลดันเข้ามา
เกษตรกรรายเดิมเผยอีกว่า ปัญหาน้ำเค็มในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นนานถึง 6 เดือน ในแต่ละปี หรือ 6 เดือนต่อ 6 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งต่างไปจากอดีตที่มีบ้าง แต่แค่เป็นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น หรือราว 1-2 เดือนต่อปี ผลจากที่เกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำแหล่งน้ำจืดของพื้น อ.กระทุ่มแบน และอ.บ้านแพ้ว ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมปลูกพืชผักผลไม้ และกล้วยไม้ในฐานะเป็นแหล่งใหญ่ ทำให้ให้เกษตรกรโดยเฉพาะทำกล้วยไม้ บางรายต้องหยุดเว้นวรรคไปเพราะไม่คุ้มทุน และบางรายหยุดเพื่อรอดูสถานการณ์
“ส่วนแนวทางแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังเรียกร้องให้ช่วยเหลือ ได้แก่ 1.ต้องการให้สร้างเขื่อนถาวรในคลองสาขา ที่ชาวสวนแถบนี้ยังไม่มีเพื่อใช้กักเก็บน้ำจืดไว้ใช้งานในช่วงเวลาน้ำทะเลหนุน 2.ต้องการให้ภาครัฐหาทางแก้ปัญหาน้ำทะเลหนุนชนิดที่ว่า อย่างถาวร ไม่ใช่ขอไปทีแบบแก้ปีต่อปีและทำอย่างจริงจัง และ 3.ต้องให้มีการช่วยขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่ม เพื่อชาวบ้านจะได้เอาน้ำจืดที่มีมาใช้ในภาคการเกษตรในช่วงเกิดภัยแล้ง และน้ำทะเลหนุนซ้ำซากด้วย"



