คอลัมนิสต์

ไสว่าสิฮิ!! “ซิโก้” ออก การเมืองเรื่องลูกหนัง

ไสว่าสิฮิ!! “ซิโก้” ออก การเมืองเรื่องลูกหนัง

31 มี.ค. 2560

ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ประกาศยุติการทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


               จะว่าไปแล้ว “ซิโก้” รู้อนาคตของตัวเองมาตั้งแต่วันแรกที่ “กลุ่มอำนาจใหม่” นำโดย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ชนะเลือกตั้ง ได้เข้ามาบริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แทน “บังยี” วรวีร์ มะกูดี

               เพียงแต่นาทีนั้น “ซิโก้” มีพลังแฟนบอลหนุนหลังอย่างมากมาย เมื่อเขาทำทีมชาติไทยประสบความสำเร็จเป็น “หนึ่งในอาเซียน”

               บารมีมิได้เกิดเพราะมีผู้ใหญ่คอยหนุน หากแต่ผลงานทีมชาติไทยที่คว้าแชมป์ซีเกมส์ครั้งที่ 27 , คว้าอันดับที่ 4 เอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 17 และคว้าแชมป์เอเอฟเอฟซูซูกิคัพ ถึงสองสมัยติดต่อกัน

               กองเชียร์ “ช้างศึกไทย” ต่างก็ฝันถึงการเข้ารอบสุดท้ายในมหกรรมฟุตบอลโลก

               ย้อนไปช่วง “สองขั้วอำนาจ” ฟุตบอลไทย กำลังทำศึกเลือกตั้ง “ประมุขบอลไทย” กันอึกทึก ต่างฝ่ายต่างก็ดึงเอา “ซิโก้” มาหาเสียง หาคะแนน

               “ขั้วบังยี” ถึงขั้นมีการปล่อยข่าวว่า อาจดึงซิโก้มาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ แทนบังยี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็หวังดึงเสียงจากภาคีสโมสรที่ชื่นชอบซิโก้

               มีนักข่าวไปสอบถามซิโก้เหมือนกัน ว่าสนใจอยากลงสมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลหรือไม่ ? ซิโก้ก็ได้ปฏิเสธไป

               “ขั้วสมยศ” ได้ประกาศเป็น “สัญญาประชาคม” ว่า หากได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารสมาคมฟุตบอลฯ ก็จะมอบหมายให้ซีโก้เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยต่อไป

               "โค้ชซิโก้ เหมาะที่จะคุมทีมชาติไทยต่อเนื่องต่อไป เพราะในปีหน้ายังมีฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ที่คาดว่าไทย จะได้เข้ารอบ 12 ทีมสุดท้าย สิ่งที่ผมจะเข้ามาช่วยคือ จะถามซิโก้ว่าต้องการการสนับสนุนด้านใดเพิ่มอีกบ้างจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่"

               พล.ต.อ.สมยศ กล่าวไว้ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลฯ

               เอาเป็นว่า ในเวลานั้น ทั้งสองขั้วลูกหนัง ต่างใช้ชื่อเสียงอันหอมหวานของซิโก้มาสร้างคะแนนนิยม

               อีกด้านหนึ่ง หลายคนอาจคิดว่า ซิโก้เป็นคนของ “กลุ่มอำนาจเก่า” แต่หากติดตามความเคลื่อนไหวของซิโก้ นับแต่เข้ามาคุมทีมชาติไทยตั้งแต่ปี 2556 จะพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างซิโก้ กับบังยี ก็อยู่ในลักษณะ “มีหวาน มีชื่น มีขื่น มีขม”

               เมื่อไม่นานมานี้ ซิโก้ เปิดเผยว่าตั้งแต่คุมทีมชาติมานั้น ตนไม่เคยได้รับสัญญาอย่างเป็นทางการจากสมาคมฟุตบอลฯ เลยตั้งแต่ปี 2556 และที่ผ่านมานั้น ตนทำไปเพื่อชาติล้วนๆ และทำด้วยใจจริง ที่อยากเห็นฟุตบอลทีมชาติไทยมีความก้าวหน้า

               “บังยี” กับ “ซิโก้” จึงมีเรื่องระหองระแหงกันบ้าง โดยเฉพาะประเด็น “สัญญาฉบับถาวร” จากสมาคมฟุตบอลฯ ที่ซิโก้เฝ้ารอ

               บ่อยครั้งที่ ซิโก้ จะให้นักเตะทีมชาติ หรือแฟนบอล ออกมากดดัน “บังยี” ในประเด็นที่ทางเขาต้องการ เพราะซิโก้รู้ดีว่า เขามีอำนาจต่อรองกับสมาคมได้ ก็ด้วยผลงานของทีมชาติไทย และผู้เล่นหมายเลข 12 คือกองเชียร์ช้างศึก

               ต้นปี 2558 มีข่าวเกี่ยวกับสัญญาถาวรของซิโก้ หลังจากต้องรอคอยมานาน โดยเขาได้เซ็นสัญญาถาวรกับสมาคมฟุตบอลเรียบร้อยแล้ว เป็นระยะเวลา 4 ปี

               ข่าวออกมาแบบนี้ แต่เมื่อ “บังยี” พ้นจากตำแหน่งประมุขลูกหนัง ทำไมซิโก้ จึงให้สัมภาษณ์สื่อทำนองว่า “มีแต่สัญญาใจ” ไม่มีการเซ็นสัญญาฉบับถาวร

               คราวนี้ มาถึงกรณี “ดราม่าสัญญาซิโก้” ระหว่างสมาคมลูกหนังยุค “สมยศ” กับซิโก้ ก็เล่นเกมยืดเยื้อมาแรมเดือน จนมาถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560  ซิโก้จึงเดินทางมาเจรจา และมีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการแล้ว

               ก่อนหน้านั้น พล.ต.อ.สมยศ ในฐานะประมุขลูกหนัง ถูกสื่อมวลชนถามตลอดว่า จะจัดการอย่างไร ? กับอนาคตซิโก้

               คำตอบที่ไม่ได้มีการเปิดเผยกับสื่อคือ กลุ่มสมยศไม่เอาซิโก้แน่ เพราะ “ปลาคนละน้ำ” กับทีมงานของสมยศ และเพื่อน

               เพียงแต่ “ศรัทธา” ของแฟนบอลยังมีมากมาย จึงไม่อยากสวนกระแส เพราะขืนไปปลดซิโก้ตั้งแต่วันแรกเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ รับประกัน “สมยศ” จะกลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกแน่นอน

               หากนับจากวันที่สมยศกับซิโก้ จูบปากกันเรื่องสัญญา 1 ปี จนถึงวันที่ซิโก้ลาออก ก็ครบ 1 เดือน ดูแล้วความหอมหวานแห่งมิตรภาพ มันช่างสั้นสิ้นดี

               อดีตนายตำรวจที่เคี่ยวกรำอยู่บนถนนการเมืองมานาน รู้ดีว่า ควรจะอาศัยสถานการณ์ “พ่าย 2 นัด” แถมแพ้เยอะ มาเปลี่ยนตัวหัวหน้าผู้ฝึกสอน

               ปฏิบัติการเชิงรุก จึงเริ่มขึ้นจาก “บิ๊กอ๊อด” ประมุขลูกหนัง

               "ถ้าให้ผมงอมืองอเท้า ปล่อยให้ ทีมชาติไทย เป็นแบบนี้ไปอีก 3 ปี ในขณะที่ผมเป็นนายกสมาคมฯ อยู่ ผมลาออกดีกว่า ถ้าเป็นแล้วทำทีมไม่ได้ อย่าเป็น ให้คนอื่นเขาเป็น"

               แล้วทุกอย่างก็จบที่การแถลงยุติบทบาทหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยของซิโก้