คอลัมนิสต์

หมดเวลา “พาที” นักสร้างแบรนด์ ??

หมดเวลา “พาที” นักสร้างแบรนด์ ??

16 มี.ค. 2560

ตกเป็นข่าวอีกครั้ง สำหรับ พาที สารสิน ซีอีโอสายการบินนกแอร์ ที่วันนี้ เขาจะผ่านพ้นวิกฤติร้อนๆ ได้อีกหรือไม่

 

               การออกมาปฏิเสธกรณีมีกระแสข่าวให้ลาออกจากตำแหน่งว่า “ไม่เป็นความจริง” ของ พาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่สายการบินนกแอร์ นั้น ดูเหมือนมิได้ส่งผลใดๆ ต่อสายการบินนกแอร์แต่อย่างใด เพราะทางด้านบอร์ดการบินไทยเดินหน้ายุทธศาสตร์ยกเครื่องการบริหารจัดการด้านการบิน ในนาม “ไทยกรุ๊ป” อยู่แล้ว อีกทั้งมีแผน “เพิ่มทุน” ในสายการบินนกแอร์ภายใน 6 เดือน อีกด้วย แต่ตำแหน่ง “ซีอีโอ” นั้น ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นใคร

               ส่งผลให้ไถ่ถามถึง “อนาคต” ของ ซีอีโอนกแอร์ กันยกใหญ่ หลังบริหารสายการบินนี้มาครบ 13 ปีเต็ม!!

               พาที สารสิน หรือ “ดุ๋ง” ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่สายการบินนกแอร์มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2547 เป็นซีอีโอคนแรกและคนเดียวมาตลอด 13 ปี ปัจจุบันอายุ 54 ปี

               เขาเริ่มต้นบทบาทผู้บริหารซีอีโอสายการบินอายุตั้งแต่ 41 ปี ถึงแม้ไม่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจสายการบิน แต่เป็นที่ยอมรับในฐานะ ซีอีโอคนรุ่นใหม่ไฟแรงผู้คิดนอกกรอบสามารถทำให้ “นกแอร์” เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อีกหนึ่งสายการบินต้นทุนต่ำของไทย กระทั่งเป็นเสมือนคู่แฝดกันและกัน

               ตัวตนโดดเด่นและผลงานที่เข้าตา คือ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงแห่งวงการโฆษณา จากจะเข้าไปเสนองานสร้างสรรค์โฆษณา กลับถูกเพื่อน-ปิยะ ยอดบำรุง ชักชวนให้บริหารสายการบินแทน มีหรือที่คนรักความท้าทายอย่างเพื่อนดุ๋งจะรอช้า หลังถามไถ่คุณพ่อคุณแม่เสร็จสรรพ กลับมาบอกเพื่อนทันทีว่า “โอเค”

               ดุ๋ง-พาที เรียนหนังสือที่ต่างประเทศตั้งแต่มัธยมจนจบปริญญาตรีจากสหรัฐอเมริกา โทด้าน Mass Communication Film and Video ที่ American University สหรัฐอเมริกา จึงไม่แปลกใจที่เขาจะพูดไทยผสมอังกฤษจนเป็นเอกลักษณะเฉพาะตัว

               ด้วยรักความท้าทายอยู่ในดีเอ็นเอ จึงทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย เพียงอายุ 20 ปีไปสมัครงานที่ บริษัทโฆษณาดัง “ลินตาส” ในตำแหน่ง “ผู้จัดการแผนกวิจัย” ก่อนลาไปต่อปริญญาโทด้าน Mass Communication Film and Video ที่สหรัฐอเมริกา แล้วทำงานด้านครีเอทีฟและโปรดักชั่นในสถานีโทรทัศน์ NBC ต่ออีก 2 ปี กลับมาลินตาสเสนอเงินเดือนให้เดือนละ 3 แสนบาท ในฐานะผู้บริหารเบอร์ 4 แต่เด็กหนุ่มอายุ 25 ปฏิเสธ ด้วยอายุยังน้อยและไม่แน่ใจในฝีมือของตัวเอง จึงตัดสินใจไปรับตำแหน่งงาน Creative Director บริษัท สปาแอดเวอร์ไทซิ่ง เมื่อปี 2532 เงินเดือน 3 หมื่นกว่าแต่สบายใจกว่ากันมาก

               เป็นการเลือกไม่ผิด เพียง 2 ปี ขึ้นตำแหน่ง GM ของบริษัท Multi Media Orbit โปรดักชั่นเฮาส์ในเครือสปาแอดเวอร์ไทซิ่ง ดวงรุ่งพุ่งแรงต่อเนื่อง เมื่อ Bates Worldwide ร่วมหุ้นกับสปาแอดเวอร์ไทยซิ่ง ตั้งบริษัท Bates Advertising ในไทย เขาได้รับความไว้ใจให้เป็นกรรมการผู้จัดการและ CEO เพียงอายุ 29 ปีเท่านั้น สามารถนำทีมสร้างรายได้จาก 80 ล้านบาทเป็น 400 ล้านบาทในเวลาไม่กี่ปี หลังจากอยู่ที่แห่งนี้ได้ 12 ปีจึงตั้งบริษัท 141 Thailand ในปี 2542 และแน่นอนตำแหน่งคือ ซีอีโอ เท่านั้น

               ผลงานชิ้นโบว์แดงที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดชิ้นหนึ่ง คือ DTAC จนกลายเป็นแคมเปญใหม่สร้างยอดขายถล่มถลาย ฉายแววนักสร้างสร้างแบรนด์ใหม่เริ่มประกายจนเป็น ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ จากนั้นจับ 2 ซีอีโอ DTAC ถอดสูทถ่ายโฆษณาตัวใหม่จนถูกใจลูกค้าให้สร้างสรรค์โฆษณาอีกหลายชุด

               “คนหนุ่มเริ่มต้นเมื่อ 40” พาทีก็เป็นเช่นนั้น 2546 เพื่อน-ปิยะ ยอดบำรุง ชวนไปทำงานด้านการท่องเที่ยว แต่พาทีแล้ว ย่อม “คิดการใหญ่” จากแค่การทำบุ๊กกิ้ง (booking) กลายเป็น “สายการบินต้นทุนต่ำ” ซึ่งทางการบินไทย สมัย กนก อภิรดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทยสมัยนั้น มีแผนอยู่แล้ว จากเริ่มต้นไปเสนองานโฆษณา จึงถูกชักชวนให้เป็น “ซีอีโอ” แทน

               นับแต่นั้นเส้นพาทีก็ได้นำความรู้และประสบการณ์มา “สร้างแบรนด์” จนสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวตนของเขาที่เป็น ซีอีโอเฟรนด์ลี่ ขี้เล่น เป็นกันเอง ถูกใจสื่อเป็นอย่างมาก ที่ถามมาตอบตรง ถือว่า “สอบผ่าน” และครองพื้นที่สื่อ ในฐานะ “ซีอีโอหนุ่มไฟแรง”

               ทางด้านการทำหน้าที่ผู้บริหารเขาคิดค้นบริการแปลกใหม่ที่คิดจากตัวเองเป็นหลักในฐานะผู้โดยสารธรรมดาคนหนึ่งมาประยุกต์ใช้ กระทั่งถูกใจผู้โดยสารทั่วไป “นกแอร์” มากกว่านั้นคือ ถึงกับก้าวมาเป็น “พรีเซ็นเตอร์” ด้วยตัวเอง ทำให้นกแอร์แจ้งเกิดได้ในเวลาไม่นานนัก

               ในฐานะครีเอทีพ พาทีน่าจะรู้ดีว่า นอกจาก “สร้างแบรนด์” แล้วย่อมต้องมี “รักษาแบรนด์” ด้วย

               นับแต่ปีที่ 11 เป็นต้นมา นกแอร์ตกเป็นข่าวทั้งด้านความปลอดภัยและการให้บริการ รวมถึงความล่าช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 2559 ที่ดูเหมือนนกแอร์จะตกอยู่ในภาวะ “วิกฤติศรัทธา”

               เริ่มจาก “แบล็ควาเลนไทน์” ที่นักบินประท้วงไม่ยอมบินจนเกิดเหตุผู้โดยสายตกค้าง กระทั่งส่งผลให้มีเลิกจ้างนักบินในเวลาต่อมา ท่ามกลางข่าวลืมการขัดแย้งระหว่างผู้บริหารกับนักบิน เท็จจริงอย่างไรไม่ปรากฏ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ นกแอร์มีการยกเลิกสายการบิน รวมแล้ว 20 เที่ยวบิน

               นอกจากนี้ยังมีเหตุดราม่าหลายครั้ง ทั้ง หมาตาย, คนพิการ ฯลฯ โดยซีอีโอพาทีเลือกชี้แจงผ่านทางจดหมาย และเฟซบุ๊ค จึงทำให้ถูกตั้งคำถามเรื่องความจริงใจ รวมถึงวิธีการบริหารจัดการ ดังเช่นกรณีหมาตายบนเครื่องบินระหว่างขนส่ง แทนที่จะปรับปรุงกระบวนการต่างๆ แต่ ทางซีอีโอพาทีเลือกประกาศ “หยุดรับ” ทันที ขณะที่ธุรกิจขนส่งสัตว์ทางอากาศได้รับผลกระทบกันไปทั่ว

               ดราม่าหลายครั้งจนผู้โดยสารเริ่ม “ไม่ปลื้ม” แต่ดูเหมือน พาที หาได้สนใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้สมัยแรกๆ ขึ้นชื่อว่า เป็นซีอีโอที่ใส่ใจและพูดคุยกับพนักงานอย่างเป็นกันเอง ถึงกับเรียก “พี่” ก็มี

               สิ่งที่ปลอบประโลมจิตใจให้สดชื่นสำหรับพาที เห็นทีจะเป็นเรื่อง "ดนตรี" เป็นหลัก เพราะครั้งหนึ่งเคยออกอัลบั้มกับเพื่อนในนาม "พีพีโปรเจค"" มาแล้ว และก่อนหน้านี้สายการบินนกแอร์เองก็เคยจัดคอนเสิร์ตที่หาดใหญ่ด้วย หนึ่งในรายนามศิลปินก็คือ "พีพีโปรเจค" นั่นเอง 

               แต่ก็ยังไม่ดังเท่าวันที่ออกรายการ เดอะ แมส ซิงเกอร์ ไทยแลนด์ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยการสวม "หน้ากากนกอินทรี"

               และนั่นเองเป็นที่มาของการถามถึง “อนาคตหน้ากากนกอินทรี” เพราะมากกว่าหน้าฉาก คือ “ตัวเลข” ผลประกอบการ ที่นับวันตกอยู่ในภาวะ “ขาดทุนสะสม” ทุกปี โดยเฉพาะปี 2559 ที่ขาดทุนสูงสุดถึง 2.79 พันล้านบาท

               เมื่อบอร์ดการบินไทย “ไม่ปลื้ม” อะไรๆ ย่อมเกิดขึ้นได้!!