
เก็บภาษี‘ทักษิณ’ -‘อภินิหาร’หรือ 'ฝัน' ?
ยังมีความเห็นต่างกรณีรัฐบาล เตรียมเรียกเก็บภาษีจากทักษิณ กรณีขายหุ้นชินคอร์ปให้กับเทมาเส็ก ว่าจะสามารถเก็บได้หรือไม่ แต่หากให้ฟันธง ต้องบอกว่า ไม่ได้ ทำไม ?
กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม.) สั่งการให้กรมสรรพากร ไปประเมินภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ก่อนหมดอายุความ ในวันที่ 31 มีนาคมนี้ กับ ทักษิณ ชินวัตร โดยนำเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เกี่ยวกับ ‘ตัวการ’ ต้องรับผิดชอบและผูกพันจากการกระทำของ ‘ตัวแทน’ และอายุความ 10 ปี มาใช้
อันสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว ของนายทักษิณ ชินวัตร นำหุ้นชินคอร์ปฯ ที่ซื้อมาจากบริษัทแอมเพิลริชฯ(Ample Rich Investment Limited) ซื่งมี‘ ทักษิณ ชินวัตร’เป็นผู้ก่อตั้งจำนวน 329.2 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 1 บาทนำมาขายต่อให้กองทุนเทมาเส็กในราคาหุ้นละ 49.25 บาทผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยส่วนต่างกำไรจากการซื้อ-ขายหุ้นครั้งนั้นหุ้นละ 48.25 บาท ไม่มีการเก็บภาษี และรัฐบาลเห็นว่า เจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯที่แท้จริง คือ ทักษิณ โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ระบุ ว่า นายพานทองแท้ และ น.ส. พินทองทา เป็นผู้ถือหุ้นแทน ทักษิณ รัฐบาลจึงจะประเมินจัดเก็บภาษีเอาจากทักษิณ เนื่องจากเป็นผู้มีรายได้จากการขายหุ้นดังกล่าว
ดังนั้น จึงมาดูกันว่า เอาเข้าจริงรัฐบาล จะสามารถจัดเก็บภาษีจากทักษิณ ได้หรือไม่
1. ประเด็นอายุความในการเรียกเก็บภาษี ขาดไปแล้วหรือไม่
กรณีนี้มีอยู่ 2 ทฤษฎี
ทฤษฎีแรก เห็นว่า ขาดอายุความ ไปแล้ว ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2481 มาตรา 19 ที่ระบุว่า กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อธิบดีกรมสรรพากร จะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวนเกินกว่า 2 ปี ก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 ปี
กรณีนี้เป็นการขายหุ้นเมื่อปี 2549 หากต้องเสียภาษี ต้องยื่นเสียภาษีบุคคลธรรมดาภายใน มีนาคม ปี2550 ถ้าพบว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี กรมสรรพากร ต้องมีหมายเรียกไปยัง ทักษิณ เพื่อทำการไต่สวนภายใน 5 ปี แต่ปรากฏว่าตลอดระยะเวลา 5 ปี คือ จนถึงปี 2555 กรมสรรพากร ไม่เคยมีหมายเรียก ทักษิณ มาทำการไต่สวนเลย จึงขาดอายุความในการเรียกเก็บภาษีตั้งแต่ปี 2555 แล้ว
ทฤษฎีที่สอง เห็นว่า ยังไม่ขาดอายุความ โดยเห็นว่าสามารถนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีอายุความ 10 ปี มาใช้กับกรณีนี้ได้ ทำให้ยังสามารถเรียกเก็บภาษีจากทักษิณ ได้จนถึง 31 มีนาคมนี้ ซึ่งรัฐบาลมีความคิดตามแนวทฤษฎีนี้
สำหรับประเด็นนี้หากถามว่า ทฤษฎีไหน มีน้ำหนักมากกว่า
ต้องบอกว่า เป็นทฤษฎีแรก คือ ขาดอายุความ ที่จะเรียกเก็บภาษี จาก ทักษิณ ไปเรียบร้อยแล้ว
เหตุผลก็คือ ตามหลักกฎหมายและหลักนิติธรรม ที่ยึดปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน หากเรื่องใด มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนั้นเอาไว้ ก็ให้ยึดตามกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ไม่เฉพาะแต่เรื่องอายุความเท่านั้นแต่ยังรวมถึงทุกเรื่องที่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้ จะไม่ใช้กฎหมายทั่วไป
อีกทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่จะนำใช้เรียกเก็บภาษีจากทักษิณ นั้น ในหมวด 2 เกี่ยวกับอายุความ ในมาตรา 193/30 ก็บัญญัติว่า อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนด 10 ปี จึงชัดเจนว่า อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะนำมาใช้ได้ก็แต่กรณีที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนั้นๆกำหนดเกี่ยวกับอายุความไว้
อีกทั้ง การที่รัฐบาลจะอ้าง ‘อภินิหารทางกฎหมาย’ ( Miracle of Law) มาเป็นทางออกเรียกเก็บภาษีจาก ทักษิณ โดยอ้างว่ามีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ‘อภินิหารทางกฎหมาย’ ที่ว่านี้ แท้ที่จริงแล้ว ก็คือ ‘การตีความกฎหมาย' นั่นเอง ซึ่งการตีความกฎหมาย จะต้องเป็นกรณีที่กฎหมายไม่ได้เขียนเรื่องใดไว้ชัด หรือ มีช่องโหว่ จึงต้องอาศัยการตีความ เพื่อให้กฎหมายบังคับใช้ได้ แต่ในกรณีที่มีกฎหมายเขียนไว้ชัดแล้วเกี่ยวกับเรื่องใด อย่างเช่นกรณีนี้ที่ ประมวลรัษฎากร บัญญัติ ไว้ว่ามีอายุความ 5 ปี จึงไม่สามารถ ตีความให้เป็นอย่างอื่นได้
2. เงินที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปและเงินปันผลจากหุ้น ประมาณ 46,000ล้านบาท ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วในคดียึดทรัพย์ ทักษิณ ดังนั้นยังสามารถเรียกเก็บภาษีจากทักษิณ ได้หรือไม่
ประเด็นนี้ก็ยังมีความเห็นต่างกัน โดยฝ่ายแรกเห็นว่า แม้ว่าเงินที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปและเงินปันผลจากหุ้น ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับการเรียกเก็บภาษี ดังนั้นยังสามารถเรียกเก็บภาษีจากทักษิณ ได้ นอกจากนี้บางอาชีพที่ผิดกฎหมาย ยังต้องเสียภาษีเลย
ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่า ไม่ต้องเสียภาษีอีก เพราะรายได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปของทักษิณ ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว
ถามว่า ฝ่ายไหน มีน้ำหนักมากกว่ากัน ก็ต้องบอกว่า ฝ่ายที่เห็นว่า เก็บภาษี ได้อีกมีน้ำหนักมากกว่า เพราะเมื่อมีรายได้จากการขายหุ้น ก็ต้องเสียภาษี ส่วนที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วเป็นคนละเรื่องกันเพราะที่ถูกยึดทรัพย์ ก็เนื่องจากทักษิณ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น ร่ำรวยผิดปกติ
3.ขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็กผ่านตลาดหลักทรัพย์ ต้องเสียภาษีหรือไม่
ประเด็นนี้ ก็ยังมีความเห็นต่าง โดยฝ่ายแรกเห็นว่า เงินที่ได้จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวงฉบับที่126 ข้อ 23 ที่ออกตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่า หากพิสูจน์ได้ว่า การขายหุ้นชินคอร์ปผ่านตลาดหลักทรัพย์ มีการสมคบหรือมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ก็ไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษี
มาถึงตรงนี้ หากถามว่า สรุปแล้วรัฐบาล ยังสามารถเรียกเก็บภาษีจากทักษิณ กรณี ขายหุ้นชินคอร์ป ให้กับเทมาเส็ก ได้หรือไม่
ตอบได้ว่า เก็บไม่ได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องอายุความที่ขาดไปแล้ว เมื่อ ทักษิณ หยิบประเด็นเรื่องอายุความขึ้นสู้ ก็จบเห่ตั้งแต่แรก โดยไม่ต้องพิจารณาในเนื้อหาประเด็นอื่นอีก



